- หน้าแรก
- มุมมองนักอ่านพระเจ้าของนักต้มตุ๋น
- บทที่ 4 – ราชาสัตว์ แวมไพร์ และผู้หวนคืน 2
บทที่ 4 – ราชาสัตว์ แวมไพร์ และผู้หวนคืน 2
บทที่ 4 – ราชาสัตว์ แวมไพร์ และผู้หวนคืน 2
บทที่ 4 – ราชาสัตว์ แวมไพร์ และผู้หวนคืน 2

“ทุกคน! ตอนนี้ทาร์ทารัสปลอดภัยแล้ว! ผมเป็นพวกเดียวกับพวกคุณนะ!”
ผมตะโกนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมในคำพูดของตัวเอง แต่ผู้หวนคืนกลับหัวเราะหึๆ อย่างเย้ยหยันใส่คำประกาศซื่อๆ ของผม
「พวกเดียวกันงั้นเหรอ? อย่ามาเพ้อหน่อยเลย รัฐทหารมันเคยนับใครเป็นพวกมั่งไหมล่ะ」
‘หืม... ไม่เชื่อใจสินะ งั้นต้องสร้างภาพลักษณ์ดีๆ แล้วล่ะ ผู้หญิงทุกคนต้องรักสัตว์น่ารักๆ แน่นอน! ถ้าอย่างนั้น...’
ผมยิ้มกว้าง พร้อมหันไปโฟกัสที่ราชาสุนัข
ผมเตะซากโกเลมเบา ๆ จนลูกแก้วเวทย์ในเบ้าตาหลุดกลิ้งออกมา ผมดีดลูกแก้วขึ้นมาเก็บในมือด้วยปลายเท้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วเดาะมันเล่นกลางอากาศ
“โฮ่ง! โฮ่ง!”
ราชาสุนัขกระดิกหางพริ้ว ๆ รีบวิ่งเข้ามาหาทันที
แม้รูปร่างจะเป็นมนุษย์ แต่หัวใจเธอก็ยังเป็นสุนัขเต็มตัว ไม่มีทางต้านทาน “ลูกบอล” ได้หรอก!
ราชาสุนัขจ้องลูกแก้วในมือผมไม่วางตา หูตั้งชัน ตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น
พอเห็นว่าเธอติดกับดักเต็มที่แล้ว ผมก็ขว้างลูกแก้วออกไปด้วยสุดแรงเกิด
“ไปเอามา!”
“โฮ่ง!”
ลูกแก้ววาดโค้งกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งไกลออกไป ราชาสุนัขกระแทกพื้นแรง ๆ แล้วทะยานตัวออกไปไล่ตามลูกแก้วด้วยความเร็วเหนือมนุษย์
ไม่มีอะไรสู้ลูกบอลได้หรอกเวลาจะเล่นกับหมา
ผมยิ้มเป็นมิตรอย่างสุดฤทธิ์ แล้วหันกลับไปหาผู้หวนคืน
“หมาน้อยน่ารักจัง พวกคุณเลี้ยงเธอเหรอ?”
‘แบบนี้แหละ! ต้องทำให้เธอลดการ์ดลง’
ผมเหลือบตาไปอ่านใจเธอเงียบ ๆ
...มาดูกันว่าได้ผลไหม
「หมาน้อย? หมาน้อยงั้นเหรอ? หมอนั่น...กล้าเทียบราชาสุนัขกับหมาน้อยงั้นเหรอ?」
‘เดี๋ยวๆๆๆ ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้วะ!?’
ผมตั้งใจจะทำให้เธอวางใจ แต่กลับดูเหมือนจะยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ ผิดพลาดแล้วเหรอ? ผมนึกว่าคนใจดีต่อสัตว์น่าจะดูน่าไว้ใจซะอีก…
‘งั้น…ลองอีกที!’
“หมาน่ะยอดเยี่ยมจะตาย ทั้งซื่อสัตย์ ทั้งน่ารัก! ไม่มีสัตว์อะไรมีประโยชน์เท่าหมาหรอก นอกจากสัตว์พวกที่เอาไว้กิน”
「...หมอนี่กำลังดูถูกเผ่ากึ่งมนุษย์ว่าเป็นสัตว์? แล้วยังพูดเรื่องกินเนื้ออีก? หรือว่าเป็นพวกเหยียดเผ่าพันธุ์มนุษย์?」
‘เฮ้อ...ซวยล่ะ’
ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้หมายความว่าดูถูกอะไรสักหน่อย ราชาสุนัขน่ะ ถึงจะดูเหมือนกึ่งมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วเธอคือสุนัขต่างหาก ก็ต้องปฏิบัติกับสุนัขเหมือนสุนัขไม่ใช่เหรอ?
ใครมันไปค้อมหัวให้ราชินีผึ้งล่ะ? งั้นก็ไม่เห็นต้องไปนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับราชาสุนัขนี่นา
“เข้าใจไหม? ผมมาเจรจาอย่างมิตรไมตรีกับพวกคุณนะ ผมน่ะ...”
ขั้นตอนแรกในการตีสนิทกับใครสักคนก็คือ—หาอะไรที่เหมือนกันให้ได้
‘บอกไปว่าผมก็เป็นนักโทษเหมือนกัน พวกเขาคงไม่ระแวงผมมากนักหรอก’
ผมกำลังจะอ้าปากพูดแบบนั้นอยู่แล้ว
แต่ในตอนนั้นเอง—ความคิดหนึ่ง ก็ผุดขึ้นมาในหัวของผู้หวนคืน
「ในอีกหนึ่งปี ทาร์ทารัสจะล่มสลาย หุบเหวจะถล่ม ชีวิตนับไม่ถ้วนจะดับสูญ เหลือผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือ」
...เดี๋ยวนะ
อะไรนะ?
‘ทาร์ทารัสจะ...ล่มสลาย?’
「ราชาสุนัขอาซซี่ และต้นกำเนิดแวมไพร์ไทร์คันเซียกา พวกเขาจะรอดจากการถล่ม…
แต่ก็จะถูกความมืดกลืนกินจนกลายเป็นสิ่งผิดเพี้ยน」
‘อะไรนะ? ราชินีแวมไพร์กับราชาสุนัข...จะกลายเป็นปีศาจ?’
「วันสิ้นโลกที่ควรจะเกิดในอีกสิบปี จะถูกเร่งให้เร็วกว่านั้น เพราะ “เมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้าย” จะงอกงาม และพวกเขาจะสังหารผู้บริสุทธิ์ ก่อให้เกิดยุคแห่งความโกลาหล」
สิบปีเต็มที่ หากถึงวันนั้นจริง...โลกใบนี้จะถึงกาลอวสาน
หลังจากได้ยินความคิดของเธอ ...ผมถึงกับตกตะลึงไปทั้งตัว
ตอนที่ผมถูกจับโยนลงทาร์ทารัส ผมยังคิดอยู่เลยว่า อาจจะมีทางลื่นไหลออกจากสถานการณ์นี้ได้ ใช้พลังอ่านใจ…เลียแข้งเลียขานักโทษใหญ่ แล้วหาทางตีตัวออกมาอย่างปลอดภัย
แต่ตอนนี้ แผนการทั้งหมดพังไม่เป็นท่า
อนาคตที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
ไม่แปลกเลยที่หลายคนที่ได้เห็นนิมิตวันสิ้นโลก จะพากันบ้าแตก หรือตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
…แล้วผมควรทำยังไงดี?
「แล้วในทุก ๆ ไทม์ไลน์ที่เราเคยย้อนกลับมา…เราไม่เคยเจอหมอนี่เลย」
‘ก็แน่ล่ะ ฉันก็แค่อาชญากรกระจอก จะไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องใหญ่ขนาดนั้นวะ คิดมากไปแล้วไหมเนี่ย?’
...แต่แล้ว ความคิดถัดมา ที่ผมได้อ่าน เปลี่ยนมุมมองของผมไปอย่างสิ้นเชิง
「ครั้งที่แล้ว...ตอนที่เรามาถึงทาร์ทารัสหลังมันพังถล่ม หมอนี่ไม่ได้อยู่ที่นี่
สิ่งเดียวที่เราเห็น...คือซากศพกองเต็มหุบเหว」
ผู้หวนคืนจ้องมาที่ผมด้วยสายตาเฉียบคม ขณะที่ยังคงคิดอย่างเงียบงัน
「ชายที่เพิ่งมาถึงทาร์ทารัสคนนี้...อาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้าย หรือไม่ก็เป็นแค่เหยื่อ...แต่ที่แน่ ๆ คือ หมอนี่ไม่เคยปรากฏอยู่ในอนาคตไหนเลยที่เราเคยเห็น」
สรุปสั้น ๆ ก็คือ
โลกนี้จะล่มสลายในอีกสิบปี
...และผมจะตายคาก้นเหวก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ
“ฮะ…ฮ่ะ…”
เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากปากอย่างไม่รู้ตัว
ชีวิตผมเพิ่งถูก “สปอยล์” แบบไม่มีชิ้นดี
และที่แย่กว่านั้น— จากที่เห็น ไม่มีทางเลยที่การตายในทาร์ทารัสจะเป็นการตายอย่างสงบ
ผมสามารถ "ล่วงรู้อนาคต" ได้ ด้วยการอ่านใจผู้หวนคืน ไม่ต่างจากเทพพยากรณ์ในตำนาน
...แต่ผมต่างจากพวกนั้น
เพราะตอนนี้—ผมมี “ผู้หวนคืน” อยู่ตรงหน้า คนที่สามารถข้ามเวลา และเปลี่ยนอดีตให้ก่อเกิดอนาคตใหม่ได้จริง ๆ
และตอนนี้ที่ผมได้อ่านความทรงจำของเธอแล้ว ผมเองก็มีโอกาสเปลี่ยนอนาคตที่ตัวเองต้องตาย
มันไม่ใช่นิมิตที่ตายตัวอีกต่อไป
‘ใจเย็น ๆ พยายามยิ้มเข้าไว้ รอยยิ้มคือหน้ากากของฉัน จงสวมมันต่อไป เหมือนเดิม ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ชีวิตฉันมันแน่นอนนัก? ฉันเอาตัวรอดมาตลอดด้วยการสร้างพันธมิตรกับพวกแข็งแกร่ง และหนีหัวซุกหัวซุนเวลาจำเป็น ฉันไม่เคยใช้พลังเพื่ออยู่รอด...ฉันใช้ "ความรู้" ต่างหาก’
โชคชะตาอันมหึมาที่เรียกว่า "ฟ้าลิขิต" ก็เหมือนศัตรูหน้าเก่า ไม่จำเป็นต้องสู้ แค่ อย่าไปยั่วโมโห มันก็พอ
และโชคดี ตอนนี้ผมมีไพ่ทั้งหมดในมือแล้ว
บรรพบุรุษต้นกำเนิดเผ่าแวมไพร์ ราชาสุนัข และผู้หวนคืน
‘ต้องตีสนิทกับพวกเขา สร้างสายสัมพันธ์ ทำให้พวกเขาคุ้มกันแทนที่จะฆ่าเรา ฉันจะมีชีวิตรอด...ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ตาม’
ก่อนหน้านี้... ผมคงเลือกพูดความจริงไปแล้วล่ะ อ้างว่าตัวเองก็เป็นนักโทษเหมือนกัน ถูกลากมาที่นี่เหมือนกัน ไม่ได้เป็นศัตรูอะไรกับพวกเขา
แล้วก็ทำตัวเงียบ ๆ...เพื่อให้ตัวเองกลืนไปกับฉากหลัง
แต่ตอนนี้ ที่ผมได้เห็นอนาคตแล้ว การทำเหมือนเดิมมันโง่สิ้นดี
ถ้าอยากได้อนาคตใหม่ ต้อง “เล่นคนละบทบาท” ไปเลย
‘หลอกโชคชะตาซะ ฉันจะกลายเป็นคนใหม่ คนที่ฟ้าไม่เคยคาดถึง!’
ผมยืดหลังตรง เงยหน้าขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย แล้วตะโกนลั่น
“เพราะผมนี่แหละ คือผู้คุมจากรัฐ! ถูกส่งมาเพื่อดูแลและอบรมพวกคุณผู้เข้ารับการฝึกอบรม!”
“ผู้คุม?”
ผู้หวนคืนเลิกคิ้วขึ้นมองด้วยแววตาคมกริบ
การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในรัฐทหาร คืออาชญากรรมร้ายแรงสุด ๆ
แต่เอาเถอะ ผมจะสนไปทำไม?
ตายเพราะข้อหาปลอมตัว...มันยังดีกว่าถูกเหวกลืนในอีกปีข้างหน้าหลายเท่า
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะ “เปลี่ยนแปลงโลกนี้ด้วยมือของตัวเอง” ถ้าต้องไปยุ่งเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ก็ควรมีตำแหน่งดี ๆ ติดตัวไว้ด้วยไม่ใช่เหรอ?
ผมพูดโกหกต่อหน้าตาเฉย โดยไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรู้สึกผิด
“ใช่แล้ว! ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่น่ารักทั้งหลาย! เนื่องจากความสามารถที่อันตรายเกินควบคุมของพวกคุณ และพฤติกรรมก้าวร้าวเกินเยียวยา พวกคุณจึงถูกส่งมาฟื้นฟูสภาพจิตใจที่ทาร์ทารัสนี้ แต่ทว่า...เหตุการณ์อันน่าเศร้าทำให้กระบวนการของเราต้องหยุดชะงัก!”
ผมท่องเนื้อหาที่เคยได้ยินจากโกเลมมาเป๊ะ ๆ แถมยังทำท่าทางน่าเชื่อถือยิ่งกว่าข้าราชการอีก
“หลังเหตุการณ์แหกคุกครั้งใหญ่ รัฐได้ตัดสินใจว่าต้องเร่งกระบวนการฟื้นฟูเหล่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่เหลือทันที ดังนั้น...พวกเขาจึงส่งผมมา! ผมจะประจำที่นี่ เพื่อคอยดูแลและแนะนำพวกคุณทุกคน!”
เริ่มเกมใหม่ด้วยไพ่ใหม่
เส้นทางที่ผมเดินอาจจะแค่ “เบี่ยงนิดเดียว” ...แต่ในระยะยาว มันจะเปลี่ยนอนาคตทั้งหมดได้
เริ่มจากตรงนี้...
‘แต่เดี๋ยวนะ...ถ้าพูดถึงตัวแปรล่ะก็…’
ผมเหลือบมองผู้หวนคืนอย่างกังวล
‘เธอเอง...ก็เป็นตัวแปรเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? เธอเองก็ไม่ได้อยู่ในไทม์ไลน์เก่าเหมือนกัน งั้นฉันทำแบบนี้...มันจะผิดพลาดไหม?’
ขณะที่ผมเริ่มลังเลกับการตัดสินใจเมื่อครู่…
“ผู้คุม...งั้นเหรอ”
ลำแสงเย็นเยียบของเจตนาฆ่าพุ่งทะลวงใส่ตัวผม
‘หือ?’
ในชั่วพริบตาแห่งความงุนงงนั้นเอง เธอก็กำดาบชุนแอ๋ง(บุปผาทะยานฟ้า) แน่น เหมือนกับสัญชาตญาณที่ฝังลึก รังเกียจรัฐทหารจนแทบจะกลั่นออกมาเป็นหอกพุ่งใส่ผมโดยอัตโนมัติ
‘ซวยแล้ว’
ผมดันประเมินเธอสูงเกินไป เพราะเธอมีพลังย้อนเวลา ผมคิดว่าเธอจะเป็นพวกเยือกเย็น รอบคอบ วิเคราะห์ละเอียดถี่ถ้วน
...แต่เปล่าเลย สายตาเย็นชานั่น มันไม่ใช่ “การคำนวณ”
มันคือ “ความว่างเปล่า” ต่างหาก
เพราะการได้ประสบชีวิตมาแล้ว 13 ครั้ง ก็แปลว่าเธอ “ตาย” มาแล้ว 13 ครั้งเช่นกัน
...เธอคือ “ซากศพเดินได้” ที่แบก PTSD ไว้เต็มหลัง
และในบรรดา 13 ชีวิตนั้น เธอตายด้วยน้ำมือของรัฐทหารถึง 7 ครั้ง ความแค้นมันฝังแน่นจนเกินเยียวยาแล้ว
「ฆ่ามัน」
ระดับเจตนาฆ่า พุ่งทะยานขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด เปลี่ยนอารมณ์เร็วขนาดนี้...จะไม่เรียกไบโพลาร์ก็กระไรอยู่
‘เอ่อ...โอเค เข้าใจว่าโดนฆ่า 13 รอบจะมีปัญหาทางจิตบ้าง แต่จะรีบฟันกันขนาดนี้เลยเรอะ!? แล้วท่าโจมตีนั่น...แขนขวาผมจะปลิวหายไปแน่นอน’
「เริ่มจากตัดแขนก่อน แล้วค่อยทรมานบีบเอาความจริง อยากรู้ว่าวันๆ รัฐส่งใครมาแอบในคุกร้างนี่กันแน่」
‘เดี๋ยวสิฟะ! นี่ฉันไปกดสวิตช์ระเบิดตัวเองเข้าเหรอ!? หรือมันเป็นพรมลิขิตวะเนี่ย!?’
ไม่ว่าจะยังไง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ ก็คือดาบไร้น้ำหนักที่ถูกเหวี่ยงมาเล็งขวับที่ไหล่ขวา
ชุนแอ๋ง เป็นดาบไร้น้ำหนัก ไร้ความกว้าง ความเร็วของมันเร็วเกินกว่าร่างกายผมจะตามทัน แค่ข้อมือของผู้หวนคืนขยับนิดเดียว ใบมีดที่มองไม่เห็นก็จะฟาดเข้ามา
ผมเห็นภาพอนาคตชัดเจนราวกับตา
ใบมีดจะเฉือนผ่านหัวไหล่ แขนขวาจะหลุดกระเด็นลงพื้น
ถ้าเป็นคนธรรมดา ผมคงโดนหั่นเรียบร้อย ก่อนจะรู้ตัวด้วยซ้ำ
แต่ผมน่ะ ไม่ใช่คนธรรมดา
ผมคือคนที่อ่านใจได้
เสี้ยววินาทีก่อนที่เธอจะฟัน ผมเริ่มคิดหาทางรอดอย่างบ้าคลั่ง
‘กันมันดีไหม? ไม่ได้แน่ ถ้าปะทะตรง ๆ ร่างกายทั้งแถบอาจจะปลิวหาย’
‘หลบ? ไม่ทันแน่นอน ดาบมันเร็วกว่าเสี้ยวคิดอีก’
แม้ผมจะอ่านใจได้ แต่ความเร็วของชุนแอ๋งนั้นเหนือกว่าสัมผัสเสียอีก
หากพลาด ไม่ใช่แค่แขน หัวผมก็อาจจะหลุดตามไปด้วย
‘...ไม่มีทางรอดเลยเหรอ?’
เปล่า
มันมี
แต่โอกาสน้อยถึงขีดสุด
‘เดี๋ยวนะ! ฉันนึกว่าจะมีเวลาอีกตั้งปี! ทำไมจะตายภายในนาทีเดียวเนี่ยวะ!’
‘ฉันต้องรอด... ต้องรอดให้ได้... ฉันไม่ดิ้นรนตกต่ำมาเป็นสิบปี เพื่อจะมาตายอนาถที่นี่นะโว้ย!!’
“อั่ก!”
ผมเหวี่ยงแขนออกไป ดิ้นสุดชีวิต การดิ้นสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ยอมตาย
และผู้ที่ดิ้นรนสุดชีวิต มักจะได้รับ “โอกาส”
「หะ!?」
- กริ๊ง!
เสียงกริ่งใสกังวานดังกระทบแก้วหู ระลอกคลื่นกระเพื่อมบนพื้นผิวของดาบล่องหน วิถีของมันเบี่ยงไปเฉียดผ่านหัวไหล่ของผม
แสงแลบวาบขึ้นที่พื้นผิวดาบ
ชุนแอ๋ง เป็นดาบที่แม้แต่มวลอากาศก็ยังเฉือนขาด โมเลกุลก๊าซที่จับติดกับคมดาบเกิดปฏิกิริยา กลายเป็นสายฟ้าแลบเป็นเส้นผ่านกลางอากาศ และทันทีหลังจากแสงวาบ เสียงฟ้าร้องดังกัมปนาทตามมา
ขนทั่วร่างผมลุกตั้งชัน ไม่รู้เพราะไฟฟ้าสถิต หรือเพราะ...ความกลัวกันแน่
「เขาเบี่ยงดาบชุนแอ๋งได้เหรอ!?!」
‘หะ? ฉัน...ยังมีแขนอยู่? หัวก็ไม่หลุด? ไม่รู้สึกเจ็บเลยด้วย?’
...ผมรอด
ชุนแอ๋งพลาดเป้า
‘เดี๋ยวนะ... ฉันเหวี่ยงแขนมั่ว ๆ แล้วปัดดาบชุนแอ๋งออกได้เนี่ยนะ?’
มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?
「เขา...ไม่ต้องแม้แต่จะป้องกัน แค่สะบัดนิ้วก็เปลี่ยนวิถีดาบได้...? ไม่จริงน่า...หมอนี่ดูไม่มีพลังอะไรเลยไม่ใช่เหรอ! หรือว่าเขาแกล้งซ่อนพลังตัวเองไว้!?」
หลังจากอ่านใจผู้หวนคืน ผมก็เข้าใจในที่สุด
เพราะผมเห็น “ความตั้งใจ” ในการฟันแขนขวาของเธอ
ผมจึง "สะบัดแขน" ตามสัญชาตญาณ
ความซวย (หรือโชคดี) คือ ความเร็วในการฟันของชุนแอ๋ง กับ การขยับแขนของผม เกิดขึ้นพร้อมกันแบบเสี้ยววินาที
ปลายนิ้วผมเฉียดโดนใบมีดไร้น้ำหนักเข้าอย่างจัง
เพราะชุนแอ๋งไร้น้ำหนัก แค่สัมผัสเบา ๆ ก็เพี้ยนวิถีได้
และผลลัพธ์คือ ผมรอดมาได้ด้วยการ “ตีเบี่ยง” ชุนแอ๋งไปโดยไม่รู้ตัว
‘โว้ว…ฉันทำได้เหรอเนี่ย นี่มันหนึ่งในความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยนะเนี่ย’
…อะแฮ่ม กลับมาเข้าเรื่องก่อน
ผู้หวนคืนถอยกรูดไปอีกก้าว กำดาบชุนแอ๋งแน่นอีกครั้ง ท่าทีระวังตัวของเธอตอนนี้ ต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดตัวเป็น ๆ
‘ยัยบ้าบอ! กลัวอะไรนักหนาเนี่ย? คนที่ควรจะกลัวมันควรเป็นฉันไม่ใช่เรอะ? อยู่ดี ๆ โดนโจมตีเฉยเลยเนี่ยนะ!’
“…ฉันผิดเอง”
‘แน่นอนว่าผิด! ฉันเกือบโดนตัดแขนไปแล้วเนี่ย!!’
เธอยังคงจ้องมองผมอยู่ เหมือนแมวข้างถนนที่ถูกต้อนจนจนมุม
“ผู้คุมที่รัฐส่งมาทาร์ทารัส…ก็คงต้องมีฝีมือในระดับหนึ่งสินะ ขอโทษที่ประเมินนายต่ำไป”
“ขอโทษผิดเรื่องแล้วมั้ง?”
‘ขอบคุณนะที่มองว่าฉันเก่ง แต่เธอเข้าใจผิดหมดแล้ว ถ้าโดนปักหมุดว่าเป็นศัตรูล่ะก็... ชีวิตฉันในทุกไทม์ไลน์มีหวังพินาศหมดแน่’
...แม่งเอ๊ย ทั้งที่ฉันต่างหากที่ควรจะได้โกรธนะ โดนฟันก่อนซะงั้น!
แต่สถานการณ์แบบนี้ ต่อให้ใจอยากต่อยหน้าหล่อนแค่ไหน ผมก็ต้องยิ้มเข้าไว้ ต้องเร่งปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น
“ไม่ต้องขอโทษเรื่องประเมินผิดหรอก! ควรจะขอโทษเรื่อง ‘จู่โจม’ ต่างหาก! ไม่มีมารยาทเลยหรือไง?!”
ผู้หวนคืนขมวดคิ้วทันทีที่ถูกผมดุเข้าให้ ผมส่ายหัวช้า ๆ แกล้งทำท่าเหมือนผิดหวังกับท่าทีของเธอ
“เข้าใจหรอกว่าคุณระแวง เพราะเพิ่งมีเรื่องเลวร้ายไม่กี่วันก่อนนี่นา การจลาจล การสังหารหมู่ในคุก... มันทำให้ใครก็ต้องหมดศรัทธาในรัฐเป็นธรรมดา ความไม่ไว้วางใจของคุณ... ถือเป็นความผิดของพวกเราด้วย”
「ฉันไม่เคยไว้ใจรัฐอยู่แล้ว ใครมันจะไปไว้ใจประเทศบ้านี่กัน」
“แต่ว่า!!”
‘ฉันก็ไม่ไว้ใจโว้ย! แต่อย่าแย้งตอนนี้สิ! แกล้งเชื่อ ๆ ไปก่อนเหอะ!’
ผมสวนกลับ ก่อนที่เธอจะได้เถียงในใจ
“มันก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะมีสิทธิ์พุ่งเข้ามาฟันผมไม่เลือกหน้าสินะ! คุณคิดว่าคนอื่นจะมองยังไง ถ้าเห็นคุณแสดงความก้าวร้าวใส่คนที่มา ‘ช่วย’?”
“มา...ช่วย?”
“ใช่แล้ว!”
ราชาสุนัขเพิ่งคาบลูกแก้วกลับมา วางแหมะไว้ที่ปลายเท้าผม แล้วก็กระดิกหางปัด ๆ รอให้ผมโยนใหม่อีกครั้ง
‘เอ่อ...อย่าขัดจังหวะสุนทรพจน์ฉันเซ่’
คราวนี้ผมโยนลูกแก้วเล็งไปที่อาคารคุกโดยตรง
“ไปเอามา!”
“โฮ่ง!”
ขณะที่หมาน้อยกระโดดโลดเต้นไล่ตามลูกแก้ว ผมก็หันกลับไปหาผู้หวนคืนต่อ
“พวกคุณน่ะ…แม้จะอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แต่ก็ยังคงไม่แหกคุก ในความมืดมิด แสงสว่างที่บริสุทธิ์ที่สุดย่อมถือกำเนิด แม้โลกจะวุ่นวาย แต่พวกคุณก็ยังรักษาความดีงามไว้ได้ และด้วยเหตุนี้เอง ผู้ใหญ่ในรัฐถึงได้ให้ความสนใจ อยากเห็นพัฒนาการของพวกคุณ”
「อาซซี่น่ะรอ ‘คำสัญญา’ อยู่ ไทร์คันเซียกาก็แค่ขี้เกียจเกินกว่าจะขยับ ส่วนฉัน…ฉันมีเรื่องต้องทำในหุบเหว」
‘หาเรื่องแถอีกแล้ว! ช่วยฟังแบบเชื่อ ๆ หน่อยไม่ได้เรอะ!’
ยัยนี่เป็นประเภทที่มีข้อโต้แย้งพร้อมทุกประโยคจริง ๆ เลยต้องตัดบทตัดไฟแต่ต้นลม
“ดังนั้น รัฐจึงส่ง ‘ผม’ มา! เพื่อช่วยเหลือการฟื้นฟูของพวกคุณทุกคน!”
จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ถือว่าโกหกนะ ผมถูกส่งมาเพื่อทำงานใช้แรง ถึงพวกมันจะไม่ได้หวังผลอะไรจากชีวิตผมก็เถอะ
‘แต่ถ้าผมพูดเน้น “ตัวเอง” แบบนี้...’
“ดังนั้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยมจากทุกคน!
เชื่อใจผมเถอะ! แล้วร่วมมือกับผมนะ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งหลาย!”
‘...ถ้าทุกคนหลงเชื่อ ฉันก็จะกลายเป็น “คนสำคัญ” ขึ้นมาจริง ๆ’
「ฉันไม่เข้าใจหมอนี่เลย」
‘...นั่นแหละที่ต้องการ!’
“โฮ่ง!”
ราชาสุนัขเดินกลับมาหาผมอีกครั้ง พร้อมกับคาบลูกแก้วไว้
ไม่ว่าผมจะขว้างไกลแค่ไหน เธอก็ไล่ตามไปเอากลับมาได้ง่าย ๆ
คราวนี้ผมเลยเปลี่ยนแท็กติก ดีดลูกแก้วเต็มข้อด้วยปลายเท้า
นิ้วเท้าแทบแตก... แต่ก็ทำให้ลูกแก้วลอยออกไปได้ไกลกว่าเดิมเยอะ
ราชาสุนัขแลบลิ้นหอบ ๆ แล้วพุ่งทะยานตามลูกแก้วไปอีกครั้ง
「ท่าทีที่เขาใช้กับราชาสุนัข... กับความง่ายดายในการเบี่ยงวิถีชุนแอ๋ง... ฉันอ่านพลังของหมอนี่ไม่ออกเลย ตอนนี้...ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสู้เขาได้รึเปล่า」
‘ฮึ่ม ใช่ เธอไม่มีทาง "เข้าใจพลัง" ของฉันหรอก พลังที่กระจ้อยร่อยยิ่งกว่ามด ชีวิตของหนูสกปรกที่วิ่งอยู่ตามซอกมุมตรอกนั่นแหละ คนแข็งแกร่งไม่มีวันเข้าใจความอ่อนแอหรอก แต่ฉันน่ะ...อ่านความคิดพวกเธอได้หมดแล้ว’
ไม่ว่าต้องทำยังไง สุดท้ายผมก็ทำสำเร็จ
ผมกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ
มนุษย์น่ะ ไม่ว่าจะพัฒนาขึ้นแค่ไหนก็ยังมี "สัญชาตญาณสัตว์" ติดตัวอยู่ เจอสิ่งที่ไม่รู้จัก ก็ต้องระแวง เหมือนที่ “ความรู้คือพลัง”
“ความไม่รู้” ก็เป็น “จุดอ่อน” เช่นกัน
และกฎพื้นฐานของการอยู่รอดคือ “อยู่ห่างจากสิ่งที่ไม่เข้าใจ”
‘อย่างน้อย...ตอนนี้เธอคงไม่พุ่งฟันฉันมั่ว ๆ แบบเมื่อกี้อีกแล้ว’
แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ความสัมพันธ์มันจะไม่มีวันพัฒนาแน่
ต้องดันสถานการณ์ไปข้างหน้า
ผมแกล้งยิ้มอย่างนุ่มนวล แล้วยื่นมือออกไปหาผู้หวนคืน
เธอสะดุ้งทันที เกือบจะชักชุนแอ๋งออกมาเฉือนแขนผมอีกครั้ง
ถ้าเธอลงน้ำหนักจริง ๆ ล่ะก็ แขนผมคงถูกเฉือนขาดเหมือนหั่นเนยแน่นอน
แต่ถ้าผมแสดงความกลัวตอนนี้
นั่นจะยิ่งตอกย้ำภาพ “เหยื่อ” ให้เธอเล่นงานง่ายขึ้น
ดังนั้น ผมจึงทำเป็นใจเย็นสุด ๆ
ยื่นมือไปขอจับมือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เพื่ออนาคตที่ดีของเราทั้งคู่...มาจับมือกันเถอะนะ?”
เธอมองหน้าผมสลับกับมือที่ยื่นออกไป
ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ
“…ฮึ่ย ใครจะไปรู้ว่าข้างในมือนายซ่อนอะไรไว้บ้าง”
“หืม? ไม่ใช่เธอเหรอที่เป็นฝ่ายฟันใส่ผมก่อน? แปลกนะ คนที่ลงมือก่อนกลับทำเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อเนี่ย”
ขอบคุณผู้หวนคืนมาก เพราะเธอ ผม ผู้ที่ปกติทำได้แค่ “อ่านใจ” สามารถ “อ่านอนาคต” ได้เป็นครั้งแรก
ถ้าไม่ได้เห็นอนาคตเมื่อกี้ ผมก็คงกลายเป็นศพไปแล้ว
แต่ตอนนี้...ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
พวกเขาว่ากันว่า "อนาคตนั้นขี้อาย" เมื่อถูกมองเห็น มันก็จะหลบซ่อนตัว
ขอให้มันซ่อนตัวไปนาน ๆ เถอะ ผมไม่อยากต้องรับมือกับอนาคตขี้อายขี้วีนแบบนี้อีก
“งั้นมาแนะนำตัวกันเถอะ”
ผมทุบอกเบา ๆ ประหนึ่งนายทหาร
“เรียกผมว่า ‘ผู้คุม’ ก็แล้วกัน”
‘ฉันจะเอาตัวรอด...ไม่ว่าจะต้องหลอกแม้แต่โชคชะตาเองก็ตาม’
ผู้หวนคืนที่จนถึงตอนนี้ยังตึงเครียดไม่เลิก พลิกดาบชุนแอ๋งขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะรับคำขอของผมอย่างขอไปที
“…เช”
และในเวลาเดียวกัน เสียงคิดในใจเธอก็แว่วมาเข้าหูผมอีกครั้ง
「ลองจับตาดูไปก่อน... ถ้าแย่จริง ๆ ค่อยรีเซ็ตแล้วเริ่มใหม่」
โชคดีหน่อย เธอตัดสินใจแค่ “สังเกตการณ์” ยังไม่ลงมือทันที
คนที่มีชีวิตสำรองให้เผาเล่นน่ะ...ก็คิดต่างแบบนี้แหละ
แม้ในใจเธอจะยังเห็นผมเป็นภัยคุกคาม แต่เธอยังเลือกจะเฝ้ามองแทนที่จะสังหารทันที
นี่แหละ...ข้อเสียของคนที่มี “ความฟุ่มเฟือย” เกินไป
เชเลิกคิ้วเล็กน้อยขณะคิดต่อ
「...อยู่ในสถานที่เดียวกับผู้ชายกะล่อนแบบนี้ก็ลำบากใจเหมือนกัน แต่คงไม่มีทางเลือก เพราะคนอื่นก็คงไม่ยอมง่าย ๆ หรอก」
‘คนอื่น...? เดี๋ยวนะ พวกเรามีราชาสุนัขหนึ่งตัว กับศพพันปีหนึ่งซากนะ เธอคิดว่าฉันจะสนใจอะไรพรรค์นั้นรึไง!? ฉันน่ะมีรสนิยมปกติของคนปกตินะเว้ย ไม่ใช่พวกโรคจิต!’
「แถมการปลอมตัวเป็นผู้ชายของเราก็สมบูรณ์แบบแล้วด้วย ไม่มีทางถูกจับได้แน่นอน!」
...อ้อ
อืม...
เข้าใจละ
‘ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่กับผู้หวนคืนที่เชื่อว่าตัวเอง “ปลอมเป็นผู้ชายได้เนียน” เป็นเวลาหลายเดือน’
...นี่มันจะเป็นนรกแน่นอน
ผมพึมพำในใจ พลางพยายามยิ้มให้ออกให้ได้เต็มที่