- หน้าแรก
- เซียนนอกรีต เริ่มต้นจากศิษย์รับใช้
- บทที่ 51 เคล็ดวิชาหลอมกายาไม่อาจให้เปล่า
บทที่ 51 เคล็ดวิชาหลอมกายาไม่อาจให้เปล่า
บทที่ 51 เคล็ดวิชาหลอมกายาไม่อาจให้เปล่า
วันรุ่งขึ้น
เจียงจิ่วเดินทางไปหอวิถีตามปกติ
ศิษย์บนชั้นสองล้วนมาถึงกันหมดแล้ว
เมื่อคืนเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังจิตจนลืมตัวไปบ้าง จึงมาสายกว่าปกติ
โชคดีที่ผู้อาวุโสยังไม่มา
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งของตน
เพิ่งนั่งลง ร่างกลมป้อมร่างหนึ่งก็ขยับเข้ามาใกล้
"ศิษย์น้องเจียง วันนี้มาเช้าดีนี่" อันเป่ายิ้มตาหยีพลางย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างเขา
เมื่อเห็นว่าช่วงสองวันนี้เจียงจิ่วไม่ได้ประวิงเวลาในการฝึกฝน เขาก็เริ่มกลับมาสนิทสนมอีกครั้ง
เจียงจิ่วปรายตามองอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวตามตรง "เมื่อคืนฝึกฝนจนลืมเวลาไปหน่อย"
อันเป่ายังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด เสียงดูแคลนสองสามเสียงก็ลอยมาจากด้านข้าง
"ถอดใจก็คือถอดใจ จะแสร้งทำเป็นฝึกฝนไปทำไม"
"นั่นสิ หากขยันขันแข็งปานนั้นจริงๆ เหตุใดเจ้าถึงไม่ทะลวงสู่ขั้นจู้จีเล่า?"
อันเป่าเองก็หัวเราะ ทว่าในรอยยิ้มนั้นไร้ซึ่งเจตนาร้าย กลับแฝงไว้ด้วยการปลอบโยนในฐานะผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
"ไม่เป็นไรๆ พักผ่อนให้เร็วหน่อยเถอะ ไม่เห็นเป็นไรเลย"
เมื่อเห็นว่าเจียงจิ่วไม่โต้แย้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็จริงใจยิ่งขึ้น อดไม่ได้ที่จะเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
"ความจริงข้าเองก็นอนหลับทุกวัน แต่เมื่อวานนี้ก็ยังทะลวงเคล็ดวิชาชักนำวิญญาณถึงชั้นที่สี่ได้ไม่ใช่หรือ?"
เจียงจิ่วมองมุมปากที่กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ของเจ้าอ้วนน้อย ภายในใจรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย
ที่แท้อันเป่าก็เพิ่งฝึกเคล็ดวิชาชักนำวิญญาณถึงชั้นที่สี่เท่านั้นเอง
อันเป่าตบไหล่เจียงจิ่ว น้ำเสียงสดใสร่าเริง
"ขอเพียงพวกเราทำตามแผนการ รักษาการฝึกฝนตามปกติไว้ เมื่อถึงตอนแจกหยกจารึกแผ่นใหม่หลังการทดสอบในเดือนหก..."
เขาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจิดจ้า
"อันดับรั้งท้ายจะต้องเป็นเจ้าอย่างแน่นอน"
มุมปากของเจียงจิ่วกระตุก ฝืนฉีกยิ้มตามมารยาทออกมา
เขาไม่เอ่ยสิ่งใดอีก หลับตาลงและเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังจิต
รวบรวมสมาธิ
เขาเก็บงำความคิด รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่หว่างคิ้ว
ในขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนพลังวิญญาณ ชักนำขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ
พลังวิญญาณเคลื่อนตัวขึ้นไปตามเส้นลมปราณ เมื่อถึงหว่างคิ้วก็เริ่มหล่อเลี้ยงพื้นที่สีเทาหม่นบริเวณนั้น
ภายในห้วงสมองมีแต่ความขุ่นมัว ราวกับทุ่งร้างที่ถูกปกคลุมด้วยหมอก
เขาชักนำพลังจิต ชะล้างสายหมอกครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกครั้งที่ชะล้าง หมอกนั้นก็จะจางลงไปหนึ่งส่วน
ท่ามกลางความหม่นมัว คล้ายมีบางสิ่งกำลังคลายตัวออกอย่างเลือนราง
หลังจากผ่านไปสิบครั้ง
บริเวณหว่างคิ้วสั่นสะเทือนเล็กน้อย คล้ายกับมีเยื่อบางๆ ชั้นหนึ่งถูกแทงทะลุ
เคล็ดวิชาพลังจิตชั้นที่สาม
เจียงจิ่วลอบยินดีในใจ
ติดคอขวดมาหลายเดือน ในที่สุดก็ทะลวงผ่านเสียที
ก่อนหน้านี้เขาแทบจะเรียกได้ว่าฝึกฝนแบบส่งเดช
โชคดีที่ตอนนั้นตาเฒ่าฉู่บอกวิธีเริ่มต้นให้โดยตรง
มิฉะนั้นหากตนเองงมเข็มในมหาสมุทร ดีไม่ดีอาจฝึกจนธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
เขารักษาความสงบในจิตใจ และดำเนินการต่อไป
ผ่านไปอีกสิบครั้ง
ตามการชะล้างครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางหมอกสีเทาหม่นนั้น โครงร่างอันเลือนรางก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
นี่คือรูปลักษณ์เบื้องต้นของทะเลแห่งจิตสำนึกหรือ?
เจียงจิ่วประหลาดใจเล็กน้อย
หากเป็นความเร็วระดับนี้ เมื่อถึงชั้นที่เก้า ไม่รู้ว่าจะสามารถทำให้โครงร่างนี้ปรากฏออกมาอย่างสมบูรณ์ได้หรือไม่
เขาไม่หยุดมือ ยังคงชะล้างต่อไป
ครั้งที่สามสิบ
เคล็ดวิชาพลังจิตชั้นที่สี่
โครงร่างนั้นชัดเจนขึ้นมาเล็กน้อย
พอจะมองออกได้ว่าคล้ายกับภาพมายาของทะเลสาบแห่งหนึ่ง
ครั้งที่เจ็ดสิบ
เคล็ดวิชาพลังจิตชั้นที่ห้า
บริเวณหว่างคิ้วสั่นสะเทือน ภาพมายาของทะเลสาบปรากฏขึ้น
พร้อมด้วยระลอกคลื่นอีกห้าสาย
เจียงจิ่วลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งบริเวณหว่างคิ้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ยิ่งพลังจิตกล้าแข็ง การรับรู้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง
เขามองดูรอบด้าน
คนอื่นๆ ล้วนตั้งใจฝึกฝน ไม่มีใครสนใจเขา
จากนั้นเขาก็ทำภารกิจการฝึกฝนเคล็ดวิชาชักนำวิญญาณตามจำนวนที่กำหนดจนเสร็จสิ้น
เจียงจิ่วลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปด้านนอก
ไปหาผู้อาวุโสฟ่านเพื่อสอบถามเรื่องเคล็ดวิชาหลอมกายาก่อนดีกว่า
เบื้องหลัง มีคนเงยหน้ามองแผ่นหลังของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว
ก็แค่รากปราณห้าธาตุ ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ
...
...
เจียงจิ่วเดินไปยังห้องพักของผู้อาวุโสฟ่าน
ตลอดทาง ภายในใจของเขาสั่นรัว
สิ่งที่เขาต้องการจะไปขอ คือเคล็ดวิชาหลอมกายาระดับขั้นสูงเพียงเล่มเดียวของสำนักอู๋เต้า
คนที่มีรากปราณห้าธาตุคนหนึ่ง จะเอาความกล้าจากไหนไปเปิดปากขอ?
ไม่มากก็น้อยย่อมดูไม่เจียมตัว และสำคัญตนผิดไปหน่อย
ความจริงแล้วการไปครั้งนี้อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง
หากผู้อาวุโสฟ่านไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้เรื่องเคล็ดวิธีเลี้ยงดูเล่า?
แม้ว่าเขาจะใช้ตัวอักษรที่จงใจทำให้อ่านยากเหล่านั้นจัดการไปแล้ว ซึ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าตัวเขาเองก็อ่านเนื้อหาที่แท้จริงไม่ออกเช่นกัน
ทว่าความโลภในใจคน ใครเล่าจะบอกได้แน่ชัด
ดีที่นี่คือภายในสำนักอู๋เต้า ไม่ว่าอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้ง
แต่หากผู้อาวุโสฟ่านเอ่ยถึงการให้เขาไปทำภารกิจนอกสำนักละก็ เช่นนั้นคงต้องระวังตัวให้ดี
เขาสูดหายใจเข้าลึก ภายในใจรู้สึกขมขื่น
วันเวลาเช่นนี้ ช่างบีบคั้นผู้คนจนไม่ไหวก็ต้องไหวจริงๆ
ยังไม่ทันเดินถึงที่หมาย ตรงหัวมุมก็มีคนผู้หนึ่งเดินสวนออกมา
ผู้อาวุโสฟ่าน?
เจียงจิ่วชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมอง
ฟ่านจือกู่เองก็เห็นเขาเช่นกัน ฝีเท้าของอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ในแววตาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง
สีหน้านั้น คล้ายกับคาดไม่ถึงว่าจะบังเอิญพบเขาที่นี่
เจียงจิ่วใจกระตุก
ท่าทางเช่นนี้ เหตุใดจึงดูเหมือนตั้งใจมาหาเขากัน?
"คารวะผู้อาวุโสฟ่าน" เขาค้อมกายทำความเคารพ
ฟ่านจือกู่รับคำในลำคอ กวาดตามองเขาแวบหนึ่ง "มาหาข้ามีธุระอันใด?"
เจียงจิ่วหลุบตาลง ก่อนจะพยักหน้า
เมื่อเห็นดังนั้น ฟ่านจือกู่จึงยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้เจียงจิ่วตามมา แล้วหมุนตัวเดินไปทางห้องพัก
เจียงจิ่วเดินตามหลังอีกฝ่ายไป ทว่าในใจกลับหนักอึ้ง
ท่าทางของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ ชัดเจนว่ามีธุระจะคุยกับเขา
แต่คราวนี้อำนาจในการเป็นฝ่ายคุมเกมหายไปแล้ว
เมื่อเข้ามาในห้อง ฟ่านจือกู่ก็นั่งลงหลังโต๊ะ ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้เขานั่ง
"พบปัญหาในการฝึกฝนหรือ?" ฟ่านจือกู่เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
เจียงจิ่วไตร่ตรองก่อนจะเปิดปาก
"คำชี้แนะของผู้อาวุโสทำให้ข้าได้รับประโยชน์อย่างมาก การฝึกฝนจึงไม่มีปัญหาใหญ่โตอันใดขอรับ
เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งอยากจะมาสอบถาม"
คนอยู่ใต้ชายคา ไม่อาจไม่ก้มหัว
เขาลอบถอนหายใจในใจ
แหวนที่ตามตนเองมานี้ ช่างต้องตกระกำลำบากเสียจริง
แต่ก็ไม่รีบร้อนหรอก ในเดือนหกอันดับของเขาก็สมควรจะขยับบ้างแล้ว
เวลานี้ในอีกสามปีให้หลัง จะต้องทะลวงสู่ขั้นจู้จี และคว้าสิทธิ์ในการเข้าสู่สำนักเบื้องบนให้จงได้
"เรื่องอันใด?" ฟ่านจือกู่มองหน้าเขา
เจียงจิ่วลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ได้ยินมาว่าสำนักอู๋เต้ามีเคล็ดวิชาหลอมกายาระดับขั้นสูงอยู่หนึ่งเล่มหรือขอรับ?"
ฟ่านจือกู่เลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
"เจ้าอยากได้งั้นหรือ?"
"มีของดี ย่อมต้องอยากเรียนรู้เป็นธรรมดาขอรับ" เจียงจิ่วกล่าวตามตรง
ฟ่านจือกู่เอนตัวพิงพนัก นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบ
"ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ หากคว้าโควตาของสำนักเบื้องบนในครั้งนี้มาได้ และทำอันดับในสำนักให้อยู่ในสามอันดับแรก เคล็ดวิชาหลอมกายาเล่มนั้นก็จะเป็นของเจ้า"
เจียงจิ่วไม่ตอบรับ
ไม่ทันการ และทำไม่ได้ด้วย
เทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราเคยกล่าวไว้ว่า เขาจะต้องทะลวงขั้นจู้จีให้ได้ภายในหนึ่งปี
หากไม่ได้เคล็ดวิชาหลอมกายา เขาก็ไม่อาจทะลวงขั้นจู้จีได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปแย่งชิงโควตากับผู้ที่อยู่ขั้นจู้จีมาหลายปีเหล่านั้น
ทางที่ดีก่อนเดือนสิบเอ็ด จะต้องเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาหลอมกายาระดับขั้นสูงให้ได้
"ทำไม่ได้หรือ?" ฟ่านจือกู่มองหน้าเขา น้ำเสียงแฝงความหมายเชิงรู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังถาม
เจียงจิ่วไม่เอ่ยคำ
ฟ่านจือกู่มองดูท่าทางเช่นนี้ของเขา ก็มิได้คาดคั้นต่อ
เขาเอาของของเจียงจิ่วมาแล้ว ใช่ว่าจะให้โอกาสอีกฝ่ายไม่ได้เสียทีเดียว
"มีวิธีที่เร็วกว่านี้หรือไม่ขอรับ?" เจียงจิ่วเงยหน้าขึ้น
"เร็วแค่ไหน?"
"ก่อนเดือนสิบเอ็ดขอรับ"
ฟ่านจือกู่ตาเป็นประกายวาบ จ้องมองเขาอยู่นานทีเดียว
ไม่ถึงหนึ่งปี รีบร้อนต้องการเคล็ดวิชาหลอมกายาระดับขั้นสูงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ..." เขาเอ่ยอย่างเนิบนาบ
"เจ้าไม่ได้ตั้งใจจะเดินตามวิถีทางปกติสินะ?"
เจียงจิ่วพยักหน้า
ช่วงเวลาหลังจากการแย่งชิงโควตานั้น ไม่มีประโยชน์อันใดต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
เพราะเขาคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงตอนนั้น
หากภายในหนึ่งปีไม่ทะลวงขั้นจู้จี คำสาปก็จะคร่าชีวิตเขาไป
ฟ่านจือกู่พิงพนักเก้าอี้ นิ้วมือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
"หากเป็นเมื่อก่อน คงไม่มีวิธีอื่นจริงๆ
แต่ปีนี้..." เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเจียงจิ่ว
"อีกราวๆ หนึ่งเดือนให้หลัง สำนักเบื้องบนจะมีคนมาคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อดำเนินการทดสอบเคล็ดวิชา"
นัยน์ตาของเจียงจิ่วสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย
มีลู่ทางจริงๆ ด้วย
"มีเคล็ดวิชาอยู่สามเล่ม" ฟ่านจือกู่กล่าวต่อ
"เคล็ดวิชาชักนำวิญญาณระดับมนุษย์ขั้นสูง เคล็ดวิชาหลอมกายาระดับมนุษย์ขั้นสูง และเคล็ดวิชาพลังจิตระดับมนุษย์ขั้นสูง
ผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบสามารถเลือกฝึกฝนได้หนึ่งเล่มตามใจชอบ"
เขามองเจียงจิ่ว น้ำเสียงราบเรียบ "เจ้าต้องการสมัครหรือไม่?"
เจียงจิ่วใจกระตุก แต่ก็ไม่กล้ารับคำในทันที
เรื่องดีงามเช่นนี้ จะตกถึงมือคนที่มีรากปราณห้าธาตุอย่างเขาหรือ?
"สมัครได้หรือขอรับ?" เขาเอ่ยถามด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย
"ได้" ฟ่านจือกู่พยักหน้า
"การทดสอบเคล็ดวิชาเช่นนี้ พูดให้ชัดเจนก็คือสำนักเบื้องบนแจกเคล็ดวิชาให้เปล่านั่นแหละ
ดังนั้นผู้ที่จ้องตาเป็นมันจึงมีไม่น้อย
ข้าพอจะช่วยแย่งชิงโควตามาได้หนึ่งที่ แต่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็มองเจียงจิ่ว โดยไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ
สายตานั้น ชัดเจนว่ากำลังรอคอยสิ่งใดอยู่