- หน้าแรก
- เซียนนอกรีต เริ่มต้นจากศิษย์รับใช้
- บทที่ 31 ผ่านการทดสอบเข้าสำนักฝ่ายนอก
บทที่ 31 ผ่านการทดสอบเข้าสำนักฝ่ายนอก
บทที่ 31 ผ่านการทดสอบเข้าสำนักฝ่ายนอก
"วันนี้ควรไปรับการทดสอบเลื่อนระดับเข้าสำนักฝ่ายนอกได้แล้ว"
วันที่หนึ่งเดือนสอง
เจียงจิ่วส่งมอบแร่แต่เช้าตรู่
ช่วงหลายวันนี้ไม่มีอุบัติเหตุใดเกิดขึ้น นับว่าโชคดีมากแล้ว
วันนั้นหลังจากที่ผู้ดูแลหวังพบว่าเขาทะลวงระดับได้ บนใบหน้าก็เผยความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง ทว่าพอวันรุ่งขึ้นเมื่อมองดูอีกครั้ง กลับเหลือเพียงความดูแคลนราวกับผู้ที่กุมชัยชนะไว้ในมือ
เจียงจิ่วเดาว่าเขาคงได้รับคำยืนยันจากฉินเทียนและเตรียมการเอาไว้แล้ว
โชคดีที่พวกนั้นไม่รู้เรื่องที่เขาจะเข้าสำนักฝ่ายนอก
ตราบใดที่พวกนั้นคิดว่าเขาต้องไปถ้ำมารอย่างแน่นอน ต่อให้ลู่เหรินจะฟื้นฟูพลังกลับมาอยู่ขั้นจู้จีได้จริงๆ ก็คุกคามเขาไม่ได้
หลังส่งมอบแร่เสร็จ เจียงจิ่วก็หันหลังเดินจากไปตามปกติ
ฝีเท้าไม่เร่งรีบ สีหน้าสงบนิ่ง ไม่ต่างจากวันวานเลยแม้แต่น้อย
ผู้ดูแลเองก็มองเจียงจิ่วเป็นแค่คนตายคนหนึ่งเท่านั้น
ตำหนักทดสอบ
เจียงจิ่วเดินเข้าไป
ภายในมีคนไม่มากนัก
มีคนสวมชุดศิษย์รับใช้ยืนอยู่สามคน เป็นชายสองหญิงหนึ่ง
หญิงสาวหนึ่งคนและชายวัยกลางคนหนึ่งคน
ดูค่อนข้างมีอายุแต่ก็ไม่น่าจะเกินสี่สิบปี มิเช่นนั้นคงไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัคร
ส่วนอีกคนก็คือตัวเขาเอง
สองคนนั้นล้วนอยู่ขั้นจู้จี
มีเพียงเจียงจิ่วคนเดียวที่อยู่ขั้นฝึกปราณสมบูรณ์
หญิงสาวพิจารณาเขาปราดหนึ่ง แววตาแฝงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
ชายวัยกลางคนเองก็มองมา ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
บุรุษเมื่อคราวที่แล้ววันนี้ยืนอยู่นอกสุด รับหน้าที่เป็นผู้คุมสอบ
เมื่อเขาเห็นเจียงจิ่ว แววตาก็ไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะส่งสายตามาทางนี้
เจียงจิ่วพยักหน้าเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
เพื่อแสดงให้รู้ว่านำของมาแล้ว
ชายหนุ่มรั้งสายตากลับ ไม่มองเขาอีก ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางหญิงสาว
"เข้าไปสิ"
หญิงสาวเดินตามเขาเข้าไปในห้องเล็กๆ ด้านข้าง
เมื่อประตูถูกปิดลง ค่ายกลเก็บเสียงก็ทำงาน คนด้านนอกจึงไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อย
ผ่านไปไม่นานประตูก็เปิดออก
หญิงสาวเดินออกมา ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ลมหายใจไม่ค่อยมั่นคงนัก ทว่ามุมปากกลับประดับรอยยิ้มที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้
ในมือนางกำป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งไว้แน่น พลิกดูไปมา
บุรุษผู้นั้นเดินตามหลังนางมา จดบางอย่างลงบนหยกจารึก แล้วยื่นป้ายคำสั่งให้นาง
"ไปรายงานตัวภายในสามวัน หากไปสายถือว่าเป็นโมฆะ
แล้วก็ อย่าไปตอนกลางคืน ไม่มีคนต้อนรับหรอกนะ"
"เจ้าค่ะ ขอบคุณศิษย์พี่!" หญิงสาวรับป้ายคำสั่งมาเก็บไว้อย่างระมัดระวัง
ชายวัยกลางคนขยับเข้าไปใกล้แล้วถาม "เป็นอย่างไรบ้าง"
"การโจมตีไม่รุนแรงนัก" หญิงสาวกดเสียงต่ำ ทว่ามันก็ยังลอยเข้าหูของเจียงจิ่ว "ท่านแข็งแกร่งกว่าข้าอยู่สายหนึ่ง ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน"
ชายวัยกลางคนพยักหน้า เดินตามบุรุษผู้นั้นเข้าไปในห้อง
เขาออกมาเร็วยิ่งกว่า
ลมหายใจของเขาราบเรียบ สีหน้าเป็นปกติ ในมือก็กำป้ายคำสั่งไว้เช่นกัน
ขั้นตอนเหมือนเดิมทุกประการ
เขียนชื่อ และกำชับเวลารายงานตัว
ทั้งสองคนยังไม่ได้จากไป
พวกเขายืนอยู่ด้านข้าง สายตามองมาที่เจียงจิ่วอย่างแฝงความเคลือบแคลงสงสัย
เจียงจิ่วรู้ว่าพวกเขากำลังรออะไรอยู่
คนที่อยู่แค่ขั้นฝึกปราณสมบูรณ์ มีสิทธิ์อะไรมาเข้ารับการทดสอบ?
เขารู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เดินตามบุรุษผู้นั้นเข้าไปในห้องเล็ก
ด้านในคือค่ายกลแห่งหนึ่ง ผนังทั้งสี่ด้านสลักลวดลายอักขระอัดแน่น คงเป็นเพราะต้องการป้องกันไม่ให้การโจมตีของระดับจู้จีสร้างความเสียหายแก่ตัวห้อง
"พร้อมแล้วใช่หรือไม่" บุรุษผู้นั้นปิดประตูลงแล้วมองเขา
เจียงจิ่วพยักหน้า
"การทดสอบไม่ใช่เรื่องล้อเล่น การจะเลื่อนระดับเข้าสำนักฝ่ายนอก ทุกอย่างล้วนต้องเป็นไปตามกฎ ไม่พรสวรรค์ก็ความแข็งแกร่ง จะต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง" น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบ ทว่าสายตากลับหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง
เจียงจิ่วเข้าใจความหมาย
เขาหยิบกระดาษที่พับเตรียมไว้จากในอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้
บนกระดาษคือวิธีที่เขาคัดลอกจากความทรงจำ
มีทั้งส่วนบนและส่วนล่าง
ส่วนบนคือวิธีแก้ปัญหาช่วงเวลาคลุ้มคลั่งหนึ่งครั้ง ซึ่งเขาเขียนไว้เพียงครึ่งเดียว
ส่วนครึ่งหลังเขาจงใจเขียนให้ดูลึกลับซับซ้อน เขาตั้งใจให้เทพธิดาจิตวิญญาณศัสตราใช้ถ้อยคำที่ลี้ลับยากจะหยั่งถึง เพื่อให้คนอ่านพอเข้าใจ ทว่าก็ต้องไปค้นหาในตำราโบราณหรือสอบถามจากผู้รู้แจ้ง
มันไม่ส่งผลกระทบต่อการนำไปใช้งาน แต่สามารถประวิงเวลาความสงสัยของอีกฝ่ายไว้ได้
ส่วนครึ่งล่างที่เป็นวิธีแก้ปัญหาช่วงเวลาคลุ้มคลั่งหลายครั้ง เขาไม่ได้เขียนลงไปเลยแม้แต่น้อย
บางทีในภายภาคหน้าอาจจะยังต้องใช้มันอยู่
ชายหนุ่มรับไปแล้วก้มหน้าอ่าน
หลังจากดูอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ช้อนตาขึ้นมองเจียงจิ่ว ภายในแววตาเพิ่มพูนบางสิ่งขึ้นมา
เขาพับกระดาษเก็บเข้าในอกเสื้อ น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเดิม
"กฎเกณฑ์เป็นสิ่งตายตัว ศิษย์บางคนมีพรสวรรค์ไม่เลว เพียงแค่ขาดคนชี้แนะ
ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ต้นกล้าชั้นดีต้องถูกฝังกลบไปเพียงเพราะไม่มีอาจารย์ในสำนักฝ่ายนอกคอยสั่งสอนหรอก"
เขาเดินไปที่ใจกลางค่ายกล ก่อนจะกวักมือเรียกเจียงจิ่ว
"เข้ามาสิ"
เจียงจิ่วสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วไปยืนตรงหน้า
ภายในใจยังคงหวั่นวิตกอยู่บ้าง
นี่คือการโจมตีของผู้แข็งแกร่งขั้นจู้จีเชียวนะ
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา...
ไม่ทันให้เขาได้คิดจนจบ ชายหนุ่มก็ลงมือ
กระบวนท่าที่หนึ่ง ลมปราณฝ่ามือพัดโหมกระหน่ำใส่ใบหน้า แฝงไปด้วยแรงกดดัน
เจียงจิ่วรับเอาไว้
กระบวนท่าที่สอง รวดเร็วยิ่งกว่า
เขาฝืนรับการโจมตีจนท่อนแขนชาวาบ
กระบวนท่าที่สาม กระบวนท่าที่สี่ กระบวนท่าที่ห้า...
ผ่านไปห้ากระบวนท่า ชายหนุ่มจึงรั้งมือกลับ
เจียงจิ่วยืนอยู่กับที่ ฝีเท้าซวนเซไปเล็กน้อย
มือมีอาการชาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร
ในขณะที่เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในใจกลับตื่นตระหนก
นี่หรือคือผู้แข็งแกร่งขั้นจู้จี?
การโจมตีเพียงหนึ่งส่วนของขั้นจู้จี กลับเทียบเท่าความแข็งแกร่งของขั้นฝึกปราณช่วงปลาย!
หากใช้กำลังเต็มสิบส่วน...
เขาไม่กล้าคิดเลย
ชายหนุ่มมองเขาปราดหนึ่ง สีหน้าพึงพอใจ ก่อนจะหยิบป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งจากในอกเสื้อแล้วยื่นส่งมา
เจียงจิ่วรับเอาไว้ นิ้วมือสั่นเทาเล็กน้อย
ป้ายคำสั่งมีน้ำหนักหน่วงมือเล็กน้อย ด้านหน้าสลักอักษร 'สำนักอู๋เต้า' สามคำไว้ ด้านข้างยังมีตัวอักษรเล็กๆ อีกหนึ่งบรรทัด
สาขาย่อยแคว้นหลิวอวิ๋น
สาขาย่อย?
เจียงจิ่วชะงักไปเล็กน้อย
สำนักที่แข็งแกร่งปานนี้ เป็นเพียงสาขาย่อยอย่างนั้นหรือ?
เช่นนั้นสำนักหลักจะแข็งแกร่งถึงขั้นไหนกัน?
เขากดข่มความตื่นตระหนกเอาไว้ ตอนนี้เรื่องพวกนี้ยังห่างไกลเกินไปที่จะนึกถึง
เขาพลิกป้ายคำสั่ง
ด้านหลังสลักอักษรสองคำไว้แจ่มชัด 'ฝ่ายนอก'
นับจากวันนี้ไป เขาคือศิษย์สำนักฝ่ายนอกของสำนักอู๋เต้าแล้ว
ไม่ต้องขุดแร่
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องไปถ้ำมาร
ลู่เหรินกับฉินเทียน... สังหารเขาไม่ได้แล้ว
เจียงจิ่วกำป้ายคำสั่งไว้แน่น คล้ายมีบางสิ่งจุกอยู่ที่อก ทว่าในขณะเดียวกันก็คล้ายกับมีบางสิ่งผ่อนคลายลง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เก็บป้ายคำสั่งเข้าในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
เพราะไม่มีถุงวิญญาณ จึงทำได้เพียงพกติดตัวไว้เช่นนี้ก่อน
เอาไว้ในมิติแหวนย่อมปลอดภัยกว่า ทว่ายามนี้เพื่อความรอบคอบ เขาไม่อาจใช้งานมันได้
เขาหันหลังเดินออกไป
เมื่อผลักประตูเปิดออก ก็พบว่าหญิงสาวและชายวัยกลางคนผู้นั้นยังคงยืนอยู่ด้านนอก
พอเห็นเขาออกมา สายตาของทั้งสองก็จับจ้องมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง เมื่อเห็นป้ายคำสั่งในมือเขาชัดเจน บนใบหน้าก็ปรากฏความประหลาดใจและ... สีหน้าแปลกประหลาดออกมาพร้อมกัน
คนที่อยู่ขั้นฝึกปราณสมบูรณ์ ผ่านการทดสอบจริงๆ หรือเนี่ย?
เจียงจิ่วสบตาพวกเขา ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างมีมารยาท พยักหน้าให้โดยไม่พูดอะไรให้มากความ แล้วเดินจากไปโดยตรง
ด้านหลัง ทั้งสองคนกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง เสียงนั้นลอยมาไม่ถึงหู
เจียงจิ่วไม่ได้หันกลับไปมอง
ในเมื่อต่างก็เข้าสู่สำนักฝ่ายนอกแล้ว บางทีภายภาคหน้าอาจจะได้พบกันอีก
...
...
ค่ำคืนนั้น
เมื่อกลับมาถึง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
เจียงจิ่วยืนอยู่ปากถ้ำเหมือง มองดูแสงไฟสีเหลืองสลัวที่ลอดออกมาจากด้านใน ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
วันนี้ไปรายงานตัวไม่ทันแล้วแน่ๆ
ไปภายในสามวันก็พอ ไม่ต้องรีบร้อน
ในระหว่างนี้ ประกาศจากสำนักฝ่ายนอกน่าจะถูกส่งลงมาในไม่ช้า เมื่อถึงเวลาที่รายชื่อถูกประกาศออกมา เขาก็จะหลุดพ้นจากฐานะศิษย์รับใช้โดยอัตโนมัติ
แม้ในรายชื่อภารกิจที่ถ้ำมารจะยังมีชื่อของเขาอยู่ แต่เขาไม่ใช่ศิษย์รับใช้อีกต่อไป ย่อมไม่ต้องไป
ทว่าตอนนี้ประกาศจากสำนักฝ่ายนอกยังไม่ส่งลงมา ก่อนหน้านั้น เขาจำต้องไปบอกกล่าวกับผู้ดูแลสักคำเสียก่อน
เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
แสงสว่างในถ้ำเหมืองสลัวราง ศิษย์รับใช้สองสามคนยังคงก้มหน้าก้มตาขุดแร่ เสียงเคร้งคร้างดังก้องเป็นหย่อมๆ
ผู้ดูแลหวังยืนอยู่ด้านข้าง ในมือถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง กำลังจับจ้องไปที่คนเหล่านั้น
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็หันหน้ามา
พอเห็นชัดเจนว่าเป็นเจียงจิ่ว บนใบหน้าก็ปรากฏสีหน้าซับซ้อนวูบหนึ่ง
ทั้งระแวดระวัง ดูแคลน และมีความนิ่งขรึมที่ฝืนทำขึ้นมาเล็กน้อย
ขั้นฝึกปราณสมบูรณ์แล้วอย่างไร?
มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันหรอก
เขาคลี่ยิ้ม เชิดหน้าขึ้น
"กลับมาแล้วหรือ? ยืนบื้ออยู่ทำไม ไปขุดแร่สิ
ต่อให้อยู่ขั้นฝึกปราณสมบูรณ์ก็ยังเป็นศิษย์รับใช้อยู่ดี ยังไงก็ต้องทำงาน"
เจียงจิ่วไม่ได้ขยับเขยื้อน
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบป้ายคำสั่งสำนักฝ่ายนอกออกมา
แล้วยื่นส่งให้ด้วยสีหน้าราบเรียบ
ผู้ดูแลหวังก้มลงมอง
รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้างไปในทันที