- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นเทพเจ้าที่สร้างอารยธรรมเซียน
- บทที่ 13 - ทายาทเผ่าจิ้งจอกชิงชิว
บทที่ 13 - ทายาทเผ่าจิ้งจอกชิงชิว
บทที่ 13 - ทายาทเผ่าจิ้งจอกชิงชิว
บทที่ 13 - ทายาทเผ่าจิ้งจอกชิงชิว
เวลานั้นเอง ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้าน ก็ปรากฏหัวคนผุดขึ้นมาทีละหัวๆ
มีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาว คนสูง คนเตี้ย
ผู้คนเหล่านี้แต่งกายแตกต่างกันไป ทว่ากลับมีท่าทีแปลกประหลาดเหมือนกันหมด
หญิงชราวัยแปดสิบเคลื่อนไหวปราดเปรียวกระโดดขึ้นไปบนกำแพงที่พังทลายไปครึ่งซีก กระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็มาถึงข้างกายจิ้งจอกสามหาง
เด็กซนวัยหกเจ็ดขวบวิ่งตะบึงด้วยสองมือสองเท้า เมื่อมาถึงข้างกายจิ้งจอกสามหาง ก็ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ แล้วใช้เท้าเกาหลังคอ
และยังมีอีกหลายคนที่ฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู ยืดจมูกดมฟุดฟิดไปตามพื้นดิน
เพียงชั่วพริบตา บริเวณนั้นก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนกว่ายี่สิบคน
จิ้งจอกสามหางแค่นเสียงฮึดฮัด แสงสีแดงจางๆ สายหนึ่งแผ่กระจายออกเป็นวงระลอกคลื่นโดยมีนางเป็นศูนย์กลาง
กลุ่มคนที่สัมผัสโดนแสงสีแดงต่างร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด จากนั้นบนร่างก็ระเบิดออกเป็นหมอกควันสีดำบ้าง สีขาวบ้าง
เมื่อหมอกควันจางหายไป ภาพหญิงชายคนแก่เด็กน้อยเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปสิ้น หลงเหลือเพียงฝูงจิ้งจอกขนแดงฝูงหนึ่งเท่านั้น
ทว่า บนหัวของจิ้งจอกเหล่านี้ล้วนมีกะโหลกศีรษะมนุษย์วางแปะอยู่ ภาพที่เห็นช่างดูน่าขนลุกและสยดสยองยิ่งนัก
"พี่หญิง เหตุใดท่านจึงต้องทำลายวิชาอาคมของข้าด้วยเล่า ข้าอุตส่าห์จำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ทั้งที"
"ใช่แล้ว ข้าใช้เวลาบำเพ็ญเพียรตั้งนานกว่าจะร่ายวิชาสำเร็จ พี่หญิงทำลายของข้าในพริบตาเดียวเลย"
"ร่างหญิงชราจากกะโหลกศีรษะนี้หน้าตาอัปลักษณ์เหลือเกิน ผู้ใดจะยอมแลกกับข้าบ้าง"
"ผู้ใดมีกะโหลกเด็กผู้หญิงน่ารักๆ บ้าง ข้าจะขอแลกด้วยกะโหลกสามหัวเลย"
จิ้งจอกสามหางทอดสายตามองดูบรรดาคนในเผ่าที่กำลังหยอกล้อหัวเราะร่า หางทั้งสามเส้นของนางชูชันตั้งตรง ประกายไฟจางๆ เต้นเร่าอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ที่ปลายหาง
"วิชามายายืมศพจำแลงร่างพรรค์นี้ มันก็แค่มีเปลือกนอกที่ดูเหมือนคน หากอยากจะจำแลงร่างจริงๆ ก็จงตั้งใจเพิ่มพูนพลังฝีมือเสีย! พวกเจ้าแต่ละคนไม่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร เอาแต่วุ่นวายกับลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ทั้งวัน ข้าผิดหวังในตัวพวกเจ้าจริงๆ!"
ฝูงจิ้งจอกน้อยต่างตื่นตระหนกตกใจทันที
"พี่หญิง พวกเราผิดไปแล้ว"
"พี่หญิง ข้าไม่กล้าอีกแล้ว"
จิ้งจอกสามหางเชิดหน้ามองฟ้า ไม่แยแสบรรดาน้องๆ อีก
"ห้าร้อยปีก่อน ชิงชิวถูกทวยเทพบนสวรรค์บุกทำลายล้าง เผ่าพันธุ์นับหมื่นถูกสังหารโหด ปีกลาย พวกเราก็ถูกสุนัขรับใช้ของทวยเทพไล่ล่าอีก ท่านบรรพชนยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเรา จนบาดเจ็บสาหัสและถูกตีกลับคืนร่างเดิม พวกเจ้าแต่ละตัวไม่คิดจะล้างแค้นแทนท่าน กลับเอาแต่หยอกล้อเล่นสนุก จะสู้หน้าบรรพชนรุ่นก่อนๆ ที่ยอมเสียสละชีวิตได้หรือ!"
จิ้งจอกน้อยทั้งหลายก้มหน้างุดแทบจะมุดลงไประหว่างหว่างขา บางตัวถึงกับส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมา
"ไปตั้งใจบำเพ็ญเพียรกันให้หมดทุกคน!"
ฝูงจิ้งจอกน้อยแตกฮือราวกับฝูงนก ทิ้งกะโหลกศีรษะกองโตไว้บนพื้น
จิ้งจอกสามหางเดินลงมาจากต้นไม้แห้ง ใช้กรงเล็บเขี่ยดูกะโหลกเหล่านั้นอย่างละเอียด
จิ้งจอกที่เพิ่งกลับมาจากการแลกเปลี่ยนสิ่งของ ล้วงถุงหนังสัตว์ออกมาจากโอ่งดิน แล้วนำกะโหลกศีรษะเหล่านั้นมาซ้อนกัน ยัดใส่ถุงทีละหัวๆ
"พี่หญิง ในหมู่บ้านนี้มีซากศพเกลื่อนกลาดไปหมด น้องๆ ก็ช่วยเก็บรวบรวมกระดูกของพวกเขา ฝังกลบให้สงบสุข ถือเป็นการทำกุศลอย่างหนึ่ง การหยิบยืมกระดูกมาใช้สักชิ้น ก็คงไม่ผิดอันใดหรอกกระมัง"
จิ้งจอกสามหางกล่าวว่า "ข้าไม่ได้บอกว่าพวกมันทำผิด ทว่าการลุ่มหลงในวิชามายายืมศพจำแลงร่าง จะทำให้พวกมันขาดความกระตือรือร้น ไม่เห็นความสำคัญของการจำแลงร่างที่แท้จริง ถึงอย่างไรวิชายืมศพจำแลงร่างก็เป็นเพียงวิชามายา มิใช่การจำแลงร่างอย่างแท้จริง"
พูดถึงตรงนี้ จิ้งจอกสามหางก็ทอดถอนใจ "หากพวกเรามียอดฝีมือที่จำแลงร่างได้สักหลายสิบคน ท่านบรรพชนก็คงไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพังจนต้องรับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ทว่าพวกเราก็ยังต้องยืมชื่อบารมีของท่านมาใช้..."
น้องชายรีบกล่าว "พี่หญิง ช่วงเวลานี้ข้าใช้ชื่อของท่านบรรพชนไปผูกมิตรกับกองกำลังรอบๆ ถึงพวกมันจะไม่เชื่อ ทว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ก็คงไม่กล้าผิดใจกับพวกเราแน่ รออีกสักสองสามปี พลังฝีมือของพวกเราเพิ่มพูนขึ้น ถึงไม่ยืมชื่อท่านบรรพชน พวกเราก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแล้ว"
จิ้งจอกสามหางกวาดตามองบ้านเรือนที่ผุพังรอบด้าน แล้วพยักหน้าช้าๆ
"เจ้าเองก็ต้องขยันบำเพ็ญเพียร ขอเพียงไม่ย่อท้อ วันข้างหน้าย่อมมีโอกาสจำแลงร่างเป็นแน่"
น้องชายพยักหน้ารับ "พี่หญิง การจำแลงร่างมีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวหรือขอรับ? ตอนเด็กๆ ข้าเคยฟังท่านบรรพชนเล่าว่า ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ล้ำเลิศกว่าการยืมศพจำแลงร่าง สามารถทำให้จำแลงร่างได้อย่างแท้จริงเลยนี่ขอรับ"
จิ้งจอกสามหางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "การบำเพ็ญเพียรตามปกติ คือต้องผ่านอสนีบาตสวรรค์ก่อน เมื่อสำเร็จแล้วจึงจะจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ ทว่าในตำนานเล่าขานกันว่า หากได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งจากจักรพรรดิมนุษย์ ก็จะสามารถจำแลงร่างได้ก่อนกำหนด เมื่อถึงเวลาค่อยเผชิญกับอสนีบาตสวรรค์ทีหลัง ทว่าหากทำเช่นนั้น อานุภาพของอสนีบาตสวรรค์ก็จะรุนแรงขึ้น และมีอันตรายมากขึ้นด้วย"
"พี่หญิง ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ขาดทุนนะขอรับ อย่างไรเสียการบำเพ็ญเพียรในร่างมนุษย์ย่อมรวดเร็วกว่า พลังฝีมือก็สูงส่งกว่า ทั้งยังมีวิธีรับมืออสนีบาตสวรรค์ได้มากกว่า หากคนในเผ่าของพวกเราสามารถจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้ก่อนกำหนด ก็จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านบรรพชนได้ด้วย"
จิ้งจอกสามหางยิ้มบางๆ "ย่อมไม่ขาดทุนอยู่แล้ว ทว่าปัญหาก็คือ วิธีการนี้จำเป็นต้องได้รับวาจาสิทธิ์จากจักรพรรดิมนุษย์ แต่จักรพรรดิมนุษย์สิ้นพระชนม์ไปถึงห้าร้อยปีแล้ว เรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับจักรพรรดิมนุษย์ล้วนถูกโอรสสวรรค์ราชวงศ์โจวลบเลือนไปจนสิ้น เส้นทางสายนี้ จึงถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีทางเดินไปได้ บำเพ็ญเพียรตามปกติต่อไปเถิด!"
"ที่พี่หญิงพูดมาก็ถูกขอรับ ต่อให้จักรพรรดิมนุษย์ยังมีชีวิตอยู่แล้วอย่างไรเล่า ปีศาจตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา ไม่มีทางได้พบหน้าจักรพรรดิมนุษย์ผู้กุมชะตาสรรพสิ่งบนโลกหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้รับการแต่งตั้งใดๆ เลย นี่เป็นทางลัด ทว่าพวกเราไม่มีวาสนาจะได้เดิน"
จิ้งจอกสามหางนึกถึงน้องๆ ของตน
ตั้งแต่เกิดมาก็ต้องระหกระเหินร่อนเร่ หลบๆ ซ่อนๆ มาตลอด ไม่เคยได้เรียนรู้มารยาทของมนุษย์อย่างจริงจังเลย
แม้จะมีวิชามายายืมศพจำแลงร่างที่สามารถจำแลงเป็นมนุษย์ได้ ทว่าพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวก็ยังคงเหมือนสัตว์ป่า ไม่มีเค้าโครงความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย
น่าเสียดายที่ตัวนางเองก็ไม่ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทมากนัก แม้อยากจะสอนก็จนใจ
จิ้งจอกสามหางจึงกำชับว่า "เพียงพอนเหลืองที่ศาลเทพเจ้าที่ รู้จักทำเครื่องปั้นดินเผา กินอาหารปรุงสุก และทำนา ล้วนเป็นการลอกเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น ย่อมต้องมีปณิธานแน่วแน่ที่จะจำแลงร่างอย่างแน่นอน เจ้าลองเข้าไปตีสนิทกับพวกมันให้มากหน่อย เรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์กลับมาบ้าง เรื่องแค่นี้คงไม่ต้องให้ข้าสอนหรอกนะ?"
"ได้ขอรับ พี่หญิงวางใจเถิด ข้าเข้าใจแล้ว"
จิ้งจอกสามหางเอ่ยต่อ "หากเรียนรู้มาได้บ้างก็ย่อมดี ทว่าหากเรียนไม่ได้ อย่างน้อยก็ถือเป็นการผูกมิตรสร้างบุญคุณต่อกัน พวกมันเป็นคนในพื้นที่ การผูกมิตรกับพวกมันย่อมส่งผลดีต่อการตั้งรกรากของพวกเราในดินแดนแห่งนี้"
ณ ศาลเทพเจ้าที่
ภรรยาของหวงเอ้อร์กำลังถักหมวกฟางภายใต้การชี้แนะของเยว่ชวน
ฝีมือการถักสานไม่ต้องพูดถึงความอัปลักษณ์เลย มันเละเทะจนดูไม่ได้เลยต่างหาก โดยเฉพาะรอยโหว่ตรงกลางหมวก ทำเอาเยว่ชวนแอบนึกสงสัยอยู่ในใจ: นี่มันไม่ใช่หมวกฟางรุ่นสั่งทำพิเศษสำหรับช่างเขียนโปรแกรมหรอกนะ
ต้าหวงรับหมวกมาสวมไว้บนหัวด้วยความดีใจ ใช้กรงเล็บทั้งสองข้างจับปีกหมวกขยับซ้ายขวาให้เข้าที่ จากนั้นก็สวมเสื้อกั๊กที่ทอจากใยเปลือกไม้ทับที่แขน และเอาผ้ากันเปื้อนที่ทำจากวัสดุเดียวกันมาพันไว้รอบเอว
พาดท่อนไม้ที่ขัดเกลาจนเรียบลื่นไว้บนบ่า ปลายไม้ห้อยเชือกฟางมัดหนึ่งเอาไว้
เมื่อเห็นการแต่งตัวเช่นนี้ เยว่ชวนก็หัวเราะร่วน "พรุ่งนี้ พวกเจ้าจงแต่งกายด้วยชุดนี้ ไปทำงานในไร่นาก็แล้วกัน"
ต้าหวงเดินวนไปมาหนึ่งรอบ จากนั้นก็พิงมุมกำแพงนั่งลง ถอดหมวกฟางออกมากระพือเป็นพัด
ก่อนหน้านี้ ศาลเทพเจ้าที่ยังพอมีพลังธูปเทียนอยู่บ้าง บนถนนหน้าศาลมักจะมีผู้คนสัญจรไปมา ต้าหวงเห็นจนชินตา ประกอบกับมีท่านเทพเจ้าที่คอยชี้แนะ การลอกเลียนแบบท่าทางของมนุษย์จึงแนบเนียนสมจริงยิ่งนัก
"ท่านอาจารย์ ท่านดูสิขอรับ ข้าเหมือนคนหรือไม่?"
เยว่ชวนหัวเราะร่า "เหมือน! เหมือน! เหมือน!"
เมื่อได้รับการยืนยันจากเยว่ชวน ต้าหวงก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เพียงพอนเหลืองตัวอื่นๆ ก็พลอยตื่นเต้นดีใจไปด้วย
ทว่าเวลานั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
เยว่ชวนรู้สึกได้ว่ายันต์ราชโองการในร่างสั่นสะเทือน รัศมีสีทองเจิดจ้าสาดส่องออกมาในพริบตา อาบย้อมศาลเทพเจ้าที่ทั้งหลังจนเรืองรองเหลืองอร่ามดั่งทองคำ
จากนั้น รัศมีสีทองก็ค่อยๆ รวมตัวกัน พุ่งเป้าไปที่ต้าหวงเพียงจุดเดียว
ต้าหวงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล เข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบ ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมกับก้มกราบกรานทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ
เมื่อโขกศีรษะครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น ร่างของต้าหวงก็สั่นกระตุกและพองขยายขึ้นท่ามกลางลำแสงนั้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้กินเวลาสิบกว่าลมหายใจ
แสงสว่างค่อยๆ หม่นแสงลง ร่างของต้าหวงก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคนอีกครั้ง
หวงเอ้อร์และหวงซานต่างร้องอุทานออกมาพร้อมกัน "นี่... เป็นไปได้อย่างไรกัน?"
ต้าหวงหายตัวไปแล้ว
ผู้ที่มาแทนที่ คือชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสัน ใบหน้าเหลี่ยมได้รูปคนหนึ่ง
เยว่ชวนหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ในหัวพลันนึกถึงนิทานพื้นบ้านที่เคยได้ฟังในชาติก่อนขึ้นมาทันที
"หรือว่า เมื่อครู่ข้าบังเอิญไปกระตุ้นการ 'ขอคำทักจำแลงร่าง' เข้าให้แล้ว?"
(จบแล้ว)