- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาสยบยอดเซียนด้วยมือเปล่า
- บทที่ 4 - ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
บทที่ 4 - ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
บทที่ 4 - ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
บทที่ 4 - ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ลืมบอกไป
ที่จริงเธอทำงานอยู่ในสหพันธ์โลกนั่นแหละ แต่เป็นงานในกองทัพของสหพันธ์ต่างหาก
ทว่า ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องพวกนั้นแล้ว
ตอนนี้ ซั่วหลีพกเงินก้อนโตที่เป็นหินวิญญาณระดับต่ำถึงสี่ร้อยสิบก้อนไว้กับตัว
เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะหอบหินวิญญาณพวกนี้แล้วชิ่งหนีไป แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงลองไปสืบเรื่อง "การประลองของสำนัก" นี้ดูสักหน่อย
แล้วเธอก็ถึงกับก้าวขาไม่ออก
ผู้ชนะเลิศ จะได้รับหินวิญญาณระดับต่ำถึงสามหมื่นก้อน และหินวิญญาณระดับกลางอีกสิบก้อน
และถึงแม้จะได้เพียงอันดับสอง ก็ยังมีหินวิญญาณเป็นรางวัลปลอบใจถึงหนึ่งหมื่นก้อน
"..."
เยอะ... เยอะขนาดนี้
ถ้าเธอเกษียณตัวเองลงไปอยู่โลกมนุษย์พร้อมหินวิญญาณมากมายมหาศาลขนาดนี้ล่ะก็——
ซั่วหลีเบียดตัวเข้าไปที่โต๊ะลงทะเบียนยาวเหยียด หลังโต๊ะมีศิษย์สายในสองคนนั่งอยู่ กำลังวุ่นวายจนหัวหมุน
บรรดาศิษย์ที่มาออกันอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนสวมชุดสีเขียวของศิษย์สายใน คนที่สวมชุดศิษย์สายนอก(ที่แถมยังซักจนซีด) แบบเธอนั้น เพิ่งจะมีมาให้เห็นเป็นคนแรก
"สวัสดี ข้ามาสมัคร"
ศิษย์ที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนเอ่ยถามตามหน้าที่
"ชื่อ ระดับพลังยุทธ์"
"ซั่วหลี ระดับพลัง... อืม... น่าจะอยู่ประมาณ... สามารถเอาชนะคนได้กระมัง?"
ปลายพู่กันในมือของศิษย์ผู้ลงทะเบียนชะงักงัน เขาเงยหน้าขึ้น
"โปรดระบุระดับพลังที่แน่ชัดของเจ้าให้ชัดเจนด้วย"
ซั่วหลีตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เธอสัมผัสไม่ได้แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าปราณวิญญาณ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับพลังของตัวเองเลย
"...ข้าไม่รู้ ให้ท่านช่วยวัดให้หน่อยได้หรือไม่?"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป ก็เรียกเสียงหัวเราะกลั้นขำจากฝูงชนที่ต่อแถวอยู่รอบๆ ได้ทันที
กระทั่งระดับพลังของตัวเองยังไม่รู้ แต่จะมาลงสมัครการประลองของสำนักเนี่ยนะ?
ศิษย์ที่รับผิดชอบการลงทะเบียนเห็นได้ชัดว่าเริ่มหมดความอดทนแล้ว เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ย "ข้าช่วยเจ้าวัดหรือ? เป็นไปได้อย่างไรที่เจ้าจะไม่รู้กระทั่งระดับพลังของตัวเอง หากไม่รู้ระดับพลังของตัวเอง ก็ไม่อาจลงสมัครได้"
"อ้อ เช่นนั้นหรือ"
บนใบหน้าของซั่วหลีไม่ปรากฏร่องรอยความเคอะเขินเลยแม้แต่น้อย
เธอคล้ายกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แล้วกระซิบถามเสียงเบา
"เช่นนั้นข้าขอถามหน่อย หลังจากเริ่มการประลองแล้ว ข้าขอยอมแพ้เลยได้หรือไม่? มีรางวัลประเภท 'รางวัลปลอบใจ' อะไรทำนองนี้ให้บ้างไหม?"
ใบหน้าของศิษย์ผู้ลงทะเบียนดำทะมึนลงจนถึงขีดสุด
"ไม่มี การประลองของสำนัก เป็นตายล้วนต้องรับผิดชอบตนเอง!"
"ตกลงเจ้าจะสมัครหรือไม่สมัคร? หากไม่สมัครก็หลีกทางไป อย่ามาทำให้คนข้างหลังต้องเสียเวลา!"
"สมัครสิ ข้าย่อมสมัครอยู่แล้ว"
ซั่วหลีตบหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ส่งป้ายประจำตัวของตนเองไปให้ด้วย
"นี่ ลงทะเบียนให้ข้าที"
"ส่วนเรื่องระดับพลัง... ท่านก็เขียนมั่วๆ ไปว่า 'ลึกล้ำสุดหยั่งคาด' ก็แล้วกัน"
"..."
ศิษย์ผู้นั้นสูดลมหายใจเข้าลึก
เขายื่นมือออกไป คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของซั่วหลี ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เขียนตัวอักษรลงบนม้วนเอกสารตรงหน้าไปสองสามคำ
【ซั่วหลี——ระดับรวบรวมปราณขั้นกลาง】
เอ๊ะ?
"แค่ระดับรวบรวมปราณขั้นกลางเองหรือ?" ซั่วหลีพึมพำด้วยความไม่พอใจ "ข้ายังนึกว่าตัวเองจะลึกล้ำสุดหยั่งคาดเสียอีก"
ศิษย์ผู้ลงทะเบียนทำท่าราวกับเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ผลาญพลังใจไปมหาศาล เขาโยนป้ายประจำตัวกลับคืนมาให้เธอ จากนั้นก็รีบก้มหน้าลง ไม่ต้องการจะเสวนาใดๆ กับเจ้าคนพิลึกผู้นี้อีก
ทางด้านเธอก็เก็บป้ายกลับมาด้วยความพึงพอใจ
เพิ่งเดินพ้นจากจุดลงทะเบียน ซั่วหลีก็ขยับจัดตำแหน่งดาบยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังเล็กน้อย เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
อย่างไรเสีย ตัวเธอในตอนนี้ก็ยังมีหินวิญญาณเหลืออยู่อีกตั้งสามร้อยสิบก้อน ระวังตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็มุ่งหน้าไปที่หอจัดการงานของศิษย์สายนอกอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน ล้วงหินวิญญาณสองร้อยก้อนออกมาจากถุง แล้วตบลงบนโต๊ะอย่างเด็ดขาด
เนี่ยอวี่หลีเงยหน้าขึ้น——
"เอาโอสถปี้กู่มาให้ข้าร้อยเม็ด!"
หินวิญญาณระดับต่ำสองร้อยก้อน กองรวมกันเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ อยู่บนเคาน์เตอร์ เปล่งประกายแสงนวลตา
เขามองดูซั่วหลี บนใบหน้าของอีกฝ่ายประดับไว้ด้วยสีหน้าของความชอบธรรม
ราวกับว่าสิ่งที่เธอเรียกร้องนั้นไม่ใช่คำขออันพิลึกพิลั่นเกินจะรับไหว แต่เป็นเพียงการขอซื้อผักกาดขาวสักหัวเท่านั้น
"เจ้าต้องการโอสถปี้กู่หนึ่งร้อยเม็ด?" น้ำเสียงของเนี่ยอวี่หลียังคงราบเรียบ แต่น้ำเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจของเขา บ่งบอกว่าเขากำลังสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือไม่
"ใช่แล้ว" ซั่วหลีพยักหน้า ยื่นนิ้วไปชี้ที่กองหินวิญญาณ
"หินวิญญาณสองร้อยก้อน ตกเม็ดละสองก้อน ก็ได้หนึ่งร้อยเม็ดพอดี ทำไมหรือ? หรือว่าคลังของหอจัดการงานมีของไม่พอ?"
เนี่ยอวี่หลีเงียบไป
คลังของหอจัดการงานย่อมมีเพียงพออยู่แล้ว
ในฐานะสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า อย่าว่าแต่โอสถปี้กู่หนึ่งร้อยเม็ดเลย ต่อให้เป็นหมื่นเม็ด สำนักชิงอวิ๋นก็หามาให้ได้
ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คลังสินค้า แต่มันอยู่ที่พฤติกรรมการซื้อในครั้งนี้นี่แหละ
โอสถปี้กู่มีไว้สำหรับให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำใช้เวลาเก็บตัวฝึกตนเป็นเวลานาน หรือเวลาออกเดินทางไกล จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินของปุถุชน กินเพียงหนึ่งเม็ดก็สามารถหล่อเลี้ยงการทำงานของร่างกายไปได้หลายวัน หรืออาจจะถึงสิบกว่าวันเลยทีเดียว
ศิษย์ทั่วไป ซื้อทีละสามถึงห้าเม็ดก็ถือว่ามากสุดขีดแล้ว มักจะใช้เตรียมตัวสำหรับภารกิจระยะยาว
แต่แบบซั่วหลี ที่ซื้อทีเดียวเป็นหลักร้อยแบบนี้ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
...แล้วอีกอย่าง นางไปเอาหินวิญญาณมาจากไหน?
ก่อนหน้านี้เพิ่งจะมาขอแปะโป้งเขาไปยี่สิบก้อนไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นเนี่ยอวี่หลีไม่พูดอะไร ซั่วหลีก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"...หนี้ยี่สิบหินวิญญาณนั่น คราวหน้าข้าคืนให้แน่นอน ตอนนี้ท่านช่วยแลกของให้ข้าก่อนเถอะ"
"เรื่องหนี้สิน เอาไว้หารือกันทีหลัง" น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น ฟังไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ
"เจ้าแน่ใจนะ ว่าจะนำหินวิญญาณสองร้อยก้อนนี้ ไปแลกเป็นโอสถปี้กู่ทั้งหมด?"
"แน่นอน!" พอได้ยินว่าไม่ได้ทวงหนี้ ใครบางคนก็รีบยืดอกขึ้นมาทันที
ในท้ายที่สุด เนี่ยอวี่หลีก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาหันหลังเดินเข้าไปทางตู้ยาในห้องด้านใน
กฎของหอจัดการงานก็เป็นเช่นนี้ ขอเพียงมีหินวิญญาณเพียงพอ การซื้อขายก็สามารถเกิดขึ้นได้
ส่วนจุดประสงค์ในการนำไปใช้งานของอีกฝ่ายนั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเขา
ไม่นานนัก เขาก็หิ้วถุงผ้าตุงๆ ใบหนึ่งเดินออกมา แล้ววางลงบนเคาน์เตอร์
ถุงผ้าใบนั้นใหญ่กว่าถุงเงินที่ซั่วหลีใช้ใส่หินวิญญาณก่อนหน้านี้หลายเท่านัก
"หนึ่งร้อยเม็ด โอสถปี้กู่ระดับต่ำ เจ้าลองตรวจดู"
ซั่วหลีแก้ปากถุงอย่างไม่เกรงใจ ชะโงกหน้าเข้าไปมองข้างใน แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อตรวจนับเสร็จ เธอก็เอ่ยปาก
"จริงสิ ที่นี่มีแหวนมิติขายบ้างไหม? ถุงใบใหญ่ขนาดนี้ ข้าพกพาไม่สะดวกเลย"
เนี่ยอวี่หลีเอ่ย
"หนึ่งร้อยหินวิญญาณ"
"..."
"ลดให้หน่อยได้หรือไม่?"
สายตาของเนี่ยอวี่หลีจับจ้องไปที่ใบหน้าของซั่วหลี ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึก "ปวดใจ" และ "ปรารถนา" อย่างชัดเจน
"ของทุกชิ้นในหอจัดการงาน ล้วนติดป้ายบอกราคาชัดเจน ไม่มีการต่อรองราคาทั้งสิ้น"
ซั่วหลียังไม่ยอมแพ้ เธอขยับเข้าไปใกล้ กดเสียงให้ต่ำลง พยายามจะกระตุ้นความเห็นอกเห็นใจของอีกฝ่าย
"ศิษย์พี่เนี่ย ท่านดูข้าสิ ศิษย์สายนอกตัวเล็กๆ ไร้ที่พึ่งพิง กว่าจะเก็บหอมรอมริบสมบัติพวกนี้มาได้ ท่านก็ควรจะให้ราคามิตรภาพระหว่างศิษย์ร่วมสำนักกับข้าสักหน่อยไม่ใช่หรือ?"
"เก้าสิบ? แปดสิบก็ยังดีนะ!"
เธอแสดงสีหน้าท่าทางได้อย่างสมจริง ราวกับว่าวินาทีถัดไปจะใจสลายแตกสลายเพียงเพราะส่วนต่างแค่สิบหินวิญญาณนี้เสียให้ได้
"กฎก็คือกฎ" คำตอบของเนี่ยอวี่หลียังคงไม่มีวี่แววจะผ่อนปรนแต่อย่างใด
สายตาของเขากลับไปจดจ่ออยู่บนม้วนเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง ราวกับว่าบทสนทนาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
...คนผู้นี้ มิน่าเล่าถึงได้แย่งชิงความสนใจสู้อีกหลายๆ คนที่เป็นพระเอกไม่ได้
ซั่วหลีแอบโจมตีเขาอยู่ในใจ
"เอาเถอะๆ หนึ่งร้อยก็หนึ่งร้อย"
เธอจำใจนับหินวิญญาณออกมาหนึ่งร้อยก้อนจากถุงที่ซุกไว้ในอกอย่างสุดแสนจะอาลัยอาวรณ์ ดันมันไปบนเคาน์เตอร์อย่างระมัดระวัง สายตาของเธอดาวกับกำลังเชือดเนื้อของตัวเองอยู่ก็ไม่ปาน
"ขออันที่ความจุเยอะที่สุดให้ข้าที"
เนี่ยอวี่หลีหยิบกล่องใบเล็กออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ แล้วเปิดออก
ภายในกล่องมีแหวนเหล็กรูปทรงโบราณวงหนึ่งวางนอนนิ่งสงบอยู่ มันคือแหวนมิติระดับต่ำที่ธรรมดาที่สุดเท่าที่จะหาได้
เขาดันกล่องไปตรงหน้าซั่วหลี
"นี่คือแหวนมิติระดับต่ำที่มีความจุมากที่สุดในหอจัดการงาน รัศมีหนึ่งจั้ง สามารถควบคุมได้ด้วยสัมผัสเทวะ"
ซั่วหลีหยิบแหวนเหล็กวงนั้นขึ้นมา ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านปลายนิ้ว
เธอพลิกดูไปมา ลองหยั่งน้ำหนักดู แล้วก็เบ้ปาก
อีแค่ห่วงเหล็กเล็กๆ แค่นี้ กลับขายตั้งหนึ่งร้อยหินวิญญาณ ปล้นกันชัดๆ
แต่พอคิดว่ามันสามารถใช้เก็บถุงโอสถปี้กู่ใบเบ้อเริ่มกับหินวิญญาณที่เหลือซ่อนไว้ได้ เธอก็กัดฟันยอมจ่ายหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนนั้นไป
เมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้น ซั่วหลีก็แทบรอไม่ไหวที่จะลองใช้ "ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูง" ที่เพิ่งได้มาใหม่นี้
เธอสวมแหวนลงบนนิ้วชี้ ขนาดพอดีเป๊ะ
จากนั้น ซั่วหลีก็แก้ปากถุงผ้าที่เต็มไปด้วยโอสถปี้กู่ กอบยาขึ้นมาหนึ่งกำมือ แล้วเอาไปจ่อที่นิ้วที่สวมแหวน
ท่าทางของเธอเป็นธรรมชาติมาก ความตั้งใจก็ชัดเจนมาก——จะยัดโอสถเข้าไปในแหวน
ภายในหอจัดการงานตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาดใจไปชั่วขณะ
กระทั่งสายตาของเนี่ยอวี่หลีที่เอาแต่จดจ่ออยู่กับม้วนเอกสารมาโดยตลอด ยังต้องเงยขึ้นมาเล็กน้อยเพราะการกระทำอันพิลึกพิลั่นนี้
เขามองดูซั่วหลีที่กำลังพยายามอย่างเอาจริงเอาจังในการยัดโอสถที่เป็นก้อนๆ เข้าไปในห่วงเหล็กเล็กๆ วงนั้น นัยน์ตาสีอำพันฉายแววฉงนสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
ซั่วหลีลองพยายามอยู่สองสามครั้ง ก็พบว่าโอสถไม่สามารถทะลุผ่านวงแหวนเหล็กแข็งๆ นั้นไปได้เลย เธอขมวดคิ้ว เปลี่ยนมุม แล้วลองใหม่อีกครั้ง
"แปลกจัง เจ้านี่มันใช้ยังไงกันแน่?"
เธอพึมพำเสียงเบา ถอดแหวนออกมาส่องกับแสงสว่าง อยากจะดูว่าข้างในนั้นมีสวิตช์หรือช่องลับอะไรซ่อนอยู่หรือไม่
คนรอบข้างจะมองอะไรนักหนา? อิจฉาโอสถปี้กู่หนึ่งร้อยเม็ดของข้าล่ะสิ?
ท้ายที่สุด ในตอนที่ซั่วหลีกำลังเตรียมจะเอาฟันกัดแหวนดู ว่ามันทำมาจากวัสดุพิเศษอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความรู้สึกจนปัญญา ก็ดังมาจากหลังเคาน์เตอร์
"ใช้สัมผัสเทวะไปแตะ..." เนี่ยอวี่หลีทนดูต่อไปไม่ไหวจริงๆ
"สัมผัสเทวะ?" ซั่วหลีเงยหน้าขึ้น สีหน้างุนงง "มันใช้ยังไงล่ะ?"
เนี่ยอวี่หลี "..."
อีกฝ่ายเป็นเพียงศิษย์สายนอกที่โง่เขลาเบาปัญญา ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เขาย่อมมีหน้าที่ต้องสั่งสอน
ถึงแม้ศิษย์คนนี้จะ... โง่เขลาในระดับที่หลุดพ้นจากมาตรฐานของโลกมนุษย์ไปแล้วก็ตาม
"หลับตาลง รวมสมาธิและสงบจิตใจ สัมผัสถึงพลังที่อยู่ภายในจุดจู่เฉี้ยวกลางหน้าผากของเจ้า จากนั้นก็แผ่พลังสายนั้นออกไป ราวกับหนวดที่ยื่นออกไปปกคลุมสิ่งของที่เจ้าต้องการจะเก็บเอาไว้"
คำอธิบายของเขาสั้นกระชับ หรืออาจจะเรียกว่าแข็งทื่อเลยด้วยซ้ำ
นี่คือพื้นฐานในหมู่ของพื้นฐานที่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนจะได้เรียนรู้ในวันแรกที่เข้าสำนัก เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาต้องมาอธิบายเรื่องนี้ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมปราณขั้นกลางฟัง
มันเหมือนกับการต้องสอนคนอื่นให้รู้จักวิธีหายใจอย่างไรอย่างนั้น
ซั่วหลีหลับตาลงอย่างครึ่งผีครึ่งคน
จุดจู่เฉี้ยวกลางหน้าผาก? พลัง? หนวด?
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย
เหมือนกับการใช้พลังจิตควบคุมสมองกลแสงอย่างนั้นหรือ?
วินาทีต่อมา พลังจิตอันมหาศาลก็กวาดผ่านร่างของเธอไป
ถุงผ้าใบใหญ่บนโต๊ะ พร้อมกับโอสถปี้กู่ทั้งร้อยเม็ดที่อยู่ข้างใน หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
จากนั้น ถุงโอสถปี้กู่ก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะดัง "ป้าบ" อีกครั้ง
แล้วก็หายไป
แล้วก็โผล่มาอีก
ถุงโอสถปี้กู่กระโดดสลับไปมาระหว่างโต๊ะกับแหวนมิติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายเหลือทิ้งไว้เพียงภาพติดตาเป็นสายยาว
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ก็สะดวกดีเหมือนกันนะ"
เธอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ในที่สุดก็หยุดการกระทำดังกล่าว เก็บโอสถปี้กู่เข้าไปในแหวนอย่างมั่นคง
เธอลองเก็บหินวิญญาณที่เหลือและดาบยาวเล่มนั้นเข้าไปด้วย ทุกอย่างช่างง่ายดายเหลือเกิน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ซั่วหลีก็เพิ่งนึกถึงคลังสมบัติน้อยๆ ของตัวเองขึ้นมาได้——เหลือหินวิญญาณแค่สิบก้อนเอง
เธอกลับไปเกาะเคาน์เตอร์อีกครั้ง เคาะโต๊ะเบาๆ เนี่ยอวี่หลีจึงวางม้วนเอกสารลงอีกหน
"ศิษย์พี่เนี่ย ข้าขอเชื่อหินวิญญาณอีกสิบก้อนสิ"
(จบแล้ว)