- หน้าแรก
- พอกันทีวิถีพราน ข้าจะสร้างตำนานเคียงข้างจักรพรรดินี
- บทที่ 12 ไม่ขี้โม้จะตายหรือไง?
บทที่ 12 ไม่ขี้โม้จะตายหรือไง?
บทที่ 12 ไม่ขี้โม้จะตายหรือไง?
"ชาวหมู่บ้านซีโกวทั้งหมู่บ้านอาศัยห้องเตาไฟแห่งนี้ในการให้ความอบอุ่น วันหนึ่งสิบสองชั่วยาม ล้วนมีคนเฝ้าตลอด"
เจียงไหลไม่ได้สังเกตเห็นคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของจักรพรรดินี เขาหิ้วโคมไฟน้ำมันแล้วเดินนำหน้าต่อไป
อวิ๋นเจาอี๋เดินช้ามาก นางมองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน
จะบอกว่ามันคือเมืองบาดาลก็ย่อมได้ ด้านในคดเคี้ยวเลี้ยวลด ราวกับเป็นเขาวงกต
รอบๆ ทางเดินไม่ได้เป็นก้อนดินแข็ง แต่ก่อขึ้นด้วยหิน เหนือศีรษะยังมีท่อนไม้กลมขนาดใหญ่ค้ำยันไว้
"ทางนี้คือโรงหมอของหมู่บ้านพวกเรา"
เดินไปได้ราวๆ สามสิบกว่าก้าว ก็มาถึงห้องลับใต้ดินอันกว้างขวางอีกแห่งหนึ่ง
ภายในห้องมีชั้นไม้วางสมุนไพรจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คาดคะเนคร่าวๆ น่าจะมีสมุนไพรมากกว่าหลายร้อยชนิด
"เหตุใดจึงต้องวางโครงกระดูกไว้ด้วย"
อวิ๋นเจาอี๋หยุดฝีเท้า เมื่อมองดูโครงกระดูกที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
แม้นางจะเคยควบม้าเข่นฆ่าศัตรู ฝ่าฟันภูเขาซากศพและทะเลเลือดมาแล้ว ทว่าการที่มีโครงกระดูกขาวโพลนปรากฏขึ้นในห้องใต้ดินอย่างกะทันหัน ก็ทำเอาตกใจไม่น้อยจริงๆ
"อ้อ นี่เรียกว่าตัวอย่าง"
"ตัวอย่าง? ใช้ทำสิ่งใดกัน" อวิ๋นเจาอี๋มีสีหน้างุนงง
"ใช้สำหรับเป็นกรณีศึกษาทางการแพทย์อย่างไรเล่า นี่ เจ้าลองดู ร่างกายมนุษย์มีกระดูกกี่ชิ้น ประกอบขึ้นมาอย่างไร มีเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มเท่าใด ล้วนมีทำเครื่องหมายระบุไว้โดยละเอียด"
เจียงไหลมีความอดทนต่อภรรยาของตนเป็นพิเศษ
"เมื่อวันเวลาผ่านไป หมอย่อมเข้าใจโครงสร้างกระดูกของมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการรักษา ตลอดจนยกระดับความสามารถของหมอให้สูงขึ้นอย่างมาก"
อวิ๋นเจาอี๋พยักหน้าหงึกๆ แสดงความเห็นด้วย
เมื่อมองดูโครงกระดูกมนุษย์ตรงหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกหวาดกลัวก็มลายหายไป ในใจกลับเกิดความรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาเล็กน้อย
"นี่คือคลังสมุนไพรของพวกเรา แยกประเภทไว้มากกว่าร้อยชนิด"
เจียงไหลหยิบหนังสือเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาอย่างลวกๆ "นี่ ในตำรารวบรวมสมุนไพรเล่มนี้ ระบุรูปลักษณ์ รสชาติ และสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดเอาไว้"
"ส่วนบันทึกการรักษาโรคเล่มนี้ ได้บันทึกกรณีศึกษาผู้ป่วยที่พบได้บ่อยเอาไว้ รวมไปถึงการสรุปบันทึกประสบการณ์การรักษาโรคของหมอหลายๆ ท่าน เพื่อความสะดวกในการเรียนรู้ของลูกหลานในภายภาคหน้า"
แววตาของอวิ๋นเจาอี๋ทอประกายเจิดจ้า บุรุษผู้นี้นำความประหลาดใจมาให้นางมากเกินไปแล้ว
"ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา"
ทันใดนั้น เสียงอันเย็นชาทว่าคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
อวิ๋นเจาอี๋หันขวับไปมอง ที่แท้ก็คือหงซวง
"หงซวง บังอาจนัก ยังไม่รีบขอโทษอาจารย์หญิงของเจ้าอีก"
เจียงไหลขมวดคิ้วกระบี่ สีหน้าเจือแววกรุ่นโกรธ "นี่คืออาจารย์หญิงของเจ้า..."
"หึ อาจารย์หญิง?"
หงซวงแค่นยิ้มหยันอย่างดูแคลน "ท่านอาจารย์ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า เมืองใต้ดินคือความลับของหมู่บ้านซีโกวพวกเรา ห้ามคนแปลกหน้าเข้ามา เหตุใดท่านจึงแหกกฎที่ตนเองตั้งขึ้นมาเล่า"
"หงซวง อวิ๋นเหนียงเป็นเมียข้า เป็นอาจารย์หญิงของเจ้า นางคือคนกันเอง"
เจียงไหลขมวดคิ้ว ใบหน้าทะมึนตึงพลางกล่าว "ในขณะเดียวกัน ข้าขอเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากยังกล้ากำเริบเสิบสานต่ออาจารย์หญิงของเจ้าอีกล่ะก็ เจ้าก็ไม่ต้องถูกขังเดี่ยวแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าเจียงไหลไม่มีศิษย์อย่างเจ้า"
"ข้า... เจ้าค่ะ!"
เมื่อเห็นชายหนุ่มโกรธจริง หงซวงแม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชั่วคราว
นางรู้ซึ้งถึงนิสัยของอาจารย์ดีเกินไป พูดคำไหนเป็นคำนั้น
"อวิ๋นเหนียง ข้าจะพาเจ้าไปชมต่อ ตามข้ามา" เจียงไหลทิ้งหงซวงเอาไว้ แล้วหิ้วโคมไฟน้ำมันเดินต่อไปข้างหน้า
"ดูออกเลยว่า เจ้าชอบเขามาก"
ตอนที่อวิ๋นเจาอี๋เดินผ่านร่างของหงซวง นางเลิกคิ้วให้หงซวงเล็กน้อย
"แต่เขากลับใส่ใจข้านี่สิ"
"ท่านอย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย!"
หงซวงโกรธจนหน้าซีดเผือด
"คิกๆ"
อวิ๋นเจาอี๋ยิ้มบางๆ แล้วก้าวตามจังหวะเท้าของเจียงไหลไป
ทางเดินทั้งยาวเหยียดและคดเคี้ยวเลี้ยวลด หากไม่มีเจียงไหลคอยนำทาง อวิ๋นเจาอี๋ก็ชักจะสงสัยแล้วว่าตนคงจะหลงทางเป็นแน่
เมืองใต้ดินแห่งนี้ตกลงว่ากว้างใหญ่เพียงใดกัน สร้างขึ้นมามันจะยากเย็นแสนเข็ญสักปานใด
"เจียงไหล ท่านบอกข้าได้หรือไม่ ว่าเหตุใดหมู่บ้านซีโกวของพวกท่านจึงต้องสร้างเมืองใต้ดินด้วย" อวิ๋นเจาอี๋ขมวดคิ้ว นางคิดไม่ตกว่าเหตุใดพรานป่าบ้านนอกจึงต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจ เพื่อสร้างเมืองใต้ดินที่มีปริมาณงานก่อสร้างใหญ่โตปานนี้
"แน่นอนว่าเพื่อหลบหลีกภัยสงคราม"
เจียงไหลยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "เจ็ดปีก่อน ทุกครั้งที่หมู่บ้านซีโกวถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะถูกทหารม้าซีหรงบุกปล้นสะดม หากขัดขืนแม้แต่นิดเดียวก็จะถูกทุบตีจนตาย หญิงสาววัยแรกรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มในหมู่บ้านยิ่งมีจุดจบที่เลวร้าย"
"ราชสำนักต้าเฉียนไร้น้ำยา จักรพรรดิก็โง่เขลาเบาปัญญา พวกเราก็ต้องหาทางรอดให้ตัวเองมิใช่หรือ"
"..."
สีหน้าของอวิ๋นเจาอี๋มืดครึ้มลงจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้
นางไปโง่เขลาเบาปัญญาตั้งแต่เมื่อใดกัน
แต่อวิ๋นเจาอี๋ก็ข่มกลั้นเอาไว้ นางจะต้องหาเวลาปลีกตัวไปที่ด่านเยี่ยนเหมินด้วยตนเองสักครา แล้วถามแม่ทัพรักษาด่านเยี่ยนเหมินต่อหน้าเสียหน่อย
"พวกเราไม่มีกำลังพอจะสร้างกำแพงเมือง ทำได้เพียงเล่นตุกติกอยู่ใต้ดินนี่แหละ"
เจียงไหลกล่าว "นอกจากห้องเตาไฟ โรงหมอ คลังอาวุธ และเสบียงอาหารแล้ว ทุกครัวเรือนล้วนมีที่หลบภัยชั่วคราว ทั้งยังเชื่อมต่อกันทุกเส้นทาง"
"ทันทีที่ทหารม้าซีหรงบุกประชิด ก็จะใช้นโยบายบ้านว่างเมืองเปล่า ชาวบ้านทุกคนจะพกของมีค่าติดตัวแล้วหลบหนีลงไปในอุโมงค์ทันที ส่วนพรานป่าหนุ่มๆ ก็จะอาศัยภูมิประเทศในการลอบโจมตี ยิงปืนนัดเดียวแล้วหนี"
สงครามกองโจรเจียงไหลชำนาญนัก จัดการกับคนเถื่อนซีหรงย่อมง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือมิใช่หรือ
"มิน่าเล่าเมื่อวานตอนพวกเราเข้ามาในหมู่บ้าน ถึงไม่ค่อยเห็นคนในหมู่บ้านเลย บ้านเรือนบนพื้นดินส่วนใหญ่ล้วนผุพังจนทนดูไม่ได้ เกรงว่าพวกท่านก็คงคร้านจะซ่อมแซมกระมัง"
อวิ๋นเจาอี๋กระจ่างแจ้งในบัดดล
"ใช่ ศัตรูมาทีไรก็ทำลายทิ้งทุกที พวกเราปลูกพืชพรรณธัญญาหารไปก็เปล่าประโยชน์ สร้างบ้านไปก็สูญเปล่า ล้วนถูกพวกคนเถื่อนซีหรงล้างผลาญไปเสียสิ้น"
เจียงไหลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง "จริงสิ ยังมีราชสำนักหมาๆ นั่นอีก ปลูกข้าวก็ยังต้องจ่ายภาษี ท้องยังไม่อิ่ม จะเอาอะไรไปจ่ายเล่า!"
ราชสำนักหมาๆ?
ใบหน้าของอวิ๋นเจาอี๋พลันเขียวปัด สองมือกำหมัดแน่นโดยสัญชาตญาณ
เมื่อครู่ยังนึกอยากจะชมว่าเจียงไหลฉลาดหลักแหลม รู้จักใช้สมอง โดยเฉพาะสงครามอุโมงค์นี่ฟังดูร้ายกาจไม่เบาเลยเชียว
"ด้านหน้าก็คือห้องปฏิบัติการรบของพวกเรา ไป ข้าจะพาเจ้าไปดู"
เจียงไหลไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว เขาลูบคลำผนังอย่างลวกๆ ครู่หนึ่ง เสียง 'เอี๊ยด' ดังขึ้น ประตูหินอันหนักอึ้งบานหนึ่งก็ถูกเปิดออก
ห้องนั้นไม่ใหญ่โตนัก ตรงกลางห้องมีของประหลาดชิ้นหนึ่งวางอยู่
"นี่คือแผนที่หรือ"
อวิ๋นเจาอี๋เพียงแค่ปรายตามอง รูม่านตาก็ขยายกว้าง นัยน์ตาแทบจะถลนออกมาก็ไม่ปาน
"แผนที่หรือ จะว่าเจ้าพูดถูกก็ได้ แต่มันเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าแผนที่ พวกเราเรียกสิ่งนี้ว่ากระบะทราย"
เจียงไหลพยักหน้าเบาๆ ชี้ไปที่กระบะทรายพลางกล่าว "นี่ โดยมีหมู่บ้านซีโกวเป็นศูนย์กลาง ภูเขา แม่น้ำลำธาร ล้วนเห็นได้ชัดเจนในคราวเดียว ส่วนจุดสีแดงเล็กๆ บริเวณรอบหมู่บ้านซีโกว ก็คือจุดซุ่มโจมตี"
"ทันทีที่พบศัตรูเข้ามาใกล้ ก็จะดึงสัญญาณเตือนภัยอย่างรวดเร็ว คนทั้งหมู่บ้านก็จะเข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมรบ"
"แล้วจุดสีดำเล็กๆ พวกนั้นหมายถึงสิ่งใด"
อวิ๋นเจาอี๋ชี้ไปที่ตัวหมากรุกสีดำขนาดเล็กบนกระบะทราย
"มันคือตำแหน่งของปืนใหญ่หงอี โจมตีขนาบซ้ายขวา หากร่วมมือกันได้ดีและมีกระสุนเพียงพอ ข้าสามารถสังหารทหารม้าซีหรงนับแสนนายได้สบาย น่าเสียดายที่ไอ้พวกสารเลวนั่นถูกข้าตีจนกลัวหัวหด ไม่กล้ามาอีกแล้ว ตอนนี้จึงหาโอกาสแก้แค้นให้ชาวบ้านที่เคยถูกฆ่าตายไม่ได้เลย..."
"เจ้าไม่ขี้โม้จะตายหรือไง"
อวิ๋นเจาอี๋ค้อนขวับใส่ชายหนุ่ม พลางส่ายหน้าอย่างแผ่วเบา
บุรุษผู้นี้นำความประหลาดใจมาให้อวิ๋นเจาอี๋มากมายเหลือเกิน แนวคิดเรื่องสงครามอุโมงค์และสงครามกองโจรของเขา ล้วนสามารถนำไปปรับใช้กับกองทัพต้าเฉียนได้ รวมถึงการเผยแพร่การใช้กระบะทราย เป็นต้น
ทว่า นิสัยชอบโอ้อวดนั้นไม่ดีเลย ต้องแก้!