เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 เทพธิดา: หรือว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ?

บทที่ 52 เทพธิดา: หรือว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ?

บทที่ 52 เทพธิดา: หรือว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ?


ความหมายของฟ่านจือกู่แสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน

โควตามีเพียงไม่กี่ที่ ผู้ที่จ้องตาเป็นมันมีไม่น้อย

ปีก่อนๆ ต่อให้อยากจะเบียดเสียดเข้าไปก็ไร้ลู่ทาง ปีนี้ยากนักกว่าจะบังเอิญเจอโอกาสเช่นนี้

ทว่าก็ไม่ใช่ใครจะแย่งชิงมาได้

เขาช่วยเหลือได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจียงจิ่วจะหยิบยื่นสิ่งใดออกมา

เจียงจิ่วยืนอยู่ตรงนั้น ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ

อีกฝ่ายต้องการผลประโยชน์ ทว่าเขายังจะนำสิ่งใดออกมาได้อีก?

เคล็ดวิธีเลี้ยงดูล้วนให้ไปหมดแล้ว

แต่ในสายตาของผู้อาวุโสฟ่าน ในมือของเขาสมควรยังมี 'ตำราโบราณ' เล่มนั้นอยู่

อีกฝ่ายแปดส่วนย่อมคิดเช่นนี้ จึงอาศัยโอกาสนี้มาหยั่งเชิง

มองในแง่ดี การที่อีกฝ่ายไม่ลงมือสังหารคนชิงสมบัติโดยตรง ก็ถือว่าเขาโชคดีมากแล้ว

ทว่าหากต้องการโควตานี้ ไม่ยอมเฉือนเนื้อควักทุนสักหน่อยคงไม่ได้

ฟ่านจือกู่มองเขา ก่อนจะอธิบายอีกครั้ง "โอกาสนี้หาได้ยากยิ่งกว่าที่เจ้าคิด ปีก่อนๆ เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางตกถึงสำนักอู๋เต้าแห่งแคว้นหลิวอวิ๋นเลย ปีนี้เป็นเพราะมีคนของสำนักเบื้องบนผ่านมา จึงให้โอกาสนี้มา ดังนั้นผู้ที่แย่งชิงจึงมีมากเป็นพิเศษ"

เขาชะงักไปเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ

"หินวิญญาณและโอสถธรรมดา ไม่มีทางแลกโควตานี้มาได้เด็ดขาด ต้องเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่มี และมีความต้องการ ถึงจะเป็นไปได้"

เอ่ยมาถึงขั้นนี้ ย่อมไม่ใช่การบอกใบ้อีกต่อไป แต่เป็นการบอกกล่าวอย่างโจ่งแจ้ง

เจียงจิ่วเองก็ไม่อาจแสร้งโง่งมได้อีก

เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "ผู้อาวุโสฟ่านมีความมั่นใจกี่ส่วนขอรับ?"

"เก้าส่วน" ฟ่านจือกู่ตอบอย่างฉะฉาน "ต่อให้ไม่สำเร็จ ข้าก็จะนำสิ่งอื่นมาชดเชยให้เจ้า แต่การสมัครนั้นมีเกณฑ์ข้อบังคับ อย่างต่ำต้องมีสามสิบคะแนน และต้องไม่เคยฝึกฝนเคล็ดวิชาหลอมกายามาก่อน เรื่องนี้เจ้าต้องหาวิธีด้วยตนเอง"

ฟ่านจือกู่มองไปยังเจียงจิ่ว สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเงื่อนไขนี้แทบจะไร้ความหมาย แต่สำหรับเจียงจิ่วนั้น นับว่ายากเย็นเข็ญใจปานเข็นครกขึ้นภูเขา

เจียงจิ่วพยักหน้า

ยังมีเวลาอีกสามเดือน ทะลวงเคล็ดวิชาพลังจิตให้ถึงชั้นที่เก้าก็น่าจะเพียงพอแล้ว

เมื่อเห็นเขารับคำอย่างหนักแน่น ฟ่านจือกู่จึงกล่าว "การมีชื่อสมัครเป็นเพียงก้าวแรก ถึงเวลานั้นยังต้องทดสอบพรสวรรค์ด้านความเข้าใจต่อหน้าทุกคนด้วย ในเมื่อเป็นการทดสอบเคล็ดวิชา ผู้ใดมีพรสวรรค์ความเข้าใจสูงกว่า ผู้นั้นก็จะได้โควตาไป"

"ประมาณเมื่อใดหรือขอรับ?" เจียงจิ่วถาม

ฟ่านจือกู่ครุ่นคิดเล็กน้อย "ช้าที่สุดคือเดือนแปด"

ห้าเดือน

เจียงจิ่วลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เวลายังถือว่ามีเหลือเฟือ

ทว่าพรสวรรค์ด้านความเข้าใจนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เวลามาถมให้เต็มได้

เขามีเวลาฝึกฝนมากกว่าสิบเท่าก็ไร้ประโยชน์

ภายในใจเขารู้สึกหวั่นวิตกเล็กน้อย

เขาคือผู้มีรากปราณห้าธาตุ อีกทั้งแต่ไหนแต่ไรมาการทำความเข้าใจเคล็ดวิชาก็เชื่องช้าอยู่แล้ว เวลาส่วนใหญ่มักจะอ่านไม่เข้าใจด้วยซ้ำ

หลังจากนี้คงต้องเร่งปูพื้นฐานอย่างหนักเสียแล้ว

น่าเสียดายที่เขาไม่อาจเข้าสู่หอเคล็ดวิชาได้เพราะคะแนนไม่พอ

คงต้องหาวิธีอื่น

อย่างน้อยก็ต้องจดจำพื้นฐานเคล็ดวิชาทั้งหมดไว้ให้ได้ และทำความเข้าใจจนแตกฉาน

อาจไม่ได้ยกระดับความสามารถขึ้นมากมายนัก แต่อย่างน้อยเมื่อถึงเวลานั้นก็ยังพออ่านเข้าใจ

"ห้าเดือนสำหรับเจ้านับว่ากระชั้นชิดไปสักหน่อย" ฟ่านจือกู่มองเขา น้ำเสียงราบเรียบ "แต่หากต้องการเคล็ดวิชาหลอมกายาระดับขั้นสูง ก็มีเพียงเส้นทางนี้เท่านั้น"

เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "หากไม่ใช่เพราะโอกาสในปีนี้ ทั่วทั้งแคว้นหลิวอวิ๋นคงมีเพียงเคล็ดวิชาหลอมกายาระดับขั้นสูงของสำนักอู๋เต้าเล่มนั้นเพียงเล่มเดียว ตระกูลใหญ่เหล่านั้นอาจดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทว่าของพรรค์นี้ พวกเขาไม่มีวันหามาได้ตลอดกาล"

ความหมายนั้นชัดเจน

โอกาสมีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว ผ่านเลยไปย่อมไม่มีวันหวนกลับมา

เจียงจิ่วรู้ดีแก่ใจว่าตนเองต้องตกลง

จากนั้นก็นำสิ่งของจาก 'ตำราโบราณ' ออกมา

อีกทั้งต้องเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งที่ผู้อื่นนำออกมาทั้งหมด

เพราะผู้ที่จ้องจะฮุบโควตานี้ย่อมมีไม่น้อย

"ต้องการลงชื่อสมัครหรือไม่?" ฟ่านจือกู่ถามย้ำอีกครั้ง

เจียงจิ่วรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าในมือของเขายังมีของที่ดีกว่านี้อยู่อีก

แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเดิมพันกับเทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราจะมีของพรรค์นั้นหรือไม่

เคล็ดวิชาของนาง ส่วนใหญ่แล้วล้วนนำมาใช้ไม่ได้

หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปาก "คงต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่ขอรับ"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ภายในใจของฟ่านจือกู่ก็ลอบยินดี

มีจริงๆ ด้วย

หากเป็นเช่นนี้ เส้นทางเซียนของเขาย่อมราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบมากยิ่งขึ้น

ทว่าเรื่องโควตานั้น ความจริงก็ไม่ได้ง่ายดายปานนั้น

โชคดีที่ได้เคล็ดวิธีเลี้ยงดูฉบับเบื้องต้นมา สถานะของเขาจึงถูกยกระดับขึ้นไม่น้อย

หากเป็นเมื่อก่อน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะคว้ามาได้หรือไม่

บัดนี้แปลฉบับสมบูรณ์ที่ล้ำเลิศกว่าเดิมออกมาได้แล้ว ผู้อาวุโสท่านอื่นย่อมยิ่งไร้หนทางต่อกรกับเขา

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเตือนอีกครั้ง "หากเจ้ายืนกรานที่จะเอาเคล็ดวิชาหลอมกายาเล่มนี้ให้ได้ ก็จงเตรียมใจเอาไว้ให้ดี หากคะแนนไม่พอ ย่อมไม่อาจมีผู้ใดผ่อนปรนให้ ต่อให้คะแนนพอแล้ว การทดสอบพรสวรรค์ด้านความเข้าใจ เจ้าก็ต้องไปดิ้นรนแย่งชิงด้วยตนเอง ผู้อื่นมิอาจยื่นมือเข้าช่วย"

เจียงจิ่วพยักหน้าขอบคุณ

ก่อนจากไป เขานึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามด้วยความไม่วางใจนัก "โควตานี้มีข้อจำกัดเรื่องรากปราณหรือไม่ขอรับ?"

"ไม่มี" ฟ่านจือกู่ตอบอย่างหนักแน่น

"มีทั้งหมดเจ็ดโควตา ผู้ที่มีรากปราณสวรรค์หนึ่งคนจะได้รับไปโดยตรง

ส่วนหกที่นั่งที่เหลือ ศิษย์อย่างเป็นทางการทุกคนล้วนมีสิทธิ์ช่วงชิง

รากปราณห้าธาตุก็สามารถทำได้"

เจียงจิ่วลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

นับว่ายังคงมีความยุติธรรมอยู่บ้าง ไม่จำกัดรากปราณก็ดีแล้ว

ฟ่านจือกู่เอ่ยเสริมขึ้นอีกประโยค "หากสุดท้ายแล้วคะแนนหรือพรสวรรค์ด้านความเข้าใจของเจ้าไม่พอ ข้าจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น"

เจียงจิ่วกล่าวตอบรับว่าเข้าใจ

หลังจากขอบคุณแล้วเขาก็หมุนตัวเดินจากมา

...

เมื่อกลับมาถึงที่พัก เจียงจิ่วก็เริ่มฝึกฝนต่อ

หลังจากโคจรเคล็ดวิชาพลังจิตไปถึงห้าสิบรอบ กลุ่มหมอกภายในห้วงสมองก็สลายหายไปกว่าครึ่ง

โครงร่างนั้นใกล้จะปรากฏออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเรียกเทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราออกมา

"เทพธิดา" เขามองไปยังร่างสีแดงนั้น "เวลาสามวัน ทะลวงเคล็ดวิชาพลังจิตให้ถึงชั้นที่เก้า ยากหรือไม่?"

เทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราที่เพิ่งปรากฏตัว ถูกคำถามนี้เล่นเอาเสียจนงุนงง

นางชะงักไปชั่วขณะ หลังจากตั้งสติได้ก็แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห

นางเพิ่งจากไปไม่ถึงหนึ่งวันเท่านั้น!

เจียงจิ่วผู้นี้ถึงขั้นไม่ชอบตัวเลขสามเดือนแล้วหรือไร?

จึงได้ข้ามกระโดดมาเป็นสามวันแทน?

ต่อให้มีเวลาฝึกฝนสิบเท่า ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้!

เมื่อพรสวรรค์ไม่มากพอ การฝึกฝนเคล็ดวิชาย่อมต้องพบเจอกับคอขวด

หากมีเวลาแล้วสามารถทะลวงระดับได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่นนั้นทุกคนมิต้องกลายเป็นเซียนกันหมดแล้วหรือ?

นางไม่อยากจะใส่ใจผู้มีรากปราณห้าธาตุที่ชักจะหลงตัวเองมากขึ้นทุกวันผู้นี้แล้วจริงๆ

"เคล็ดวิชาชักนำวิญญาณฝึกได้รวดเร็วไม่ได้หมายความว่าจะรวดเร็วไปเสียทุกอย่าง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือไว้ด้วยความเหลืออดที่อีกฝ่ายไม่รู้จักเจียมตน "เจ้าหลงคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะเข้าแล้วจริงๆ หรือ?"

นางเหนื่อยใจเหลือเกิน

ศัสตราเทพช่างตาบอดเสียจริง

สรุปแล้วไปถูกตาต้องใจอันใดในตัวเจียงจิ่วกันแน่

"แต่เผื่อว่าข้าทำได้เล่า?" เจียงจิ่วมองนางด้วยแววตาจริงจัง

เทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราคร้านจะเอ่ยคำ

นางต้องการความสงบ

เจียงจิ่วไม่ซักไซ้อีกต่อไป เขาเริ่มโคจรเคล็ดวิชาพลังจิตต่อ

อีกสิบครั้ง

บริเวณหว่างคิ้ว ภาพมายาของทะเลสาบก็พลันสว่างวาบขึ้น

ระลอกคลื่นหกสายแผ่กระจายออกจากจุดศูนย์กลาง กระเพื่อมออกไปยังขอบทีละระลอก

เคล็ดวิชาพลังจิตชั้นที่หก

ในเวลาเดียวกัน ลำแสงอันเลือนรางสายหนึ่งก็เปล่งประกายออกมาจากหว่างคิ้ว

นั่นคือการสำแดงพลังจิตออกมาภายนอก เป็นลางบอกเหตุว่าทะเลแห่งจิตสำนึกใกล้จะถือกำเนิดขึ้นแล้ว

เจียงจิ่วไม่ได้ทำต่อไป

คืนนี้เขายังต้องสอบถามเทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราเรื่องตำราโบราณอีก หากยังดึงดันทะลวงระดับต่อไปเวลาคงไม่เพียงพอ

เขาหยุดมือ แล้วมองไปยังเทพธิดาจิตวิญญาณศัสตรา

ทว่าเวลานี้เทพธิดาจิตวิญญาณศัสตรากลับยืนอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่

นางเบิกตาจ้องมองเจียงจิ่วกว้างกว่าปกติ สงสัยว่าตนเองอาจจะตาฝาดไป

หนึ่งวัน... ชั้นที่หกหรือ?

นางพลาดสิ่งใดไปกันแน่?

ครั้งที่ฝึกเคล็ดวิชาชักนำวิญญาณอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

พรสวรรค์ด้านความเข้าใจไม่อาจนำมาเทียบกับพรสวรรค์ในการฝึกฝน เรื่องนี้นางย่อมรู้ดี

ทว่ายามนี้กลับเกิดเรื่องแบบเดียวกันกับเคล็ดวิชาพลังจิต...

ครั้งแล้วครั้งเล่า... เช่นนั้นย่อมไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญอีกต่อไป

ชั่วขณะนั้น ความคิดอันไร้สาระประการหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาในห้วงสมองของเทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราอย่างมิอาจควบคุมได้

"หรือว่าเขา... จะเป็นยอดอัจฉริยะประเภทที่มิอาจตรวจสอบพรสวรรค์ได้จริงๆ กันนะ?"

จบบทที่ บทที่ 52 เทพธิดา: หรือว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะจริงๆ?

คัดลอกลิงก์แล้ว