- หน้าแรก
- เซียนนอกรีต เริ่มต้นจากศิษย์รับใช้
- บทที่ 58 ฝึกฝนร่วมกับศิษย์พี่ซู
บทที่ 58 ฝึกฝนร่วมกับศิษย์พี่ซู
บทที่ 58 ฝึกฝนร่วมกับศิษย์พี่ซู
สิบวันหลังจากนั้น เจียงจิ่วฝึกฝนตามปกติเช่นเคย
กลุ่มคนบนชั้นสอง ความขุ่นเคืองใจแทบจะพลิกหลังคาให้หงายเงิบอยู่แล้ว
คนสอบได้ที่โหล่รองสุดท้ายกลัวว่าที่โหล่จะพุ่งพรวดขึ้นมา ส่วนที่โหล่อันดับสามก็กลัวว่าที่โหล่และที่โหล่รองสุดท้ายจะแซงขึ้นมาพร้อมกัน
พวกที่อยู่รั้งท้ายแต่ละคนต่างจ้องมองบั้นท้ายของคนที่อยู่ข้างหน้าจนลูกตาแทบจะถลนออกมา
ก็เป็นเช่นนี้เอง คนกลุ่มหนึ่งจึงทนฝืนทำตามอย่างไม่เต็มใจ
แม้จะผ่านไปนานถึงเพียงนี้แล้ว พวกเขาก็ยังคงไม่ชินเสียที
ทุกครั้งที่มองเจียงจิ่ว แววตาของพวกเขาแทบอยากจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น
แต่ละคนเฝ้ารอคอยให้การจัดอันดับในเดือนหกออกมาอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อดูว่าที่โหล่ รวมถึงคนที่อยู่อันดับหน้าตนเองนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือไม่
ต้องแน่ใจว่าไม่ถูกแซง ถึงจะนอนหลับได้อย่างสบายใจ
"ศิษย์พี่เจียง"
ยามพลบค่ำ เจ้าอ้วนน้อยอันเป่าขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างระมัดระวังว่า
"ยังเหลืออีกครึ่งเดือน ท่านมั่นใจหรือไม่?"
เจียงจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยิ้มออกมา
"เจ้าไม่ได้มีความมั่นใจมากหรอกหรือ?"
แววตาของอันเป่าหลบเลี่ยงไปเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นผ่อนคลายแล้วยักไหล่
"รู้เขารู้เราอย่างไรเล่า
ระดับพลังฝีมือของข้าก็เห็นๆ กันอยู่ ท่านไล่ตามไม่ทันในเวลาอันสั้นนี้หรอก
อีกอย่างหลายเดือนมานี้ ข้าก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ก้าวหน้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว"
เคล็ดวิชาชักนำวิญญาณเพิ่มขึ้น เคล็ดวิชาพลังจิตก็มีการทะลวงระดับ
"เช่นนั้นข้าคงต้องตั้งใจให้มากขึ้นแล้ว" เจียงจิ่วยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม
อันเป่าสะอึกไปเล็กน้อย
เนื้อบนใบหน้ากระตุกเบาๆ
ก็แค่คำพูดประโยคเดียว จะจริงจังไปไย?
ถึงกับยังอยากจะตั้งใจให้มากขึ้นอีก?
หลายเดือนมานี้ท่านก็นั่งจนชั้นสองแทบจะทะลุอยู่แล้ว ยังจะตั้งใจมากกว่านี้ได้อย่างไรอีก?
เขาไม่เข้าใจเลย คนที่มีรากปราณห้าธาตุผู้หนึ่ง จะขยันขันแข็งไปเพื่อเหตุใดกัน
ยังคิดจะแย่งชิงคุณสมบัติเพื่อไปยังสำนักเบื้องบนอีกหรืออย่างไร
มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย!
สุดท้ายแล้วไม่แคล้วต้องหอบเอาพลังบำเพ็ญเพียรกลับบ้านเกิดไป หรือไม่ก็ไปทนทุกข์ทรมานอยู่ที่ยอดเขาอวี๋เฉียนอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ใครควรทำอันใดก็ไปทำอันนั้นไม่ใช่หรือ?
แค่ยอมรับว่าตนเองไม่เอาไหน มันยากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
จำเป็นต้องลากทุกคนมาทนทุกข์ไปด้วยกันอย่างนั้นหรือ?
อันเป่าขมขื่นใจ
แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา
ช่วงนี้บิดามารดาของเขาเห็นเขาก้มหน้าก้มตาฝึกฝนทุกวัน ก็ดีอกดีใจจนแทบจะจุดธูปบูชาชุดใหญ่
ยังคิดว่าเขาจะทุ่มสุดตัวเพื่อทะลวงสู่ขั้นจู้จี
ถึงขั้นเริ่มคิดหาวิธีเสาะหาสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินสารพัดชนิดมาให้เขา
แต่ถ้าหาก... หากปล่อยให้เจียงจิ่วที่ได้ศูนย์คะแนนผู้นี้แซงหน้าไปได้จริงๆ เขาก็จะกลายเป็นที่โหล่อีกครั้ง...
เช่นนั้นจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"จริงสิ ศิษย์พี่เจียง ท่านมาจากหมู่บ้านสือใช่หรือไม่?"
หางคิ้วของเจียงจิ่วขยับเล็กน้อย "อืม ทำไมหรือ?"
เขาค่อนข้างประหลาดใจว่าเจ้าอ้วนน้อยรู้ได้อย่างไร
ทว่าก็ไม่มีอันใดต้องปิดบัง
ตอนเข้าสำนักล้วนต้องลงทะเบียนทั้งสิ้น ตรวจสอบดูสักหน่อยก็รู้แล้ว ไม่นับว่าเป็นความลับอันใด
"ข้าได้ยินเรื่องหนึ่งมา" อันเป่าขยับเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงต่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"สำนักฝ่ายในมีศิษย์พี่หญิงผู้หนึ่ง ก็มาจากหมู่บ้านสือเช่นกัน
ช่วงนี้ลือกันว่า นางเตรียมตัวจะเลื่อนเป็นศิษย์สืบทอดแล้ว"
เจียงจิ่วชะงักไปเล็กน้อย
ศิษย์สืบทอด?
"เช่นนั้นก็เก่งกาจมากจริงๆ " เขาเอ่ยเสียงเบา
ในหัวมีชื่อหนึ่งผุดขึ้นมา หลิ่วหานเยียน
แต่นางมีรากปราณสามธาตุไม่ใช่หรือ?
เบื้องหลังและทรัพยากรยังสู้ซูฮวนเอ๋อร์ไม่ได้เลย
ซูฮวนเอ๋อร์ยังไม่ได้เป็นศิษย์สืบทอด แล้วนางทะลวงสู่ขั้นจู้จีชั้นที่เจ็ดก่อนอายุยี่สิบห้าปีได้อย่างไร?
เจียงจิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองอันเป่า
"เก่งกาจมากทีเดียว" อันเป่าพูดต่อไปตามลำพัง
"แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้นยังพูดยาก ได้ยินมาว่าห่างจากชั้นที่เจ็ดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ทว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว เหลือเพียงครึ่งปี หากอายุเกินก็หมดหวังแล้ว"
ขณะที่พูด เขาก็เลิกคิ้วขึ้นกะทันหัน นัยน์ตาทอประกายความสงสัยใคร่รู้
"ศิษย์พี่เจียง ท่านกับศิษย์พี่หญิงผู้นั้นมาจากหมู่บ้านเดียวกัน พวกท่านรู้จักกันใช่หรือไม่?"
เจียงจิ่วหลุบตาลง "ไม่รู้จัก"
เขาลอบถอนหายใจในใจ
เขาหวังว่าจะไม่รู้จักจริงๆ เสียมากกว่า
ศิษย์สืบทอดของสำนักอู๋เต้า รวมทั้งหมดมีไม่ถึงยี่สิบคน
สถานะเช่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะแตะต้องได้
หากถูกศิษย์สืบทอดหมายหัวเข้าจริงๆ เช่นนั้นก็คงไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ เหมือนอย่างอู๋เซิ่งแล้ว
คงไม่อาจรับมือได้ง่ายดายเหมือนกับการถูกอู๋เซิ่งสร้างความลำบากให้
การทำให้การฝึกฝนล่าช้าถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
ข่าวดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ยังเหลือเวลาอีกครึ่งปี
เทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อถึงเวลานั้นเขาน่าจะได้รับเคล็ดวิชาหลอมกายามา
เพียงแต่ต้องไปประชันความเข้าใจกับศิษย์ยอดเยี่ยมคนอื่นๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราเอาความมั่นใจมาจากที่ใด
ทว่าก็ทำได้เพียงเชื่อเท่านั้น
จากนั้นก็พยายามอ่านตำราให้มากขึ้น
หากไม่ได้มา ก็ต้องตาย
ความมืดมิดในยามราตรีค่อยๆ โรยตัวลงมา
เจียงจิ่วลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังหอเคล็ดวิชา
ตำราพื้นฐานการฝึกฝนบนชั้นหนึ่งเหล่านั้น เขาพลิกอ่านไปเกินกว่าครึ่งแล้ว
อีกราวหนึ่งเดือน ก็น่าจะอ่านจบทั้งหมด
"มิน่าเล่าชั้นหนึ่งถึงเข้าไปได้ง่ายนัก" เขาเดินพลางคิดในใจ
"ล้วนแต่เป็นของพื้นฐานเบื้องต้นทั้งนั้น"
เนื้อหานั้นง่ายดายมากจริงๆ มองเพียงแวบเดียวก็เข้าใจแล้ว
บางครั้งหากเจอจุดที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เมื่อขบคิดสักนิดก็ทะลุปรุโปร่งได้
ไม่มีอันใดที่ยากเลย
ยังสามารถหาหินวิญญาณได้อีกด้วย
ยามนี้ในแต่ละวันเขาสามารถทำให้ไข่มุกสว่างขึ้นได้ถึงหกเม็ด
ความจริงแล้วยังทำได้มากกว่านี้อีก
ช่วงกลางวันมีเวลาว่างมาก ก็วาดยันต์ สะสมยันต์ฟื้นปราณไว้เป็นกอง
ทว่าตั้งแต่เขาเพิ่มจากสามเม็ดเป็นหกเม็ด แววตาที่สาวใช้หน้าประตูมองมายังเขาก็ดูไม่ชอบมาพากลแล้ว
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขาต่ำเกินไป หากทำให้สว่างมากเกินไปย่อมทำให้เกิดความสงสัยได้ง่ายจริงๆ
"ระดับพลังและพรสวรรค์ของรากปราณห้าธาตุจำกัดการหาหินวิญญาณของข้าเสียแล้ว" เจียงจิ่วทอดถอนใจอย่างจนปัญญา
สามวันต่อมา
ชั้นสอง
เจียงจิ่วยังคงฝึกฝน
ตันเถียนดูดซับพลังวิญญาณไม่ได้มากนัก แต่การวาดยันต์ของเขาต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณ
ภายในหอวิถีมีพลังวิญญาณเพียงพอ ทำให้ฟื้นฟูได้รวดเร็ว
ดังนั้นในช่วงกลางวันเขาจึงยังคงเต็มใจที่จะอยู่ที่นี่
คนอื่นๆ ก็คุ้นชินกับความขยันขันแข็งของเจียงจิ่วแล้วเช่นกัน
แต่ละคนต่างรอให้ซูฮวนเอ๋อร์ทำลายบรรยากาศนี้ เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี่เสียที
หลายเดือนมานี้ ก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด
จนกลายเป็นกฎเกณฑ์ไปแล้ว
ไม่มีผู้ใดออกไปก่อน
ยามพลบค่ำ
เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว ซูฮวนเอ๋อร์ก็หยุดฝึกฝน
ทุกคนต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าเมื่อทุกคนมองไปที่ซูฮวนเอ๋อร์ กลับพบว่านางยังไม่ได้ไปไหน
แต่หันหน้าไปมองเจียงจิ่วแทน
เจียงจิ่วก็กำลังรอนางไปเช่นกัน จะได้ไปยังหอเคล็ดวิชา
ทว่าซูฮวนเอ๋อร์กลับไม่ขยับเขยื้อน ทั้งยังมองมาทางนี้
เจียงจิ่วชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็เบิกตามองซูฮวนเอ๋อร์เดินตรงมาหาเขา
"ศิษย์พี่ซูมีธุระอันใดกับข้าหรือ?" เมื่อแน่ใจว่านางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าตนเอง เจียงจิ่วจึงเอ่ยถามอย่างสุภาพ
ซูฮวนเอ๋อร์ไม่ได้สนใจสายตาที่จ้องมองมาของคนรอบข้าง เอ่ยถามตรงๆ ว่า
"เจ้าอยากจะมาฝึกฝนกับข้าหรือไม่? ข้าไม่สนคะแนน ไม่สนระดับพลังบำเพ็ญเพียร ขอเพียงสามารถขยันขันแข็งได้มากกว่าข้าก็พอ"
พวกอันเป่าที่อยู่ข้างๆ ลูกตาแทบจะถลนออกมา
ครั้งที่แล้วซูฮวนเอ๋อร์ก็เคยถามไปแล้ว แต่ถูกเจียงจิ่วปฏิเสธ
คิดไม่ถึงว่าจะมาอีกครั้ง
นี่ถูกใจเขาเข้าจริงๆ แล้วหรือ?
สัญญาณเตือนภัยในใจของอันเป่าดังลั่น
ไม่ได้การแล้ว เขาก็ต้องเร่งมือบ้าง ไม่เช่นนั้นคงถูกเจียงจิ่วแซงหน้าเข้าจริงๆ
ยังเหลืออีกครึ่งเดือน ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขายังสามารถยกระดับขึ้นมาได้อีกหน่อย
ถึงตอนนั้นก็ทุ่มเทสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินเข้าไปให้มากหน่อย
แม้ความเป็นไปได้ที่จะทะลวงสู่ขั้นจู้จีมีไม่มากนัก แต่เคล็ดวิชาหลอมกายายังมีพื้นที่ให้ทะลวงผ่านไปได้
ยังคงสามารถทิ้งห่างได้เช่นเดิม
จะยอมเป็นที่โหล่ไม่ได้เด็ดขาด
บนใบหน้าของเจียงจิ่วมองไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ เขาตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า
"ขอบคุณศิษย์พี่ซูที่ให้เกียรติ
ทว่ายามพลบค่ำข้าต้องไปหาหินวิญญาณ"
"ตอนกลางคืนหรือ?" ซูฮวนเอ๋อร์มองเขา "หาได้เท่าใดเล่า?"
"หนึ่งชั่วยาม แปดสิบก้อน" เจียงจิ่วสีหน้าไม่เปลี่ยน
ความจริงแล้วคือสามสิบห้าก้อน นานๆ ทีก็เจ็ดสิบก้อน
"ระหว่างนั้นฝึกฝนไม่ได้ใช่หรือไม่" ซูฮวนเอ๋อร์พยักหน้า
"ข้าให้เจ้าร้อยก้อน สองชั่วยาม ขอเพียงขยันขันแข็งมากกว่าข้าก็พอ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงจิ่วก็ชะงักไปเล็กน้อย
เท่าใดนะ? หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนหรือ?
เขาขายยันต์ยังต้องขายถึงครึ่งเดือนเชียวนะ
หลังจากลังเลอยู่เล็กน้อย สุดท้ายเจียงจิ่วก็ข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้ และกัดฟันตอบตกลงไป
"พวกเราจะเริ่มเมื่อใดหรือ?"