- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นเทพเจ้าที่สร้างอารยธรรมเซียน
- บทที่ 15 - อร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
บทที่ 15 - อร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
บทที่ 15 - อร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
บทที่ 15 - อร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก
เหลือเชื่อ! เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ!
จิ้งจอกเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ มันกวาดตามองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
กระทั่งเดินวนไปมาหนึ่งรอบ แล้วไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังต้าหวง
"เป็นไปได้อย่างไรกัน ไม่มีข้อบกพร่องใดๆ เลย ซ้ำยังไม่มีกลิ่นอายปีศาจแม้แต่น้อย"
วิชาอาคมจำแลงร่างเป็นมนุษย์ จิ้งจอกเองก็ทำได้ เช่น วิชายืมศพจำแลงร่างที่ใช้กะโหลกศีรษะเป็นสื่อกลาง
ทว่านั่นเป็นเพียงวิชามายา ย่อมมีช่องโหว่และจุดอ่อน หากเป็นผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลม มองเพียงแวบเดียวก็รู้แจ้งทะลุปรุโปร่งแล้ว
ทว่าจิ้งจอกจ้องมองพินิจพิเคราะห์แล้วพินิจพิเคราะห์อีก ก็ยังหาจุดบกพร่องของต้าหวงไม่เจอเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้จิ้งจอกงุนงงยิ่งกว่าก็คือ เมื่อไม่กี่วันก่อนต้าหวงยังอยู่ในร่างสัตว์อยู่เลย บัดนี้กลับจำแลงร่างเป็นมนุษย์เสียแล้ว
สองวันนี้ก็ไม่เห็นมีฟ้าผ่าสักหน่อย ไม่ได้เผชิญกับอสนีบาตสวรรค์ แล้วจะจำแลงร่างได้อย่างไรกันเล่า
ในหัวของจิ้งจอกมีความคิดแล่นพล่านไปมาสารพัดอย่าง
มันนึกถึงบทสนทนากับพี่หญิงเมื่อคราวก่อน
หรือว่าจะเป็นเพราะได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งจากจักรพรรดิมนุษย์?
ไม่! เป็นไปไม่ได้!
จักรพรรดิมนุษย์สิ้นพระชนม์ไปห้าร้อยปีแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ท่านเทพเจ้าที่ย่อมต้องมีเคล็ดวิชาลับบางอย่าง ที่ล้ำเลิศกว่าวิชายืมศพจำแลงร่างของเผ่าจิ้งจอกชิงชิวอย่างแน่นอน
จิ้งจอกยิ่งปักใจเชื่อในข้อสันนิษฐานของพี่หญิงอย่างหนักแน่น — เพียงพอนเหลืองพวกนี้มีอนาคตไกลนัก ต้องผูกมิตรกับพวกมันให้จงดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น จิ้งจอกก็เปิดถุงหนังสัตว์ออก เผยให้เห็นเมล็ดถั่วสีเหลืองทองอร่ามที่อยู่ด้านใน
"ข้าอยากจะขอแลกเปลี่ยนเครื่องปั้นดินเผาอีกสักหน่อยขอรับ และถือโอกาสนี้... เข้าไปกราบไหว้ท่านเทพเจ้าที่อีกสักครั้ง..."
คราวก่อน จิ้งจอกเพียงแค่ยืนกราบไหว้ที่ด้านนอกประตูศาลเท่านั้น
ทว่าครั้งนี้ จิ้งจอกก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปคุกเข่ากราบกรานอย่างนอบน้อม ทั้งยังมอบพลังธูปเทียนให้หนึ่งส่วนด้วย
"ผู้น้อยขอคารวะท่านเทพเจ้าที่ขอรับ"
เยว่ชวนได้ยินบทสนทนาระหว่างจิ้งจอกกับต้าหวงมาตั้งแต่ต้น ย่อมล่วงรู้ถึงสาเหตุที่ท่าทีของจิ้งจอกเปลี่ยนไป
"เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ มีเรื่องอันใดก็พูดมาตรงๆ เถิด มัวแต่อ้ำอึ้งปิดบังอยู่ได้ ขัดใจชะมัด"
จิ้งจอกยิ้มเจื่อนๆ มุมปากยกสูงขึ้น หางตาตกลงมา จนแทบจะเชื่อมติดกันอยู่แล้ว
"ปิดบังท่านเทพเจ้าที่ไม่ได้จริงๆ ขอรับ เรื่องเป็นเช่นนี้ ผู้น้อยอยากจะขอรับคำชี้แนะเกี่ยวกับการจำแลงร่างขอรับ"
พูดจบ จิ้งจอกก็หยิบกะโหลกศีรษะออกมาจากถุงหนังวัว วางแหมะไว้บนหน้าผากแล้วร่ายมนตร์คาถา ทันใดนั้นหมอกควันก็พวยพุ่งตลบอบอวล
เยว่ชวนมองดูชายหนุ่มรูปงามที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันในศาลเล็กๆ ด้วยความประหลาดใจ เขากวาดตามองพินิจพิเคราะห์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างละเอียด ทว่าก็ไม่พบจุดบกพร่องใดๆ เลย
"ในโลกนี้ถึงกับมีวิชาอาคมที่มหัศจรรย์ปานนี้เชียวหรือ?"
จิ้งจอกเอ่ยปากอธิบาย "นี่คือวิชามายาขอรับ ใช้กะโหลกศีรษะมนุษย์มาหล่อหลอมด้วยเคล็ดวิชาลับ และใช้มนตร์ลับเป็นตัวขับเคลื่อน ก็จะสามารถจำแลงร่างเป็นรูปลักษณ์ของเจ้าของกะโหลกก่อนตายได้ เพียงแต่เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาลับของท่านผู้อาวุโสแล้ว ของผู้น้อยเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่กลวงเปล่า ไร้ประโยชน์อันใดขอรับ"
พูดจบ จิ้งจอกก็ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดัง "ป้าบ" หมอกควันพวยพุ่งขึ้นมาอีกระลอก ชายหนุ่มรูปงามอันตรธานหายไป กลับกลายเป็นจิ้งจอกขนแดงที่ประคองกะโหลกศีรษะเอาไว้ตามเดิม
"หากท่านผู้อาวุโสสนใจ ผู้น้อยยินดีมอบเคล็ดวิชานี้ให้ด้วยความเต็มใจยิ่งขอรับ"
เยว่ชวนมีหรือจะไม่รู้ทันแผนการของจิ้งจอกน้อยตัวนี้ มันก็แค่อยากจะใช้วิชาจำแลงร่างของมัน มาแลกเปลี่ยนกับวิชาจำแลงร่างของเขาเท่านั้นเอง
ปัญหาก็คือ สิ่งที่เขาใช้มันไม่ใช่วิชาอาคมอันใดเลย แต่เป็น... จะพูดอย่างไรดีล่ะ
มันก็เหมือนกระดาษกั้นหน้าต่างบางๆ แผ่นหนึ่ง แค่เอานิ้วจิ้มก็ทะลุแล้ว
ความลับนี้ไม่ได้มีค่าควรเมืองอันใดเลย แต่มันเกี่ยวพันถึงสถานะผู้ทะลุมิติของเขาต่างหาก
ดังนั้น เยว่ชวนจึงไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่กลับพูดจาหว่านล้อมว่า "วิชามายาของเจ้านั้นล้ำเลิศจริงๆ แต่เจ้าก็พูดเองนี่ว่ามันเป็นเพียงเปลือกนอก ในเมื่อรู้แจ้งถึงแก่นแท้ของปัญหาแล้ว เหตุใดจึงไม่แก้ให้ตรงจุดเล่า?"
"เอ๊ะ? แก้ให้ตรงจุดหรือขอรับ?"
"จงเรียนรู้วิถีชีวิตของมนุษย์ ทั้งเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทาง และกิริยามารยาท หล่อหลอมความเป็นมนุษย์จากภายในสู่ภายนอก! เมื่อทั้งร่างกายและจิตใจล้วนเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้ แล้วจะมัวยึดติดกับรูปกายภายนอกไปไยเล่า?"
จิ้งจอกปรายตามองเตาดินในศาลเล็กๆ สลับกับมองเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่ด้านนอก ก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ดูเหมือนจะมีเหตุผลจริงๆ เสียด้วย
เยว่ชวนกล่าวต่อ "รูปกายนั้นกำเนิดจากจิตใจ วิชาจำแลงร่างที่แท้จริง คือการบำเพ็ญจิต มิใช่ยึดติดกับรูปกายภายนอก"
"ท่านผู้อาวุโสเทพเจ้าที่ ข้าขอติดตามศึกษาเล่าเรียนกับท่านจะได้หรือไม่ขอรับ?"
เยว่ชวนไม่ได้ปฏิเสธ เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะเปิดรับสมัครลูกศิษย์และศาสนิกชนอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว จิ้งจอกตัวนี้มาได้จังหวะพอดี
"เจ้ามีชื่อแซ่หรือไม่?"
เดิมทีจิ้งจอกตั้งใจจะบอกแซ่ของตน แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของเผ่าจิ้งจอกชิงชิวในตอนนี้ มันก็รีบส่ายหน้าทันที
เยว่ชวนสังเกตเห็นความลังเลเพียงชั่วครู่ของจิ้งจอก แต่ก็ไม่ได้เปิดโปง เพียงแต่เอ่ยเรียบๆ ว่า "เจ้าเป็นจิ้งจอก (หูหลี) เช่นนั้นก็ใช้แซ่หูเถิด เจ้าเป็นจิ้งจอกตัวแรกที่กราบกรานฝากตัวเป็นศิษย์ข้า เช่นนั้นก็เรียกเจ้าว่า หูอี ก็แล้วกัน"
จิ้งจอกรีบกล่าวแทรก "เรียกข้าว่า หูเอ้อร์ ดีกว่าขอรับ!"
"หืม?"
"ข้ายังมีพี่หญิงอยู่อีกคนหนึ่ง นางเป็นพี่ใหญ่ในบ้าน ส่วนข้าเป็นคนที่สองขอรับ"
"ได้ เจ้าชื่อหูเอ้อร์ก็แล้วกัน ภายหน้าหากมีจิ้งจอกตัวอื่นมาฝากตัวเป็นศิษย์ข้าอีก ก็ให้ชื่อหูซาน หูซื่อ เรียงลำดับกันลงไปเรื่อยๆ"
หูเอ้อร์รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก "ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ"
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเข้าร่วมของหูเอ้อร์ เยว่ชวนจึงสั่งให้ตุ๋นไก่ป่าเพิ่มอีกสามตัว มากกว่าครั้งก่อนถึงสองตัว
ประการแรกคือมีปากท้องเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง ประการที่สองคือต้าหวงจำแลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว ร่างกายใหญ่โตขึ้น กระเพาะอาหารก็ย่อมต้องขยายใหญ่ตามไปด้วย
เมื่อมีประสบการณ์จากคราวก่อนแล้ว ไก่ตุ๋นในครั้งนี้จึงมีรสชาติอร่อยล้ำยิ่งกว่าเดิม
พอหูเอ้อร์ได้ลิ้มรสเนื้อไก่คำแรก ดวงตาก็เบิกโพลงเป็นประกาย ความอร่อยล้ำที่ยากจะพรรณนาด้วยคำพูดพุ่งกระแทกต่อมรับรส รสชาติอันหลากหลายแผ่ซ่านผ่านเพดานปากพุ่งตรงขึ้นสู่กระหม่อม
"ว้าว... ว้าว... อื้อหือ..."
หูเอ้อร์รู้สึกราวกับกระหม่อมของตนถูกเปิดออก ความเย็นวาบสายหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าสู่สมอง สติสัมปชัญญะแจ่มใสขึ้นมาในทันที ความคิดอ่านหลายอย่างก็ทะลุปรุโปร่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"มันอร่อยจนน่าเหลือเชื่อถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ข้ารู้สึกเหมือนกระดูกกระหม่อมเริ่มจะขยับเขยื้อนคลายตัวแล้วเลยล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เยว่ชวนก็แอบตะลึงอยู่ในใจ
ในน้ำซุปไก่มันก็มีใส่สมุนไพรบำรุงอย่างโสมป่าลงไปจริงๆ นั่นแหละ ทว่าสรรพคุณของมันอย่างมากก็แค่บำรุงเลือดลมเท่านั้น จะไปมีอานุภาพถึงขั้นทะลวงด่านพลังได้เชียวหรือ
อุปทานไปเอง อุปทานไปเองแน่ๆ!
ทว่าเยว่ชวนไม่ได้อธิบายความจริง แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับซับซ้อนว่า "มนุษย์มีคำกล่าวไว้ว่า: ปกครองแคว้นใหญ่ดั่งทอดปลาตัวเล็ก หากมองในมุมกลับกัน วิถีแห่งการกินดื่มย่อมสอดคล้องกับวิถีแห่งการปกครองบ้านเมือง การได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสมากมาย ก็ถือเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งเช่นกัน"
บรรดาเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกต่างพยักหน้าหงึกหงัก
ฟังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ขอแค่เชื่อก็พอแล้ว!
หูเอ้อร์คิดในใจ: พี่หญิงพูดถูก การติดตามท่านเทพเจ้าที่เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดจริงๆ
เมื่อทานอาหารเสร็จ เยว่ชวนก็เริ่มอบรมสั่งสอนเหล่าลูกศิษย์
เนื้อหาที่สอนนั้นกว้างขวางไร้ขอบเขต ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการแต่งกายและการกินอาหารของมนุษย์ บางครั้งก็สอดแทรกเทคนิคการเพาะปลูก และการทำเครื่องปั้นดินเผาลงไปด้วย
หูเอ้อร์พยายามจดจำทุกถ้อยคำอย่างสุดความสามารถ แล้วนำกลับไปเล่าให้พี่หญิงฟังอย่างละเอียดครบถ้วนทุกประการ
"พี่หญิง ความรู้ของท่านอาจารย์เทพเจ้าที่นั้นลึกล้ำกว้างขวางนัก โดยเฉพาะเรื่องการกินนั้นเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เนื้อไก่นั่นอร่อยเลิศล้ำจริงๆ"
"อ้อ ยังมีอีก ยังมีอีก เมล็ดถั่วที่พวกเรากินน่ะ ท่านอาจารย์เทพเจ้าที่บอกว่ามันคืออาหารรสเลิศของมนุษย์ สามารถนำไปแปรรูปเป็นของอร่อยได้เป็นร้อยๆ อย่างเลยนะ..."
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคำพูดของตน หูเอ้อร์ถึงกับโบกกรงเล็บไปมา แล้วตะโกนเสียงดังลั่น "มันอร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก!"
จิ้งจอกสามหางปรายตามองน้องชายอย่างเหยียดๆ "ถั่วนั้นทั้งแข็งทั้งรสชาติฝาดเฝื่อน กินเข้าไปเยอะๆ ก็ท้องอืดท้องเฟ้อ หากไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะตกถึงท้องแล้วจริงๆ ผู้ใดจะไปยอมกินของพรรค์นั้นกัน ยังจะมาบอกว่าอร่อยอีก ข้าไม่เชื่อหรอก!"
ตอนที่เผ่าจิ้งจอกชิงชิวหนีตายอพยพมานั้นฉุกละหุกยิ่งนัก จึงไม่ได้เตรียมเสบียงอันใดมาเลย ในมือมีเพียงเมล็ดถั่วเท่านั้น
ระหว่างทาง หากมีโอกาสล่าสัตว์ก็จะได้กินเนื้ออุ่นๆ บ้าง ทว่าหากล่าไม่ได้ หรือช่วงที่ถูกไล่ต้อนจนต้องหลบซ่อนตัวหนีหัวซุกหัวซุน ก็ทำได้เพียงกินถั่วประทังความหิวเท่านั้น
ตอนที่จิ้งจอกทั้งฝูงต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในโพรงถ้ำ ไม่กล้าโผล่หัวออกไปไหนเป็นสิบๆ วัน ก็ต้องกินถั่วประทังชีวิต
ในช่วงเวลาที่กระทั่งหายใจแรงๆ ยังไม่กล้านั้น เสียงผายลมกลับดังปุดปาด ปุดปาด ดังขึ้นลูกแล้วลูกเล่า บางครั้งก็มาเป็นชุดต่อเนื่อง
ภาพบรรยากาศและกลิ่นอายในตอนนั้น อย่าให้ต้องเอ่ยถึงเลย
พอหนีมาถึงที่นี่ เมล็ดถั่วก็ยังมีเหลืออยู่อีกมาก ทว่าพวกจิ้งจอกกลับส่ายหน้าดิก ยอมตายเสียดีกว่าจะให้กินมันเข้าไปอีก หูเอ้อร์จึงต้องนำมันออกไปแลกเปลี่ยนสิ่งของ
"พี่หญิง เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะเอาถั่วที่เหลือทั้งหมดไปมอบให้ท่านอาจารย์ ลองดูว่าจะแลกเปลี่ยนของอย่างอื่นกลับมาได้บ้างหรือไม่"
จิ้งจอกสามหางโบกกรงเล็บไล่ "เอาไปเลย เอาไปให้หมด ของพวกนั้นเห็นแล้วขัดนัยน์ตายิ่งนัก!"
"จริงสิพี่หญิง ข้าเกือบลืมบอกเรื่องสำคัญไปเลย"
"บอกเรื่องอันใดหรือ?"
"ท่านอาจารย์เทพเจ้าที่มีเคล็ดวิชาลับที่สามารถจำแลงร่างได้ด้วย ล้ำเลิศยิ่งกว่าวิชายืมศพจำแลงร่างของพวกเราเสียอีก ไม่มีจุดบกพร่องใดๆ เลย ซ้ำยังไม่มีกลิ่นอายปีศาจแม้แต่น้อย ข้ากล้าพูดเลยว่า ต่อให้เป็นวาจาสิทธิ์ของจักรพรรดิมนุษย์ก็ยังเทียบไม่ได้!"
จิ้งจอกสามหางแค่นเสียงเย้ยหยัน "ช่างกล้าคุยโตโอ้อวดเสียนี่กระไร! เจ้ารู้หรือไม่ว่าจักรพรรดิมนุษย์มีความหมายเช่นไร?"
ไม่ใช่ว่าจิ้งจอกสามหางจะมีอคติต่อท่านเทพเจ้าที่หรอกนะ ทว่าจักรพรรดิมนุษย์นั้นคือผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน สถานะของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
เมื่อหูเอ้อร์เห็นว่าพี่หญิงไม่เชื่อ ก็ร้อนรนขึ้นมาทันที "ที่ข้าพูดมาล้วนเป็นความจริงนะ! หากท่านไม่เชื่อ ก็ลองหาโอกาสไปดูด้วยตาตัวเองสิ เพียงแค่ชำเลืองมองแวบเดียว พี่หญิงก็จะประจักษ์แก่ใจ การจำแลงร่างของพวกเขาดูสมจริงยิ่งกว่าคนจริงๆ เสียอีก!"
"พูดอย่างกับว่า เจ้าเคยเห็นมนุษย์จริงๆ มานับไม่ถ้วนอย่างนั้นแหละ"
หูเอ้อร์ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปต่อไม่เป็น
พอลองทบทวนดูให้ดี ก็ยังไม่เคยเห็นมนุษย์เป็นๆ สักกี่คนจริงๆ นั่นแหละ
จิ้งจอกสามหางไม่อยากจะบั่นทอนกำลังใจน้องชายนัก จึงแสร้งทำเป็นหาวหวอดๆ แล้วกล่าวว่า "หากอยากจะให้ข้าเชื่อคำพูดของเจ้าล่ะก็ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะทำให้ข้าได้เห็นเมล็ดถั่วที่อร่อยยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียก่อน!"
"ได้เลย! พี่หญิงคอยดูเถิด!"
(จบแล้ว)