- หน้าแรก
- ภรรยาข้าคือจอมมารหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก
- บทที่ 208 วิญญูชนพลิกโฉม
บทที่ 208 วิญญูชนพลิกโฉม
บทที่ 208 วิญญูชนพลิกโฉม
เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นและได้รับทราบถึงปูนบำเหน็จ ถังอวี่ก็กลับมายังที่ว่าการด้วยความสบายใจ
ผลลัพธ์นี้อยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว ทว่าปฏิกิริยาของหวังเต่ากลับเป็นสิ่งที่ถังอวี่คิดไม่ถึง ดังนั้นเมื่อเขาเห็นหวังฮุยกำลังเรียนกระบี่กับเหลิ่งหลิงเหยาอยู่ในลานเรือน จึงเดินตรงเข้าไปหาทันที
เมื่อหวังฮุยเห็นเขาเดินมา ก็ชูกระบี่ยาวขึ้นทันที พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสว่า "เจ้าโจรชั่วอย่าเข้ามาใกล้นะ คอยดูเถิด จอมยุทธ์หญิงผู้นี้จะปลิดชีพเจ้าด้วยกระบี่เดียว"
นางชูกระบี่แทงเข้าหาถังอวี่ แต่กลับสะดุดส้นเท้าตัวเอง จนซวนเซล้มลงกับพื้น เจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า
ถังอวี่รีบประคองนางลุกขึ้น ช่วยปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าให้นาง พลางหัวเราะกล่าวว่า "ท่านจอมยุทธ์หญิง เสื้อผ้าเปื้อนหมดแล้ว"
หวังฮุยทำปากยื่นกล่าวว่า "เจ็บมือ..."
นางใช้สองมือยันพื้นเพื่อลดแรงกระแทก แต่ฝ่ามือที่เปื้อนดินนั้นเห็นได้ชัดว่ามีรอยถลอก
ถังอวี่ช่วยเช็ดมือให้นางอย่างระมัดระวังจนสะอาด พลางหัวเราะกล่าวว่า "แดงไปนิดหน่อย แต่อีกเดี๋ยวก็หายแล้ว"
หวังฮุยกล่าวว่า "จะหายง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร ท่านช่วยเป่าหน่อยสิ"
ถังอวี่จึงช่วยเป่าให้นางสองสามครั้ง แล้วนวดมือให้นางเบาๆ
หวังฮุยจึงค่อยหัวเราะออกมา นางหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า "ข้าเรียนกระบวนท่ากับพี่จี้เหยามาหลายท่า ข้ารู้สึกว่ามันมีประโยชน์มากเลยนะ ในวันหน้าข้าจะกลายเป็นยอดฝีมือในยุทธภพเหมือนกับนางหรือไม่"
ถังอวี่กล่าวอย่างจริงจังว่า "เท่าที่ดูในตอนนี้ เจ้าไม่มีพรสวรรค์ด้านนั้นเลย"
"น่าชังนัก!"
หวังฮุยกำหมัดเล็กๆ ทุบเขาไปทีหนึ่ง จากนั้นก็กะพริบตากล่าวว่า "ท่านหิวหรือไม่ อยากกินขนมหรือเปล่า"
ถังอวี่กล่าวว่า "เป็นเจ้าที่อยากกินใช่หรือไม่"
หวังฮุยจ้องมองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร "ท่านหิวหรือไม่ล่ะ!"
"ก็หิวอยู่นิดหน่อย"
"ดีเลย!"
หวังฮุยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจทันที นางวิ่งเข้าไปในเรือน "ข้าจะไปเอาขนม ข้าจะกินเป็นเพื่อนท่านเอง"
"คุณหนูหวัง!"
ถังอวี่ร้องเรียกนาง
หวังฮุยรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย นางหันหน้ามากล่าวว่า "เป็นอันใดไป ท่านไม่อยากให้ข้ากินจริงๆ หรือ"
ถังอวี่ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ทางนครเจี้ยนคังส่งข่าวมาว่า บิดาของเจ้า... ตัดขาดความสัมพันธ์กับเจ้า และไล่เจ้าออกจากสกุลหวังแล้ว"
หวังฮุยถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที นางหัวเราะพลางกล่าวว่า "รู้แล้วล่ะ เช่นนั้นข้ากินขนมได้หรือยัง"
ถังอวี่กล่าวว่า "เจ้าไม่ใส่ใจเลยหรือ"
หวังฮุยหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า "ท่านพ่อต้องแสร้งทำเป็นแน่ พูดให้คนนอกฟังเท่านั้นแหละ ข้าไม่สนหรอก"
"คนในครอบครัวล้วนรักข้ามาก พวกเขาไม่มีทางตัดใจทอดทิ้งข้าได้จริงๆ หรอก!"
กล่าวจบ นางก็ยกชายกระโปรงเดินไปหยิบขนม แล้วยกออกมาด้วยความดีใจ
นางอยากกินจนน้ำลายแทบสอ รีบหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น กำลังจะเอาเข้าปาก ก็ชะงักไป
"ท่านพี่ ท่านกินก่อนเถิด..."
นางยื่นขนมไปจ่อที่ริมฝีปากของถังอวี่
ถังอวี่ก็ไม่ขัดศรัทธา เขากัดไปหนึ่งคำ
นางจึงเริ่มกินอย่างมีความสุข
ตกกลางคืนไต้เยวียนต้องการจัดงานเลี้ยงต้อนรับเวินเจี้ยว จึงเรียกจูเยว่ต้าและหวนโหยวไปด้วย ขาดก็แต่ถังอวี่เพียงผู้เดียวที่ไม่ได้เรียก
ดูเหมือนพวกเขาน่าจะรู้เรื่องปูนบำเหน็จของถังอวี่แล้ว จึงคิดว่าเขาทำเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินไปบางเรื่อง จนถูกฝ่าบาทรังเกียจเข้าแล้ว
โลกนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ เมื่อใดที่เจ้าหมดอำนาจวาสนา คนเหล่านั้นก็จะวิ่งหนีหายไปราวกับหลบหนีเทพแห่งโรคระบาด
ถังอวี่ไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงแค่ให้พวกซุ่ยซุ่ยเก็บข้าวของ เตรียมตัวกลับนครเจี้ยนคัง
ดังนั้นจึงถึงช่วงเวลาที่เสี่ยวเหอต้องนำข้าวของไปขายอีกครั้ง ช่างเป็นภาพที่น่าเศร้าสลด นางร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพราก
ส่วนซุ่ยซุ่ยก็ก้าวออกมาปลอบโยนตามสมควร สองคนหนึ่งโตหนึ่งเด็กกลับปรับความเข้าใจกันได้เอง เกิดเป็นวงจรที่ดีขึ้นมา
ถังอวี่ขี่ม้าตระเวนไปตามอำเภอต่างๆ เพื่อไปดูชาวบ้าน โดยไม่ได้บอกเรื่องที่ตนจะไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โต
เขาเพียงแค่ดื่มน้ำบ่อเล็กน้อย และพูดคุยกับทุกคน
แม้จะมีความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องจากลากัน
ถังอวี่อยู่จนถึงค่ำมืด จึงเดินเท้ากลับไป
เมื่อมาถึงที่ว่าการก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว คุณหนูหวังและพวกเสี่ยวเหอต่างก็หลับสนิทกันหมดแล้ว
มีเพียงเหลิ่งหลิงเหยาที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ในโถงรับรอง นางชี้ไปที่ผ้าคลุมบนโต๊ะ พลางกล่าวว่า "อาหารที่เหลือไว้ให้ท่าน"
ถังอวี่เลิกผ้าคลุมขึ้น ก็เห็นฝาหม้อ เมื่อเปิดฝาหม้อออก ก็พบอ่างใบหนึ่ง
ด้านในเป็นน้ำร้อนที่กำลังส่งควันกรุ่น เหนือน้ำร้อนมีกับข้าววางอยู่หลายจาน ล้วนยังคงร้อนกรุ่นเช่นกัน
ในใจของถังอวี่รู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก เขาหัวเราะกล่าวว่า "ข้ากินมาแล้วล่ะ แต่ข้ายังอยากกินอีก เจ้ากินหรือยัง หากยังไม่กินก็มากินเป็นเพื่อนข้าเถิด"
เหลิ่งหลิงเหยามองเขาแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า "ข้าลืมกินไปเสียสนิท"
ถังอวี่กล่าวว่า "เช่นนั้นก็มากินเสียหน่อยเถิด"
"อืม"
เหลิ่งหลิงเหยาลุกขึ้นไปหยิบถ้วยชามและตะเกียบ ไม่นานทั้งสองก็เริ่มลงมือกิน
ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่นั่งกินกันเงียบๆ ราวกับเป็นคนครอบครัวเดียวกัน
ถังอวี่ไม่ได้กลับไปรบกวนคุณหนูหวังที่เรือนหอ แต่เขาไปที่ห้องหนังสือแทน
เหลิ่งหลิงเหยาเดินตามไป นางมองเขาพลางเอ่ยถามว่า "จะเขียนจดหมายหรือ ต้องการให้ฝนหมึกหรือไม่"
ถังอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ากล่าวว่า "อืม ช่วยข้าฝนหมึกที"
เหลิ่งหลิงเหยาไม่ได้ถามว่าเขาจะเขียนสิ่งใด นางค่อยๆ ลงมือฝนหมึกเงียบๆ
ถังอวี่ยังไม่ลงมือเขียนในทันที แต่เขาหยิบกระดาษปึกหนาออกมาจากกล่องไม้
"บันทึกประจำวันหรือ"
เหลิ่งหลิงเหยากล่าวถาม "หมายความว่าอย่างไร"
ถังอวี่หัวเราะกล่าวว่า "เป็นสิ่งที่จดบันทึกเรื่องราวและความคิดบางอย่างในยามปกติ"
เหลิ่งหลิงเหยาไม่ได้ถามต่อ นางเพียงแค่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
ถังอวี่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดอีก เขาเพียงแค่เปิดบันทึกประจำวันออก
และเริ่มอ่านอย่างละเอียดตั้งแต่หน้าแรก...
'บันทึกประจำวันนั้นจำเป็นต้องเขียน'
'ในยุคสมัยที่แปลกตานี้ ข้าเข้ากับทุกสิ่งรอบกายไม่ได้เลย ภายในใจของข้ามักจะเกิดอารมณ์ความรู้สึกมากมายจากสิ่งที่ได้พบเจอ อารมณ์เหล่านี้ทับถมอยู่ในใจของข้า และได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของข้าในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นการเขียนบันทึกประจำวันจึงสามารถช่วยให้ข้าได้ระบายอารมณ์ และรักษาเจตนาเดิมเอาไว้ได้ —— วันที่เก้าเดือนสิบสอง'
'ที่ดินรกร้างกำลังถูกบุกเบิกอย่างเป็นระบบ การสร้างเขื่อนก็กำลังเร่งดำเนินการ ทว่ากลับเกิดการต่อสู้ด้วยอาวุธขึ้นถึงสี่ครั้งแล้ว ความขัดแย้งในหมู่ชาวบ้านนั้นยากที่จะไกล่เกลี่ย นี่เป็นเรื่องปกติ —— วันที่สิบแปดเดือนสิบสอง'
'คืนนี้ฝนตกหนัก ศิษย์พี่เนี่ยหายตัวไป วันนี้อารมณ์ของเขาไม่ค่อยดีนัก ดูเหมือนกำลังคิดถึงเรื่องราวในอดีต ความจริงแล้วข้าเองก็คิดถึงเรื่องในอดีตเช่นกัน ข้าอยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยว ถึงขั้นไม่อาจหาใครสักคนที่สามารถพูดคุยอย่างเปิดอกได้เลย —— คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่'
'งานทุกอย่างล้วนดำเนินไปอย่างราบรื่น เขื่อนระยะแรกสร้างเสร็จแล้ว เสื่อซูมีการร่วมมือกันจำหน่ายแล้ว การบุกเบิกที่ดินรกร้างเสร็จสมบูรณ์ การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิเป็นไปอย่างเป็นระบบ การต่อสู้ด้วยอาวุธก็ไม่มีแล้ว ขอเพียงมีผู้นำที่ถูกต้อง พลังของประชาชนช่างไร้ขีดจำกัดจริงๆ น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว วรยุทธ์ของข้าไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยสักนิด เนี่ยชิ่งด่าว่าข้าเป็นตัวไร้ค่า —— วันที่สามเดือนสาม'
'ข้ารู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างมากยิ่งขึ้น ความโดดเดี่ยววนเวียนอยู่รอบกายข้า ข้าดูเหมือนจะหมดความสนใจในทุกสรรพสิ่ง ข้ารู้ดีว่าอารมณ์ของข้ามีปัญหา ทั้งที่ทุกอย่างก็ถูกต้องดีแล้ว เหตุใดข้าจึงเป็นเช่นนี้เล่า ข้าเข้าใจแล้ว ข้ายังเข้มแข็งไม่พอ ก่อนจะทะลุมิติมา ข้าก็เป็นเพียงแค่นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบคนหนึ่งเท่านั้น —— วันที่หนึ่งเดือนสี่'
'วันนี้ข้าให้ทุกคนหยุดพักงาน และจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านต่างคิดว่าข้าจัดงานวันเกิดให้ตัวเอง ฮ่าๆๆ ความจริงแล้วข้ากำลังจัดงานเทศกาลให้พวกเขาต่างหาก แม้ว่าเวลาอาจจะไม่ตรงนักก็ตาม —— วันที่หนึ่งเดือนห้า'
'วันนี้เหวินฉ่งเมาเหล้า เขาหลุดปากพูดว่าจะฮุบผลกำไรจากเสื่อซูไว้แต่เพียงผู้เดียว ข้าได้ตระหนักถึงสิ่งต่างๆ มากมาย อย่างน้อยเส้นทางของตระกูลใหญ่ก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้อีกแล้ว มิเช่นนั้น ข้าก็คงเป็นได้เพียงแค่เซี่ยชิวถงคนที่สองเท่านั้น —— วันที่สองเดือนหก'
'ขอเพียงเรามีชีวิตยืนยาว แม้ห่างไกลพันลี้ก็ยังได้ชมจันทร์ดวงเดียวกัน —— วันที่สิบห้าเดือนแปด'
'อาการป่วยของถังเต๋อซานนั้นรุนแรงมาก แต่เขาก็เลิกผงห้าศิลาไม่ได้แล้ว เขาบอกว่าเขาก็อยากเป็นคนปกติเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่รอความตายเท่านั้น
เนี่ยชิ่งให้ข้าดูโอ่งดินเผาที่แตกสลาย ดูเหมือนอยากจะพูดช่วยเซี่ยชิวถงสักสองสามประโยค เขาไม่เข้าใจว่าข้าไม่ได้รังเกียจเซี่ยชิวถง แต่ข้าเข้าใจดีว่าอำนาจรัฐใดๆ ในแผ่นดินนี้ ล้วนเป็นดั่งแอ่งน้ำโสโครก เป็นดั่งก้อนเนื้อเน่าเปื่อย
หากข้าเดินตามวิธีของเซี่ยชิวถง ข้าอาจจะประสบความสำเร็จในส่วนตัว แต่ผู้ที่ดื่มน้ำโสโครกกินเนื้อเน่าเปื่อยจนผงาดขึ้นมาได้นั้น สุดท้ายก็คงไม่ใช่ตัวข้าอีกต่อไป
ข้าเริ่มตระหนักได้ว่า เส้นทางขุนนางผู้มีอำนาจและแม่ทัพนายกองแบบดั้งเดิม ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในยุคสมัยนี้ ที่นี่มันเน่าเฟะมาตั้งแต่รากฐาน ยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งเน่าเฟะ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เจตจำนงส่วนบุคคลจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย
เส้นทางที่ข้าควรจะเดิน ไม่ใช่การกุมอำนาจ แต่เป็นการสร้างกฎระเบียบขึ้นมาใหม่ สร้างศีลธรรมขึ้นมาใหม่ และเบิกเส้นทางสายใหม่จากทางความคิดต่างหาก —— วันที่สิบสองเดือนแปด'
'ถังเต๋อซานตายแล้ว ไม่สิ... บิดาของข้าตายแล้ว เพื่อให้ข้ามีชีวิตรอด เขาอาจจะใช้ชีวิตอย่างไม่เข้าใจไปตลอดกาล หรือบางทีอาจจะตายไปตั้งนานแล้ว
คุณหนูหวังบอกว่าจะมาเป็นภรรยาของข้า นางอาจจะเป็นแสงสว่างของยุคสมัยนี้กระมัง นางชี้แนะข้า ทำให้ข้าตระหนักได้ในทันทีว่าข้าได้ถูกบรรยากาศของยุคสมัยกลืนกินไปนานแล้ว จนกลายเป็นคนหดหู่และมองโลกในแง่ร้าย ข้าจะต้องหมั่นอ่านบันทึกประจำวัน เพื่อรักษาเจตนาเดิมเอาไว้ และจะยอมให้ภาพรวมของยุคสมัยนี้กลืนกินข้าไปอีกครั้งไม่ได้เด็ดขาด —— วันที่สิบห้าเดือนแปด'
'ข้าฝังศพบิดาไปแล้ว และก็ได้ฝังความมองโลกในแง่ร้ายกับความอ่อนแอไปด้วย หลายคนกำลังเฝ้ารอให้ข้าเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง แต่พวกนางหารู้ไม่ว่า ภายในใจของข้าได้แน่วแน่เด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุดแล้ว ความมุ่งมั่นของข้านั้นมีมากกว่าพวกนางเสียอีก —— วันที่สิบหกเดือนแปด'
สายลม พัดพาให้หน้าต่างสั่นไหว
เหลิ่งหลิงเหยาใช้มือป้องตะเกียงไว้ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "เหตุใดท่านจึงไม่เขียนเล่า"
ถังอวี่ราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ เขาแย้มยิ้มบางๆ แล้วตวัดพู่กันเขียนลงไป...
'การสั่งสมทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนมีไว้เพื่อการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอย่างสิ้นเชิง'
'การอดทนอดกลั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนมีไว้เพื่อการปลดปล่อยในบั้นปลาย'
'อำเภอซู อำเภอเฉียว ประสบการณ์เพียงพอแล้ว'
'วิญญูชนพลิกโฉม! จะรอช้าอยู่ไย!'
เขาวางพู่กันลง หัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า "จี้เหยา เจ้าจะปกป้องข้าหรือไม่"
เหลิ่งหลิงเหยามองดูตัวอักษรที่เขาเขียนอย่างละเอียด ขมวดคิ้วกล่าวว่า "ข้าอ่านไม่ออกทั้งหมดหรอกนะ"
ถังอวี่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่มองดูนาง
เหลิ่งหลิงเหยากล่าวว่า "อืม ข้าจะปกป้องท่านเอง"