เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้รอนแรม

บทที่ 11 - กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้รอนแรม

บทที่ 11 - กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้รอนแรม


บทที่ 11 - กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้รอนแรม

"อะแฮ่ม!"

เสียงกระแอมไอดังขัดขึ้นอย่างกะทันหันของกวนอู ดึงดูดความสนใจของทุกคนให้หันมามอง

"ท่านพ่อ..."

"ท่านแม่ทัพใหญ่"

กวนเป๋งกับจิวฉองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน และทำท่าจะเข้าไปประคองกวนอู

กวนอูยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าเขาไม่เป็นไร ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด เพื่อช่วยให้จิตใจสงบลงได้บ้าง เมื่อครู่นี้เขาเกือบจะอกแตกตายด้วยความโกรธอยู่แล้ว

เขาเบนสายตากลับไปมอง 'กระดาษคำตอบ' ของกวนหลินอีกครั้ง พลางขมวดคิ้วแน่น

ข้อที่แล้วไม่ว่าจะถูกหรือผิด อย่างน้อยเจ้าลูกทรพีคนนี้ก็ยังอุตส่าห์ตอบมาเป็นเรื่องเป็นราว

แต่ครั้งนี้น่ะหรือ หึหึ...

เขากวนอูก็ทำได้เพียงแค่หัวเราะ 'หึหึ' เท่านั้นแหละ

เพราะในประเด็น 'แบ่งเขตแดนที่แม่น้ำเซียงซุย' คำตอบของกวนหลินกลับมีเพียงประโยคเดียวสั้นๆ

-- 'ดีแต่พูดทำชาติล่มจม ลงมือทำจริงจึงกู้ชาติได้!'

และใต้ตัวอักษรแปดตัวใหญ่นี้ ยังมีตัวอักษรจ้วนขนาดเล็กที่ดูเหมือนคำบ่นกระปอดกระแปดของเด็กๆ เขียนกำกับเอาไว้ด้วย

-- 'แบ่งเขตแดนที่แม่น้ำเซียงซุย หากท่านพ่อไม่ยอมให้ แล้วซุนกวนจะมาแย่งชิงไปไม่ได้หรือไง'

-- 'สามเมืองนี้ต่อให้เป็นหมาก็ยังไม่ยอมยกให้ แต่ในระหว่างที่กำลังนั่งทำข้อสอบอยู่นี้ เมืองคงโดนยึดไปตั้งนานแล้ว!'

นี่มัน...

นี่มัน!

"พูดจาเหลวไหลสิ้นดี ปั้นน้ำเป็นตัวทั้งนั้น!" กวนอูโกรธจนทนไม่ไหวต้องสบถออกมาเบาๆ

พลางนึกค่อนขอดอยู่ในใจว่าเป็นเพราะหลายปีมานี้เขามัวแต่กรำศึกในสนามรบจนละเลยการอบรมสั่งสอนลูกคนนี้ กวนหลินไม่ได้แค่ 'มีแววว่าจะเสียศูนย์' แล้ว แต่มันเสียศูนย์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ!

ต่อให้เป็นหมาก็ยังไม่ยอมยกให้รึ

ใครเป็นหมากันล่ะ

นี่มันไม่มีความเคารพยำเกรง ขาดความกตัญญูรู้คุณ และไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ภักดีเลยใช่หรือไม่

"ท่านพ่อโปรดระงับโทสะด้วย น้องสี่ยังเด็กนักและรู้เท่าไม่ถึงการณ์..." กวนเป๋งรีบเอ่ยปาก

แค่ดูจากสีหน้าของท่านพ่อ เขาก็พอจะเดาออกว่า น้องสี่คงจะต้องเขียนอะไรที่ 'ถ้าไม่ช็อกตายก็ไม่ยอมเลิกรา' ออกมาอีกแน่ๆ และก็คงทำเอาท่านพ่อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอีกตามเคย

"ยังเด็กและรู้เท่าไม่ถึงการณ์งั้นหรือ" กวนอูโบกมืออย่างเย็นชา "อายุใกล้จะสวมกวานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวอยู่แล้ว ยังจะเรียกว่าเด็กอยู่อีกหรือ ทำตัวเหลาะแหละไร้ความสง่างามเสียมากกว่า!"

-- ทำตัวเหลาะแหละไร้ความสง่างาม!

พอคำวิจารณ์นี้หลุดออกมา กวนเป๋ง เลียวจิ่วกง และจิวฉอง ต่างก็ใจหายวาบไปตามๆ กัน

เมื่อครั้งอดีต ตอนที่พระเจ้าฮั่นเลนเต้ทรงวิจารณ์หองจูเปียน พระราชโอรสองค์โต ก็เคยตรัสประโยคที่ว่า 'เปียนนั้นทำตัวเหลาะแหละไร้ความสง่างาม ไม่คู่ควรจะเป็นประมุขของแผ่นดิน'

นับตั้งแต่นั้นมา วลี 'ทำตัวเหลาะแหละไร้ความสง่างาม' ก็แทบจะกลายเป็นคำที่มีความหมายเดียวกับคำว่า 'ดื้อรั้นเอาแต่ใจ' และ 'ลูกทรพี' ไปโดยปริยาย

การที่ท่านกวนอูใช้คำนี้ออกมา ย่อมแสดงให้เห็นถึงความผิดหวังอย่างสุดซึ้งที่มีต่อกวนหลิน

และภายใต้อารมณ์โกรธเกรี้ยวของท่านกวนอู ต่อให้เขาจะไม่พูดอะไรออกมาสักคำ...

แต่บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงหลักก็ราวกับถูกแช่แข็งในพริบตา

เลียวจิ่วกงรีบพากวนเป๋ง กวนซิง กวนอิ๋นผิง และกวนสก ทำความเคารพและขอตัวลาจากกวนอู

ส่วนเหล่าองครักษ์ก็ถูกจิวฉองสั่งให้ถอยออกไป แม้แต่ตัวจิวฉองเองก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ

แน่นอนว่าจิวฉองเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณชายสี่เขียนอะไรลงไป ถึงได้ทำให้ท่านกวนอูโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้

ในที่สุด หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน...

กวนอูก็ยอมปริปากพูด เขาหันหน้าไปมองจิวฉองด้วยสายตาเย็นเยียบ

"หมาป่าสำหรับทดสอบวรยุทธ์ช่วงบ่าย เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่"

ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ จิวฉองก็ใจสั่นสะท้าน... เขาอ้าปากค้างแต่สุดท้ายก็หุบปากลง ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี

ดังประโยคที่ชาวเน็ตมักจะล้อเลียนกันว่า

-- กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้รอนแรม

-- บิดาเห็นบุตรยังไม่สิ้นใจ จึงชักเข็มขัดหมาป่าเจ็ดตัวออกมา

ในสายตาของท่านกวนอู

สำหรับลูกทรพีอย่างกวนหลินแล้ว หากใช้แค่กฎประจำตระกูลมันคงจะเบาบางเกินไปหน่อย

ต้องสั่งสอนให้จำฝังใจเสียบ้าง!

...

...

ยามซื่อหนึ่งเค่อ ดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้า แสงอาทิตย์ส่องกระทบลงบนกำแพงเมืองที่เพิ่งได้รับการเสริมความแข็งแกร่งใหม่

กวนหลินยืนอยู่บนหอคอยเหนือประตูเมือง ทอดสายตามองดูบรรดาชายฉกรรจ์ที่ใบหน้าซูบซีดหิวโหย แต่กำลังแบกก้อนหินก้อนใหญ่ วิ่งวุ่นไปมาเพื่อดิ้นรนเอา 'ชีวิตรอด' เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ

ในยุคบ้านเมืองกลียุคเช่นนี้ คนที่พอมีเรี่ยวแรงมักจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปได้เสมอ

แต่... พวกชาวบ้านอพยพที่บาดเจ็บสาหัส พิการ หรือแก่ชราจากสงครามนั้น น่าเวทนาเหลือเกิน!

พวกเขาต้องพลัดพรากจากครอบครัว ไร้ที่อยู่อาศัย และต้องพึ่งพาการขอทานเพื่อประทังชีวิต

ยังดีที่กวนอูเข้าใจถึงความยากลำบากของผู้คนเหล่านี้ แม้จะต้องเสี่ยงกับการมีไส้ศึกแฝงตัวเข้ามาในเมือง แต่เขาก็ยังอนุญาตให้ผู้อพยพเหล่านี้เข้ามาขอทานในเมืองได้ ซึ่งในยุคสงครามเช่นนี้ ถือเป็นความเมตตาอันใหญ่หลวงแล้ว

แน่นอนว่าการที่กวนหลินมายืนสังเกตการณ์พวกเขาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เพราะเขานึกสงสารเพื่อนมนุษย์ตาดำๆ หรอกนะ

ตลกน่า เขาเนี่ยนะสงสารเพื่อนมนุษย์ตาดำๆ

แล้วใครกันล่ะที่จะมาสงสารตัวเขาที่กำลังจะต้อง 'จบเห่' ไปพร้อมกับท่านพ่อในอีกสี่ปีข้างหน้า

ในมุมมองของกวนหลิน...

เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการหลีกเลี่ยงหลุมพรางของสนธิสัญญา 'แบ่งเขตแดนที่แม่น้ำเซียงซุย' ให้จงได้

สามเมืองอย่างเตียงสา ฮุยเอี๋ยง และกังแฮ มีความสำคัญต่อเกงจิ๋ว ไม่ต่างจากที่ฮั่นจงมีความสำคัญต่อปาฉู่ จะยอมสูญเสียไปง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด!

และสิ่งที่แตกต่างจากใน 'นิยายอิงประวัติศาสตร์' หรือ 'เรื่องแต่ง' ที่บรรยายถึงฉากกวนอูบุกเดี่ยวฝ่าดงดาบอย่างห้าวหาญ ส่วนโลซกก็เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ จนกวนอูนับถือในตัวโลซกและยอมคืนสามเมืองให้กังตั๋ง ซึ่งนั่นเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความเป็นวีรบุรุษให้ทั้งสองฝ่ายในคราวเดียว

แต่ความเป็นจริงในหน้าประวัติศาสตร์ มันไม่ได้มีเรื่องราวระดับตำนานแบบนั้นเลยสักนิด

กลับเต็มไปด้วยความ 'หน้าด้านไร้ยางอาย' มากกว่าเสียอีก!

ก่อนที่เหตุการณ์ 'บุกเดี่ยวฝ่าดงดาบ' จะเกิดขึ้น สามเมืองอย่างเตียงสา ฮุยเอี๋ยง และกังแฮ ก็ถูกกังตั๋งลอบยึดไปเสียแล้ว!

พูดง่ายๆ ก็คือ ภายใต้ข้อตกลง 'แบ่งเขตแดนที่แม่น้ำเซียงซุย' ไม่ว่ากวนอูจะยอมมอบสามเมืองนี้ให้หรือไม่... มันก็ไม่สำคัญอะไรเลย เพราะในขณะที่จูกัดกิ๋นเดินทางมาเจรจาทวงสามเมืองที่เกงจิ๋ว ซุนกวนแห่งกังตั๋งก็ตั้งใจจะส่งทหารมาลอบโจมตีอยู่แล้ว

ใช่แล้ว ก่อนที่ซุนกวนจะยกทัพไปตีหับป๋า เขาได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีสายฟ้าแลบและขโมยสามเมืองนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อกวนอูไปทวงถามความยุติธรรม จึงเกิดเหตุการณ์ 'บุกเดี่ยวฝ่าดงดาบ' ขึ้น แต่ในงานเลี้ยงนั้น โลซกกลับตอกกลับกวนอูจนเถียงไม่ออก สุดท้ายเรื่องนี้ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย

และที่แย่ไปกว่านั้น กวนอูก็ยังเป็นพวกความจำสั้นไม่รู้จักหลาบจำ เมืองเตียงสา ฮุยเอี๋ยง และกังแฮ เคยถูกขโมยไปแล้วครั้งหนึ่ง...

อีกสี่ปีให้หลังที่เมืองเจียงหลิง ก็ยังปล่อยให้ลิบองนำ 'กองกำลังชุดขาวข้ามแม่น้ำ' มาแอบขโมยเมืองซ้ำได้อีกครั้ง!

แถมกลวิธีในการขโมยเมืองทั้งสองครั้งยังเหมือนกันเป๊ะอีกต่างหาก

นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน

หมายความว่ากวนอูป้องกันการถูกขโมยเมืองไม่ได้เลยน่ะสิ!

"เฮ้อ..."

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ กวนหลินก็ถอนหายใจยาว รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก

เหตุการณ์กองกำลังชุดขาวข้ามแม่น้ำยังอยู่อีกไกล แต่การ 'ขโมยเมือง' ครั้งแรกที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้านี้สิ เขาต้องสอนบทเรียนให้ท่านพ่อจำฝังใจ และต้องเอาคืนซุนกวนให้เจ็บแสบให้จงได้!

เมื่อคิดได้ดังนั้น...

กวนหลินก็เดินลงมาจากหอคอยอย่างช้าๆ เขาเดินไปที่ริมกำแพงเมือง พวกผู้อพยพและขอทานไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร แต่ดูจากการแต่งกายที่หรูหราแล้ว ย่อมต้องเป็นคุณชายจากครอบครัวที่ร่ำรวยเป็นแน่ พวกเขาจึงพากันยื่นมือมาขอของกินจากกวนหลิน

กวนหลินหยิบแผ่นแป้งออกมาจากย่าม... แล้วยื่นให้ขอทานคนหนึ่ง

เพียงแค่นี้ก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที ชั่วพริบตานั้น มือที่ผอมแห้งติดกระดูกนับสิบๆ ข้างก็ยื่นมาตรงหน้ากวนหลิน บรรดาผู้อพยพและขอทานคนอื่นๆ ก็พากันมารุมล้อมกวนหลินราวกับคลื่นมนุษย์ ทว่าทุกคนกลับพร้อมใจกันเว้นระยะห่างออกไปราวหนึ่งจั้ง แล้วคุกเข่าขอทานอยู่ตรงนั้น... เนื่องจากหลายคนมีโรคภัยไข้เจ็บติดตัว พวกเขาจึงกลัวว่าจะเอาโรคไปติดคุณชายใจบุญผู้นี้

กวนหลินหยิบแผ่นแป้งออกมาจากย่ามอีกสองสามแผ่น เดาะลิ้นเบาๆ แล้วแกล้งทำเป็นลำบากใจ "ข้ามีแผ่นแป้งแค่นี้เอง จะให้ใครดีล่ะเนี่ย"

"ข้า... ให้ข้าเถอะ..."

"ข้าขอ..."

"ให้ข้าเถิด..."

เหล่าขอทานต่างส่งเสียงวิงวอนด้วยความหิวโหย

กวนหลินเฝ้าสังเกตการณ์มาตั้งแต่เช้าแล้ว ขอทานในเมืองเจียงหลิงรู้กฎระเบียบดีมาก พวกเขาไม่แย่งชิง ไม่ยื้อแย่ง วิธีการขอทานก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองเจียงหลิงของท่านพ่อนั้นทำได้ดีเยี่ยม

นี่แหละคือเหตุผลที่กวนหลินกล้าทำอะไรตามใจชอบ

"อะแฮ่ม..."

ขณะนั้นเอง กวนหลินก็กระแอมขึ้นเบาๆ "คุณชายอย่างข้าทำอะไรยึดถือความยุติธรรมเป็นหลักเสมอ ข้ามีแผ่นแป้งแค่นี้ ย่อมแบ่งให้พวกเจ้าไม่พอทุกคนแน่ แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ"

"แต่ว่าข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะให้คนช่วย ใครช่วยข้าทำเรื่องนี้ได้ แผ่นแป้งพวกนี้ก็จะตกเป็นของคนนั้น นอกจากแผ่นแป้งแล้ว ยังมีเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบให้อีกหนึ่งชุดด้วยนะ!"

...

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - กระบี่ในมือมารดาผู้เมตตา ฟาดฟันลงบนร่างบุตรผู้รอนแรม

คัดลอกลิงก์แล้ว