- หน้าแรก
- ยอดกุนซือไร้พ่ายแห่งต้าฮั่น
- บทที่ 44 - ไปเอาเรื่องท่านพ่อกัน!
บทที่ 44 - ไปเอาเรื่องท่านพ่อกัน!
บทที่ 44 - ไปเอาเรื่องท่านพ่อกัน!
บทที่ 44 - ไปเอาเรื่องท่านพ่อกัน!
"อะไรนะ"
ยามพลบค่ำ เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังมาจากห้องของกวนหลินแต่ไกล ทำเอานกหลายตัวที่กำลังหลับใหลอยู่ในรังถึงกับสะดุ้งตื่น
กวนหลินเบิกตากว้าง จ้องมองกวนสกน้องชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ "เจ้าบอกว่า ท่านพ่อจับพวกขอทานไปอีกแล้วหรือ"
ท่าทีตื่นเต้นของกวนหลินทำให้กวนสกประหลาดใจเล็กน้อย "ใช่แล้ว ท่านพ่อสั่งให้ลุงจิวลอบจับตาดูขอทานที่ชื่อ 'เอ้อโก่ว' ไว้ และเมื่อครู่นี้เองที่ศาลเจ้าเชิงเขา ลุงจิวก็รวบตัวเอ้อโก่วกับขอทานคนอื่นๆ ไว้ได้หมดเลย"
"ดูเหมือนว่า ท่านพ่อตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องสืบให้รู้ให้ได้ว่า ตัวการที่ 'ปลอมแปลงประกาศ' และ 'ใช้คำพูดหลอกลวงปั่นหัวผู้คน' อย่าง 'อั้งฉิกกง' แท้จริงแล้วเป็นใครมาจากไหนกันแน่"
นี่...
กวนหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่พยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด "แล้ว... ขอทานพวกนั้นยอมสารภาพหรือไม่"
"หากสารภาพก็ดีสิ!" กวนสกถอนหายใจ "มันแปลกตรงนี้แหละ ไม่รู้ว่า 'อั้งฉิกกง' ผู้นี้ใช้วิธีอันใด ขอทานพวกนี้ถึงได้ปิดปากเงียบ ไม่ยอมปริปากพูดเลยสักคน..."
พูดถึงตรงนี้ กวนสกก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วพูดต่อ "นอกจากจะสืบรู้มาว่า 'อั้งฉิกกง' เป็นชายชราแล้ว ลุงจิวก็ไม่ได้เบาะแสอื่นเลยสักนิด พี่ว่า... นี่มันเรื่องอันใดกัน ตั้งแต่เมื่อใดที่ขอทานพวกนี้ปากแข็งและมีกระดูกสันหลังถึงเพียงนี้"
หึหึ...
เมื่อได้ยินคำพูดของกวนสก กวนหลินก็หัวเราะ 'หึหึ' ออกมา
การที่กวนสกบอกว่าขอทานปากแข็งและมีกระดูกสันหลัง มันก็ไม่ต่างอะไรกับฮ่องเต้ที่ตรัสว่า 'เหตุใดจึงไม่กินเนื้อเล่า'
จะว่าไปแล้ว น้องห้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย จะไปเข้าใจได้อย่างไรว่า ในยุคสงครามที่ชีวิตคนไร้ค่าดั่งหญ้าแพรก อาหาร เสื้อผ้า และผ้าห่ม มีความหมายต่อชาวบ้านผู้ลี้ภัยและขอทานมากเพียงใด
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กวนสกก็เอามือเท้าคาง จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
กวนหลินเป็นคนรักเพื่อนพ้อง
อีกอย่าง ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็มาจากเขา ไม่เกี่ยวกับพวกขอทาน ไม่ควรปล่อยให้พวกเขาต้องมารับเคราะห์กรรมโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้
เพียงแต่...
ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะบานปลายไปกันใหญ่จนเริ่มควบคุมไม่ได้แล้ว กระทั่งชื่อ 'อั้งฉิกกง' ก็กลายเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างมาก เรื่องนี้ค่อนข้างจัดการยากทีเดียว
โชคดีเพียงอย่างเดียวคือ ตอนนี้ทุกคนต่างคิดว่า 'อั้งฉิกกง' เป็น 'ชายชรา'!
"พี่สี่..."
เมื่อเห็นพี่สี่กวนหลินกำลังครุ่นคิด กวนสกก็ถามด้วยความสงสัย "พี่สี่คิดอันใดอยู่หรือ"
เฮ้อ...
กวนหลินถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเรื่อง "ข้ากำลังคิดว่า ท่านพ่อช่างหน้าไม่อายเสียจริง!"
อ๊ะ... ประโยคนี้อีกแล้ว!
กวนสกใจคอไม่ดี นี่พี่สี่จงใจพูดเรื่องที่ขัดหูขึ้นมาอีกแล้วหรือ
กวนหลินกลับเริ่มพูดเป็นต่อยหอย "เจ้าลองคิดดูสิ ท่านพ่อผู้เป็นถึงแม่ทัพปราบกบฏ เป็นเจ้าเมืองซงหยง เป็นถึงโหวแห่งฮั่นโซ่ว เหตุใดถึงชอบไปหาเรื่องกับพวกขอทานที่น่าสงสารพวกนี้ด้วย"
กวนหลินกางมือออก "หากท่านพ่อสามารถหาตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้จริงๆ ก็นับว่าเก่งกาจ แต่ดันหาไม่พบ แล้วก็ไปลงสิบาดาลกับพวกขอทานแทน หลักการ 'ปกครองคนด้วยความดี' ของท่านลุง ท่านพ่อคงลืมไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่ได้การ... จะปล่อยให้ท่านพ่อทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้!"
เมื่อพูดถึงจุดที่อารมณ์พลุ่งพล่าน กวนหลินก็ลุกพรวดขึ้น
เดิมทีกวนสุกที่ก้มหน้าฟังอยู่ ไม่กล้าเอ่ยปากสอดแม้แต่ครึ่งคำ
ฝ่ายหนึ่งคือพี่สี่ อีกฝ่ายคือท่านพ่อ หากสองฝ่ายนี้เปิดศึกกัน นอกจากจะเดือดร้อนคนรอบข้างแล้ว ไม่ว่ากวนสกจะเข้าข้างฝ่ายใดก็ผิดทั้งนั้น
เมื่อเห็นกวนหลินลุกขึ้น กวนสกก็รีบคว้าตัวเขาไว้ กลัวว่าเขาจะทำอันใดเกินเลยไป
"พี่สี่ ใจเย็นๆ ก่อน อีกอย่าง... ก็แค่ขอทานกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอันใดกับพี่สี่เลย ไม่เห็นต้องร้อนใจถึงเพียงนี้เลยนี่"
"ข้าจะใส่ใจแล้วจะทำไม!" กวนหลินยืดอกขึ้น น้ำเสียงหนักแน่น
กวนสกเริ่มรู้สึกว่าแย่แล้ว เรื่องราชสาส์นสารภาพบาปยังไม่ทันเคลียร์ให้จบเลย
นี่กลายเป็นว่า คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นลูกใหม่ก็ซัดเข้ามาอีกแล้ว
"พี่สี่ พี่จะรนหาที่ไปทำไม"
"เพราะว่า..." กวนหลินสะบัดมือกวนสกออก
เขาเดินตรงไปที่ประตูพลางพูดไปด้วย
"คำสอนของท่านลุง เจ้าลืมไปหมดแล้วหรือ อย่าละทิ้งความดีเพราะเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย อย่ากระทำความชั่วเพราะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ภายใต้คำสั่งสอนของท่านลุง พี่ชายของเจ้าคนนี้จะต้องเป็น 'คนที่มีความสูงส่ง' 'คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์' 'คนที่หลุดพ้นจากความสนใจต่ำทราม' ให้ได้ และที่สำคัญที่สุดๆๆๆๆ เลยก็คือ จะต้องเป็นคนที่แตกต่างจากท่านพ่อโดยสิ้นเชิง!"
ระหว่างที่พูด กวนหลินก็เดินออกจากห้องนอนไปแล้ว
กวนสกถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก...
คุ้นๆ แฮะ มุกเอา 'ท่านลุง' มาข่มท่านพ่อเนี่ย...
จุดอ่อนของท่านพ่อ พี่สี่นี่จับจุดได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ!
เดี๋ยวก่อน... กวนสกนึกอันใดขึ้นได้ จึงรีบวิ่งตามไปที่ประตูแล้วตะโกนเรียก "พี่สี่ ดึกป่านนี้แล้ว พี่จะไปไหน"
ท่ามกลางลมหนาวยามค่ำคืน เสียงของกวนหลินก็ดังตอบกลับมา
"ไปเอาเรื่องท่านพ่อกัน!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น... กวนสกก็รู้สึกใจหายวาบ ก่อนจะรู้สึกแข้งขาอ่อนแรงจนเซถลาไปข้างหน้า เมื่อเขาใช้มือยันกรอบประตูเพื่อทรงตัวได้ สัญชาตญาณก็สั่งให้เขายกมือขึ้นตบหน้าตัวเอง
"เป็นความผิดของข้าแท้ๆ..."
"อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี ไปเล่าเรื่องขอทานพวกนั้นให้ฟังทำไมเนี่ย!"
ปากก็บ่นไป แต่กวนสกก็อดเป็นห่วงพี่สี่กวนหลินไม่ได้ เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ
เพราะเรื่อง 'สาส์นสำนึกผิด' ท่านพ่อยังไม่หายโกรธเลย
แล้วตอนนี้ก็ดันมีเรื่องพวกขอทานนี่เข้ามาอีก...
"เฮ้อ"
...กวนสกถอนหายใจยาว
มีแวบหนึ่งที่เขารู้สึกว่า การเป็นน้องชายของพี่สี่ช่างยากลำบากเหลือเกิน... เป็นลูกชายของท่านพ่อก็เหนื่อยใจพอกัน!
"พี่สี่นะพี่สี่ พี่ช่วยทำตัวให้ข้าสบายใจขึ้นมาสักนิดไม่ได้หรือ"
...
ดึกสงัด ภายในตำหนักของตงง่อ มีเสียงดังกังวานใส เป็นเสียงรองเท้าของลกซุนที่กระทบกับพื้นหินสีเขียว
ตรงทางเข้า ลกซุนถอดรองเท้าออก กวาดสายตามองซ้ายขวาครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปข้างใน
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ซุนกวนเรียกตัวลกซุนเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว
เมื่อได้พบกับผู้นำแห่งตงง่อ ลกซุนก็ประสานมือคารวะ ซุนกวนหรี่นัยน์ตาสีมรกตลง เป็นเชิงบอกให้เขาเข้ามานั่งใกล้ๆ
ทั้งสองนั่งคุกเข่าอยู่คนละฝั่งของโต๊ะ
และบนโต๊ะนั้นก็มีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่
พูดให้ถูกก็คือ จดหมายที่จูกัดกิ๋นส่งมา
ซุนกวนพยักหน้าให้ลกซุนอ่าน ลกซุนกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ "จดหมายฉบับนี้ ดูเหมือนจะไม่เหมือนกับฉบับเมื่อตอนกลางวันเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!"
"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าถึงไว้ใจให้จื่อหยู๋ไปเป็นทูตเจรจากับปาจ๊กและเกงจิ๋ว" ซุนกวนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามและตอบเอง "นั่นเป็นเพราะจื่อหยู๋เป็นคนฉลาด และเป็นคนที่รอบคอบมากที่สุดคนหนึ่ง จดหมายแบบหนึ่งสามารถนำไปอ่านกลางท้องพระโรงในเวลากลางวันได้ แต่จดหมายอีกแบบหนึ่ง กลับต้องนำมาพูดคุยเป็นการลับกับคนสนิทในยามวิกาลเท่านั้น"
คำพูดของซุนกวนทำให้ลกซุนตกใจ
"ข้าน้อยอายุยังน้อย บารมียังตื้นเขิน ตงง่อของเรามีขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊มากมายดั่งเมฆาและสายฝน เหตุใดนายท่านจึงไว้ใจข้าน้อยแต่เพียงผู้เดียว!"
ซุนกวนลุกขึ้นยืนแล้วกุมมือลุนซุนไว้ "เมื่อครั้งกงจิ๋นสลายทัพโจโฉที่ผาแดง เขายังอายุน้อยกว่าป๋อเหยียนเสียอีก ป๋อเหยียนมีความสามารถรับภาระหนักได้ อีกทั้งยังรอบรู้ประวัติศาสตร์อย่างทะลุปรุโปร่ง ครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในกังตั๋งมาหลายชั่วอายุคน เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองง่อกุ๋น กงจิ๋นอาจจะทรยศข้า แต่ป๋อเหยียนไม่มีวันทรยศข้าแน่นอน!"
"นายท่าน ข้าน้อยยินดีถวายชีวิตรับใช้!" ลกซุนกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
แต่ซุนกวนกลับกดมือลุนซุนลงบนจดหมาย ราวกับจงใจทำเช่นนั้น นิ้วชี้และนิ้วกลางของเขาชี้ไปที่ชื่อๆ หนึ่งในจดหมายพอดี
"อั้งฉิกกงหรือ"
ลกซุนถามด้วยความประหลาดใจ...
ดวงตาของซุนกวนเป็นประกายเจิดจ้า "ประกาศปลอมนั่น ความนิยมของชาวเมืองเกงจิ๋ว ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานการณ์ตอนนี้ ล้วนเป็นฝีมือการวางแผนและควบคุมของ 'อั้งฉิกกง' ผู้นี้ ทว่าจื่อหยู๋แยกไม่ออกว่า 'อั้งฉิกกง' ผู้นี้เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ ข้าเองก็มองไม่ออกเช่นกัน ดังนั้น... ข้าจึงอยากจะขอให้ป๋อเหยียนเดินทางไปเกงจิ๋วด้วยตัวเอง..."
...
[จบแล้ว]