- หน้าแรก
- ลอร์ดทำฟาร์ม สร้างอาณาจักรด้วยพลังเวทมนตร์
- บทที่ 9: แส้ทัณฑ์
บทที่ 9: แส้ทัณฑ์
บทที่ 9: แส้ทัณฑ์
ภายในกระโจมทหารอีกหลังหนึ่ง
"ใต้เท้า แย่แล้วขอรับ! พวกทาสก่อจลาจลขึ้นอีกแล้ว ท่านรีบไปดูเถิด..."
เดิมที บ็อบ เบเกอร์ ตั้งใจจะนอนตื่นสายเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าไอ้เวรจอร์จนั่นคงจะสรรหาวิธีพิเรนทร์ๆ มาเล่นสนุกอีกเป็นแน่ ถึงได้ทำให้พวกทาสส่งเสียงร้องระงมราวกับฝูงสัตว์แตกตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้
เดือดร้อนถึงเขาที่ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลอย่างเป็นทางการ ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างให้
อันที่จริง เขาแค่อยากจะใช้ชีวิตเป็นชายรูปงามที่อยู่อย่างสงบสุขไปวันๆ แต่เบื้องบนกลับดันทุรังส่งผู้คุมขันทีวิปริตมาประจำการที่นี่เสียได้
เวลาผ่านไปเพียงสองเดือน ชายผู้นั้นก็ก่อเรื่องวุ่นวายแทบจะทุกวี่ทุกวัน จนบ็อบรู้สึกว่าช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ น้ำหนักของเขาลดลงไปอีกแล้ว
แต่อย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็เป็นถึงทูตพิเศษจากหอคอยจอมเวท ซ้ำยังมีพลังระดับจอมเวทสองดาวมาตรฐาน หากนำมาเปรียบเทียบกับอัศวินปราณรบอย่างบ็อบแล้ว ย่อมไม่อาจต่อกรกันได้เลยแม้แต่น้อย
"ไอ้บัดซบเอ๊ย ขยันหาเรื่องมาให้ข้าปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน"
บ็อบตบเตียงด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะลากร่างอันอ้วนฉุและเทอะทะของตนออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นกลุ่มอมนุษย์เผ่าหนูกำลังกรีดร้องและก่อความวุ่นวาย ประกอบกับได้ยินสาเหตุจากปากลูกน้อง เขาก็แทบจะควันออกหูด้วยความโมโห
เอ้อร์ซิวคือสุนัขดมกลิ่นแร่และไม้กายสิทธิ์นำทางแห่งเหมืองแห่งนี้ ทว่าไอ้โง่จอร์จกลับพยายามจะวางยาพิษเขา และเมื่อไม่สำเร็จก็หันมาใช้กำลังหมายจะเอาชีวิต นี่มันหยามเกียรติผู้ดูแลอย่างเป็นทางการอย่างบ็อบชัดๆ
"บ้าเอ๊ย! ไอ้สารเลวเอ๊ย!"
เนื้อตรงเหนียงของบ็อบสั่นกระเพื่อมขณะที่เขาชูดาบอัศวินขึ้นสูงและตะคอกใส่ฝูงชน "ฟังให้ดีนะ พวกสวะ! เดี๋ยวนี้ ทันที หยิบเครื่องมือของพวกแกขึ้นมา แล้วไสหัวลงไปขุดหินในหลุมซะ! หากใครกล้าปริปากบ่นอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะบั่นคอให้หมด!"
โฮก! กรร! ว้าก!
"ไปลงนรกซะเถอะ ไอ้ผู้ดูแลเฮงซวย! ปล่อยเอ้อร์ซิวมา แล้วพวกเราจะกลับไปทำงาน! ปล่อยเอ้อร์ซิว!"
"ปล่อยเอ้อร์ซิว!"
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
"เฆี่ยนมัน! เฆี่ยนมันให้หนัก! เฆี่ยนมันให้ตาย..."
...
บนเส้นทางอันรกร้างแถบชานเมืองทางตอนเหนือ
เสียงกีบเท้าม้าควบกุบกับ
เหลยหมิงควบม้ามุ่งหน้าไปยังเขตเหมืองแร่ทางเหนือตามความทรงจำ
ยิ่งเข้าใกล้ทางเข้าหุบเขาสนธยาบริเวณชานเมืองทางเหนือมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงขึ้นเท่านั้น
ความรู้สึกสังหรณ์ใจอันเลวร้ายนี้เกาะกุมจิตใจเขามาตลอดนับตั้งแต่ก้าวพ้นเขตแดนคุ้มครองของเมืองหลวง หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับเอ้อร์ซิวจริงๆ?
ย่าห์! ย่าห์!
แสงแดดส่องลอดผ่านเมฆครึ้ม สายลมพัดหวีดหวิวเข้าไปในหุบเขาพร้อมกับเสียงสะท้อนที่ดังแว่วมาอย่างโหยหวน ในที่สุดเหลยหมิงก็มองเห็นค่ายทหารอยู่ลิบๆ
ทว่าภาพเหตุการณ์ภายในค่ายกลับทำให้เขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและโกรธแค้น
กลุ่มทหารติดอาวุธครบมือถูกแบ่งออกเป็นสองกอง กองหนึ่งใช้หอกและโล่ต้อนกลุ่มทาสที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งให้จนมุม ในขณะที่อีกกองกำลังใช้แส้หนังกระหน่ำเฆี่ยนตีพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน
แม้จะมองจากระยะไกล ก็ยังสัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นและโทสะที่ระเหยออกมาจากบาดแผลเหวอะหวะ
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
กุบกับ! กุบกับ! กุบกับ!
ในขณะที่บ็อบกำลังสั่งการให้เฆี่ยนตีอย่างเอาเป็นเอาตาย เหลยหมิงก็แผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด และควบม้าพุ่งทะยานเข้าไปในค่าย
เหล่าทหารที่สมควรจะตั้งแถวสกัดกั้น เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ราชสีห์น้ำเงินแห่งราชวงศ์ที่ปักอยู่บนอกขวาของชายหนุ่มเรือนผมสีดำนัยน์ตาสีทองผู้นำขบวน รวมถึงกองทหารม้าที่ตามติดมาเบื้องหลัง พวกเขาก็รีบหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณ
ท่ามกลางฝุ่นตลบ เหลยหมิงมาถึงตัวบ็อบ เขากระตุกแผงคอม้า อสูรเพลิงก็ยกขาหน้าขึ้นชูชันพร้อมกับส่งเสียงร้องคำรามอย่างดุร้าย
"ทุกคน หยุดมือ!"
เพียงปราดตามอง เหลยหมิงก็เห็นมารดาของเอ้อร์ซิวคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกลุ่มทาสที่ถูกเฆี่ยนตี รวมไปถึงครอบครัวของหกราชองครักษ์คนสนิทที่เขาคุ้นเคยในความทรงจำ
ในยามนี้ พวกเขาทั้งหมดถูกล่ามโซ่ตรวน ร่างกายห่อหุ้มด้วยกระสอบป่านซอมซ่อ ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวและรอยแส้ที่ลึกตื้นต่างกันไป บ้างก็ตกสะเก็ด บ้างก็ยังมีเลือดซึมไหลออกมา ทั้งบนใบหน้าและตามเรือนร่าง
เดิมทีเขาตั้งใจจะกระโดดลงจากหลังม้าเพื่อเข้าไปประคองมารดาของเอ้อร์ซิว ทว่าเมื่อได้สบตากับผู้คนเหล่านี้ เขากลับต้องชะงักฝีเท้า
ไม่ใช่ว่าเขาไร้หัวใจ แต่เป็นเพราะนอกจากประกายแห่งความหวังอันริบหรี่ในดวงตาของมารดาเอ้อร์ซิวแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีแต่แววตาที่ด้านชา หวาดกลัว และเคลือบแคลงสงสัย... บางคนถึงกับซ่อนเร้นความเคียดแค้นชิงชังฝังลึกเอาไว้ในแววตา
คนเหล่านี้ได้สูญเสียความเชื่อใจในตัวเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว
เหลยหมิงข่มเพลิงโทสะเอาไว้ บังคับม้าเดินวนรอบชายร่างอ้วนผู้เป็นหัวหน้าอย่างชัดเจน เขาจ้องมองลงมาพลางเอ่ยถาม "เจ้าคือผู้ดูแลที่นี่งั้นรึ? บอกชื่อ บรรดาศักดิ์ และตำแหน่งของเจ้ามา แล้วจงอธิบายมาว่าที่นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น"
"เอ่อ..."
บ็อบมีท่าทีงุนงงเล็กน้อย เขาถูกกลิ่นอายอันห้าวหาญดุดันของชายหนุ่มข่มขวัญจนทำอะไรไม่ถูก
จากสีผม สีตา และตราสัญลักษณ์ราชวงศ์บนตัวอีกฝ่าย เขาก็พอจะเดาออกคร่าวๆ ว่าเป็นใคร แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก
"ไวเคานต์เบเกอร์ ท่านมัวเหม่ออะไรอยู่? องค์ชายสามทรงรับสั่งถามท่านอยู่นะ"
"องค์ชายสาม?!"
ในขณะเดียวกัน กองกำลังของซาล เกต ที่ตามมาเบื้องหลังก็มาถึง เมื่อเห็นบ็อบยืนเซ่อ ซาล เกต ก็อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาเตือนสติสหายร่วมรบเก่า
"โอ้~~ ที่แท้ก็องค์ชายสาม..."
บ็อบลากเสียงยาวอย่างมีความหมาย ท่าทีที่เคยตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงในทันที
สถานการณ์ของเหลยหมิงไม่ใช่ความลับอะไร
ไร้ซึ่งพลัง ไร้ซึ่งอำนาจ... เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น เมื่อดูจากท่าทีเฉยชาของสหายเก่าอย่างซาล เกต และคนอื่นๆ ทุกอย่างก็กระจ่างชัด
"องค์ชายสามที่เคารพ กระหม่อม บ็อบ เบเกอร์ ขอถวายบังคมพะยะค่ะ! ท่านลุงของกระหม่อมคือเคานต์เบอร์นาร์ด เบเกอร์ เมื่อสามปีก่อนในงานเลี้ยงขององค์ชายใหญ่ กระหม่อมเคยได้รับเกียรติให้เข้าเฝ้าพระองค์ครั้งหนึ่ง"
'คนขององค์ชายใหญ่!'
ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของบ็อบ ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหลยหมิงไปได้
ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่ เป้าหมายของเขาในวันนี้คือการพาตัวเอ้อร์ซิวและทั้งหกครอบครัวกลับไป
"ไวเคานต์เบเกอร์"
เหลยหมิงพยักหน้าอย่างเย็นชา "เมื่อวานนี้ องค์เหนือหัวได้มีพระราชโองการให้ข้าเดินทางไปประจำการที่ดินแดนทางเหนือ ที่ข้ามาที่นี่ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นใด เพียงแค่ต้องการจะมารับครอบครัวราชองครักษ์ทั้งหกของข้าเดินทางไปด้วยกัน"
"หา?"
บ็อบไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาเหลือบมองไปทางซาล เกต เมื่อรู้ว่าเหลยหมิงไม่ได้โป้ปด เรื่องนี้ก็ชักจะจัดการยากเสียแล้ว
เขาหัวเราะแห้งๆ "องค์ชาย พระองค์คงเข้าพระทัยผิดแล้วล่ะพะยะค่ะ นอกจากเหล่าทหารแล้ว ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นทาสหรืออาชญากรทั้งสิ้น ครอบครัวของราชองครักษ์ของพระองค์จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? พระองค์คงกำลังล้อกระหม่อมเล่นอยู่กระมัง? หึๆๆ"
"บังอาจ!"
สีหน้าของเหลยหมิงแปรเปลี่ยนไปในทันที เขาชี้แส้ม้าไปข้างหน้าพลางตวาดลั่น "เจ้าคิดว่าข้าตาบอดหรืออย่างไร? พระราชโองการขององค์เหนือหัวเป็นเรื่องล้อเล่นสำหรับเจ้าหรือ? ข้าได้ส่งมอบคำสั่งเรียกพลแล้ว หากเจ้าขัดขืน เจ้าจะต้องถูกแขวนคอ"
พูดจบ เขาก็บีบสีข้างม้า หมายจะบุกฝ่าเข้าไปช่วยคนเหล่านั้นโดยตรง
"องค์ชาย ช้าก่อน!"
บ็อบสะดุ้งโหยง รีบคว้าบังเหียนอสูรเพลิงไว้โดยสัญชาตญาณ
การถูกโยนข้อหาร้ายแรงใส่หน้าอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำเอาเขาถึงกับปวดขมับ แต่เรื่องนี้มันจัดการยากจริงๆ...
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดน้ำเสียงของเขาก็อ่อนลงเล็กน้อย "องค์ชาย กระหม่อมไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ ราชองครักษ์ทั้งหกของพระองค์... อะแฮ่ม หมายถึงผู้ที่ถูกหอคอยจอมเวทตัดสินโทษเหล่านั้น ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของจอมเวทจอร์จ แองเจิล พะยะค่ะ พวกเขาไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของกระหม่อม"
"หมายความว่าอย่างไร?"
เหลยหมิงก้มมองบ็อบ ผู้ซึ่งพยักพเยิดหน้าไปทางกระโจมหลังที่ใหญ่ที่สุดซึ่งอยู่ห่างออกไป พร้อมกับยักไหล่อย่างจนใจ
ในชั่วพริบตา เหลยหมิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขาอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหยัน "ไวเคานต์ นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าพระราชโองการขององค์เหนือหัว ยังต้องรอให้จอมเวทจอร์จผู้นี้อนุญาตก่อนอย่างนั้นหรือ?"
"เอ่อ..."
บ็อบอยากจะสบถด่าออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
ไอ้จอร์จโรคจิตนั่นกำลังทรมานเอ้อร์ซิวอยู่ หากเหลยหมิงใช้กำลังเข้าแทรกแซงและพาตัวคนไป ย่อมต้องเป็นการเอามือไปแหย่รังแตนแน่ๆ
ถึงเวลานั้น ไม่ว่าใครจะชนะ เขาก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรอยู่ดี
คนหนึ่งก็ผู้ตรวจสอบจากหอคอยจอมเวท อีกคนก็องค์ชายที่เตรียมจะเผ่นหนีไปชายแดน ไม่ว่าอย่างไร เขาก็รู้ดีว่าจุดจบของตัวเองคงไม่สวยงามนัก
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาวูบไหวอยู่นาน ก่อนที่ท้ายที่สุดจะต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากสหายเก่าอย่างซาล เกต
'ไอ้อ้วนบัดซบเอ๊ย!'
ซาล เกต กรอกตาไปมา เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องลากเขาเข้าไปเอี่ยวด้วย
ใครเล่าจะกล้าเข้าไปสอดมือยุ่งเกี่ยวกับนักโทษที่ถูกตัดสินโดยหอคอยจอมเวท? ต่อให้มีพกความกล้ามาสิบเท่า ไอ้อ้วนพุงพลุ้ยนี่ก็ไม่กล้าหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาการเป็นทาสของคนพวกนี้ก็อยู่ในมือของจอร์จอย่างแน่นอน การที่เหลยหมิงมากดดันแบบนี้ ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่การที่เขาจะออกหน้าพูดแทน มันเหมาะสมแล้วหรือ?
เปลือกนอก เขาคือราชองครักษ์ชั่วคราวของเหลยหมิง แต่เขามีประวัติเคยลอบวางยาอีกฝ่ายมาก่อนนะ!
เมื่อมองไปที่อสูรเพลิงตัวนั้น ไอ้อ้วนนี่อาจจะกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับองค์ชายสามอยู่ก็ได้?
แต่เมื่อพิจารณาว่าพวกเขาต่างก็เป็นคนขององค์ชายใหญ่เหมือนกัน เขาจึงทำได้เพียงกัดฟัน ลดท่าทีลง และก้าวออกมาข้างหน้า "องค์ชาย"
"หืม?"
เหลยหมิงหันขวับ
"ไวเคานต์เบเกอร์อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจริงๆ สำหรับเรื่องนี้พะยะค่ะ"
ซาล เกต ลอบสังเกตปฏิกิริยาของเหลยหมิง ก่อนจะแข็งใจพูดต่อ "จักรวรรดินั้นยากที่จะเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของหอคอยจอมเวทจริงๆ พะยะค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น จอมเวทจอร์จผู้นี้ยังเป็นศิษย์ของมหาจอมเวทโซเครทาร์ เขาเคยถูกคำสาปในระหว่างการต่อสู้กับพวกปีศาจ ทำให้ระดับพลังติดแหง็กอยู่ที่สองดาวไปตลอดกาล พฤติกรรมของเขาจึง... ค่อนข้างผิดแผกไปจากคนปกติ และรับมือได้ไม่ง่ายเลย"
"เจ้าพยายามจะบอกอะไรกันแน่?"
เหลยหมิงปรายตามองซาล เกต แล้วเอ่ยเสียงเย็น "เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าสัญญาการเป็นทาสอยู่ในมือของจอร์จผู้นี้ ทำให้เรื่องมันยากอย่างนั้นหรือ?"
"แหะๆ องค์ชาย กระหม่อมเพียงแค่กล่าวตามความเป็นจริงพะยะค่ะ"
"..."
เหลยหมิงจมอยู่ในห้วงความคิด
สัญญาการเป็นทาสไม่ใช่สัญญาที่เป็นกระดาษเหมือนในชีวิตก่อนของเขา แต่มันคือดาบแห่งดาโมคลีสที่แขวนอยู่ลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เพียงแค่เสี้ยวความคิดเดียวก็สามารถปลิดชีพทาสได้แล้ว
เมื่อมองไปยังครอบครัวทั้งหกเบื้องหน้า เขาจำต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังที่สุด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เอ่ยถามขึ้น "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าจอร์จผู้นี้มีงานอดิเรก หรือว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้าง?"
"เอ่อ..."
ซาล เกต ถึงกับใบ้รับประทาน แต่บ็อบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กลับรับช่วงสนทนาต่อ นัยน์ตาเล็กหยีของเขากรอกไปมา ก่อนจะกัดฟันตอบ "แส้พะยะค่ะ! แส้หนังคืองานอดิเรกเพียงอย่างเดียวของเขา"