- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 67 - เข้าสู่ประตูสวรรค์
บทที่ 67 - เข้าสู่ประตูสวรรค์
บทที่ 67 - เข้าสู่ประตูสวรรค์
บทที่ 67 - เข้าสู่ประตูสวรรค์
จางหยางจ้องมองเตาหลอมที่หมุนคว้างอยู่กลางอากาศอย่างไม่วางตา ทันใดนั้น เตาหลอมก็เปล่งแสงสีแดงวาบ ก่อนจะแตกสลายไป
เหลือเพียงเม็ดยาสีแดงขนาดเท่าลูกปิงปองลอยหมุนติ้วอยู่กลางอากาศ
หัวหน้าชายชุดดำดีใจเนื้อเต้น รีบทะยานตัวขึ้นไปคว้าเม็ดยาใส่กล่องอย่างระมัดระวัง แล้วประคองด้วยสองมือไปมอบให้มู่หรงเฟย
"นายน้อย ทำสำเร็จแล้วขอรับ ยามนุษย์หลอมเสร็จสมบูรณ์แล้ว"
มู่หรงเฟยหน้าบานเป็นกระด้ง รับเม็ดยามาพิจารณาดูใกล้ๆ "เยี่ยม เยี่ยมมาก! ผู้บัญชาการเจียง วางใจเถอะ ข้าจะทูลขอความดีความชอบให้เจ้าแน่"
"พรึ่บ~ นกอีกาบินถลาลงมา เนื่องจากระยะทางไกลเกินไป จางหยางจึงต้องบังคับให้มันบินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อดูข้อมูล
"ใครน่ะ?"
มู่หรงเฟยตวัดสายตามองขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่พอเห็นว่าเป็นแค่นกอีกา ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในขณะเดียวกัน จางหยางก็ได้รับข้อมูลของยามนุษย์ผ่านนกอีกา
【ยามนุษย์ เพิ่มมลทินวิญญาณมนุษย์ +1000, พลังจิต +10, พละกำลัง +10, ร่างกาย +10 หลอมจากเลือดเนื้อและวิญญาณของมนุษย์นับหมื่นคนด้วยเคล็ดวิชาเตาหลอมที่ไม่สมบูรณ์ ป.ล. มลทินวิญญาณมนุษย์ไม่สามารถต้านทานได้ โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง】
จางหยางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นไอเทมที่เพิ่มค่าสถานะทั้งสามอย่างพร้อมกัน แถมยังเพิ่มขึ้นเป็นเลขหลักสิบอีกต่างหาก
แต่พออ่านเจอท่อนท้ายที่บอกว่าไม่สามารถต้านทานมลทินวิญญาณมนุษย์ได้ ความตื่นเต้นก็มอดดับลงทันที
ขนาดเขาที่มีระบบช่วยต้านทานมลทินจากจันทร์ลี้ลับและสุริยันวิปลาส ระบบยังเตือนให้ใช้อย่างระมัดระวัง ไอ้ของพรรค์นี้ใครกินเข้าไปคงได้ลงนรกแหงๆ
ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่ามลทินวิญญาณมนุษย์คืออะไรก็เถอะ
จางหยางแอบเสียดายอยู่ในใจ เขาเดาว่าของชิ้นนี้นี่แหละที่มู่หรงเจี๋ยตั้งใจจะเอาไปเป็นของขวัญชิ้นโบแดงให้หยินลี่
ตระกูลมู่หรงนี่มันโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ หลอกใช้การแจกโจ๊กเพื่อล่อผู้อพยพมาหลอมเป็นยามนุษย์ตั้งเป็นหมื่นคน
จางหยางส่ายหน้า บังคับนกอีกาบินกลับโรงเตี๊ยม เลิกสนใจเรื่องนี้
ช่วงสองวันที่ผ่านมา จางหยางเอาแต่ขลุกอยู่กับขุยเจิน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งคืนสุดท้าย เขาก็กลับมาตั้งสมาธิอีกครั้ง
'พรุ่งนี้ประตูสวรรค์ก็จะเปิดแล้ว ถึงเวลาใช้บัฟทำนายทายทักเสียที'
พอรวบรวมสมาธิ บัฟทำนายทายทักก็หายไป ปรากฏติ้วเสี่ยงทายสี่อันขึ้นมาแทน
【เซียมซีใบที่หนึ่ง ดีเลิศ ประตูสวรรค์เปิดออก มุ่งหน้าสู่เขาอวี้ซาน แล้วไปต่อที่สระคุนฉือ เส้นทางทุรกันดาร เต็มไปด้วยผู้หมายปอง แต่สามารถทะลวงเข้าสู่เขตหวงห้ามเพื่อรับวาสนาระดับสีม่วงได้ อนาคตสดใส สามารถเข้าร่วมนิกายวายุไฟได้ แต่คู่แข่งแย่งชิงมีมากมาย ชะตาลิขิตให้ต้องเผชิญกับพายุเลือด!】
【เซียมซีใบที่สอง ปานกลาง ประตูสวรรค์เปิดออก ไปรวมกลุ่มกับขุยเจินแห่งสำนักศพซอมบี้ ออกตระเวนหาวาสนา ถูกขุยอู่จี๋ลอบทำร้าย แต่ก็รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด มุ่งหน้าสู่เขตหวงห้าม ได้รับวาสนาระดับสีฟ้า】
【เซียมซีใบที่สาม เลวร้าย ประตูสวรรค์เปิดออก ไปรวมกลุ่มกับฆามะ ระหว่างทางเจอสิ่งลี้ลับ ได้รับวาสนาระดับสีเขียวหนึ่งอย่าง แต่กลับถูกหยินลี่แห่งเมืองผีสางแย่งชิงไป โอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์!】
【เซียมซีใบที่สี่ เลวร้ายที่สุด ประตูสวรรค์เปิดออก ไปรวมกลุ่มกับฆามะ บังเอิญเจออู๋จิงแห่งสำนักเบญจพิษ ถูกลอบกัดด้วยเข็มพิษสามบุปผา ระหว่างหนีตายก็ไปเจอโอวหยางจิ้ง นายน้อยสำนักกัดกินวิญญาณเข้าอีก ตายสถานเดียว!】
"หืม? ในคำทำนายมีแต่ตัวละครเด่นๆ ทั้งนั้นเลยนี่หว่า ขุยอู่จี๋, หยินลี่, อู๋จิง, โอวหยางจิ้ง... ดูท่าการแย่งชิงทรัพยากรครั้งนี้จะดุเดือดเอาการแฮะ"
จางหยางยิ้มขำ แล้วเริ่มวิเคราะห์คำทำนายแต่ละข้อ
ระบบให้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เขาต้องเอามาประมวลผลเอง
เริ่มจากใบที่หนึ่งกับสอง ทั้งสองใบพูดถึงเขตหวงห้ามเหมือนกัน
ใบที่หนึ่งบอกให้ไปเขาอวี้ซานก่อน แล้วค่อยไปสระคุนฉือ สุดท้ายก็ไปจบที่เขตหวงห้าม ได้รับวาสนาระดับสีม่วง
เดาว่าไอ้วาสนาระดับสีม่วงนี่น่าจะเป็น 《คัมภีร์อี้หยาง》 แหงๆ
ส่วนใบที่สองบอกว่าถ้าไปกับขุยเจิน แล้วตรงดิ่งไปที่เขตหวงห้ามเลย จะได้แค่วาสนาระดับสีฟ้า
นั่นหมายความว่า ที่เขาอวี้ซานกับสระคุนฉือต้องมีไอเทมสำคัญที่เป็นเงื่อนไขในการครอบครองคัมภีร์อี้หยางซ่อนอยู่แน่ๆ
เพราะฉะนั้น สองที่นี้เขาพลาดไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนใบที่สามกับสี่ สรุปได้สั้นๆ เลยว่า ฆามะมันเป็นตัวซวย! ใครอยู่ใกล้เป็นต้องซวยไปด้วย ไม่เจอห้าอัจฉริยะ ก็ต้องตายไม่ก็พิการแหงๆ
จางหยางตัดสินใจแน่วแน่ พรุ่งนี้ต้องอยู่ห่างจากฆามะให้มากที่สุด จะได้ไม่ติดเชื้อความซวยมาด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะดึกป่านนี้แล้ว เขาแทบอยากจะย้ายห้องหนีเลยทีเดียว ก็ห้องฆามะมันอยู่ติดกันนี่นา
ส่วนเจินเอ๋อร์ พรุ่งนี้เขาจะเตือนให้นางเกาะกลุ่มกับคนในสำนักศพซอมบี้ไว้ จะได้ปลอดภัย
ขืนมางมหาเขาในประตูสวรรค์ มีหวังได้เจออันตรายรอบด้านแน่
หลังจากวางแผนเสร็จสรรพ จางหยางก็หลับตาลงนอนหลับสนิท เพื่อชาร์จพลังไว้ลุยใน 'ประตูสวรรค์'
วันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์สีเขียวอมฟ้าสาดส่องลงมาอาบไล้ผืนแผ่นดิน
ถนนหนทางในเมืองประตูสวรรค์เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ก็งานประเพณีสิบปีมีหนของเมืองประตูสวรรค์นี่นา
ถึงจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนธรรมดาตาดำๆ แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์อยู่แล้ว งานใหญ่ขนาดนี้ ไม่มาดูให้เห็นกับตาก็เสียดายแย่
บริเวณใจกลางเมือง มีแท่นพิธีตั้งตระหง่านอยู่ บนนั้นคือ 'ประตูสวรรค์' ที่มีลักษณะคล้ายค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติ
ผู้ฝึกยุทธ์ที่จะเข้าร่วมงาน 'ประตูสวรรค์' ต่างก็มายืนรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ กะด้วยสายตาน่าจะมีสักสองพันคนเห็นจะได้
แต่ละคนมีสีหน้าหลากหลาย ทั้งตื่นเต้น หวาดกลัว แต่ส่วนใหญ่จะดูฮึกเหิมมากกว่า
ขอแค่รอดกลับออกมาจาก 'ประตูสวรรค์' ได้ โอกาสทะลวงขึ้นสู่ระดับกลางก็อยู่แค่เอื้อม
แต่ถ้าไม่รอด ก็คือตาย ทุกคนที่ก้าวเท้าเข้าไปต่างก็รู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ดี
"จางหยาง ข้าไปกับเจ้าไม่ได้จริงๆ หรือ?"
ขุยเจินทำหน้าเศร้า ลึกๆ แล้วนางเป็นห่วงความปลอดภัยของจางหยางมากกว่าสิ่งอื่นใด
เพราะทางฝั่งสำนักศพซอมบี้มีเครื่องมือส่งสัญญาณหากัน ทำให้เกาะกลุ่มกันได้ง่าย โอกาสรอดก็สูงกว่า
การที่จางหยางต้องไปลุยเดี่ยว นางอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ
"เจินเอ๋อร์ วางใจเถอะ! ข้าเก่งแค่ไหน เจ้าก็รู้ดี"
จางหยางส่ายหน้าเบาๆ ขืนให้นางตามมาด้วย นางนั่นแหละจะเป็นฝ่ายตกอยู่ในอันตรายเสียเอง
ฆามะที่ยืนอยู่ไม่ไกล ลอบสังเกตเสี้ยวหน้าของจางหยางพลางขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า
แต่ตั้งแต่เช้ามา ศิษย์น้องฆาเหรินดูเหมือนจะพยายามหลบหน้าเขาตลอดเวลา
แถมสายตายังแฝงความรังเกียจหน่อยๆ อีกต่างหาก ทำเอาเขางงไปหมด
"ศิษย์พี่ พอเข้าไปในประตูสวรรค์แล้ว อย่าลืมมาหาข้านะ ข้าขอตัวไปคุยกับศิษย์น้องฆาเหรินแป๊บนึง"
ฆามะหันไปกระซิบกับลั่วพะ
"อืมๆ รู้แล้วน่า"
ลั่วพะพยักหน้ารับ พลางแทะข้าวโพดปิ้งในมืออย่างเมามัน
"ศิษย์น้องฆาเหริน!"
จางหยางได้ยินเสียงเรียกของฆามะจากด้านหลัง ก็ถึงกับมุมปากกระตุก
"ศิษย์พี่สาม!"
"เจ้าจะไม่ไปกับพวกเราจริงๆ รึ? ข้าว่า..."
"ศิษย์พี่สาม ข้าอยากจะลองไปสำรวจดูด้วยตัวเองน่ะขอรับ"
จางหยางปฏิเสธอย่างหนักแน่น
"เฮ้อ... ถ้างั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ ข้างในมันอันตรายมากนะ"
'ศิษย์พี่นั่นแหละคือตัวอันตรายที่สุด!'
จางหยางจ้องมองฆามะด้วยสายตาเรียบนิ่ง "จริงสิ ศิษย์พี่สาม พยายามสำรวจอยู่แค่รอบนอกก็พอนะขอรับ อย่าถลำลึกเข้าไปข้างในเลย"
เอาจริงๆ เขาค่อนข้างรู้สึกดีกับฆามะ อย่างน้อยก็ดีกว่าชิงหมิงกับลั่วภะเยอะ เขาไม่อยากให้ศิษย์พี่คนนี้ต้องมาตายเปล่า
ฆามะถอนหายใจยาว "ศิษย์น้องฆาเหริน รักษาตัวด้วยล่ะ จำไว้นะ อย่าฝืนตัวเอง รู้จักโอนอ่อนผ่อนตามถึงจะเป็นลูกผู้ชายตัวจริง"
จางหยางพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับไม่เห็นด้วยเลยสักนิด วิถีแห่งผู้ฝึกยุทธ์คือการแก่งแย่งแข่งขัน ถ้าไม่แย่งชิง ก็จะไม่มีวันได้อะไรมาครอบครอง
เขามีระบบคอยช่วยเหลือ อะไรที่แย่งมาได้ก็ต้องแย่ง ถ้าสู้ซึ่งๆ หน้าไม่ได้ ก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าช่วย!
แบบนี้ถึงจะเอาตัวรอดในโลกนี้ได้อย่างยืนยาวและมีความสุข!
ฆามะถอนหายใจอีกครั้ง เขารู้ดีว่าศิษย์น้องราคาถูกคนนี้ไม่ได้ฟังคำเตือนของเขาเลยสักนิด
"บางครั้ง ถึงเราจะไม่ไปแย่งชิงอะไรใคร แต่คนอื่นก็อาจจะมองว่าเราเกะกะสายตา แล้วก็ฆ่าทิ้งอยู่ดี"
จางหยางพึมพำเสียงแผ่ว
"หืม? เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ?" ขุยเจินถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ! แถวขยับแล้ว!" จางหยางยิ้มกลบเกลื่อน
ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันมุ่งหน้าสู่แท่นพิธี
"ศิษย์พี่ สู้ๆ นะขอรับ!"
จางหยางหันขวับไปมอง ก็เห็นอวิ๋นเฟยกระโดดหยอยๆ โบกไม้โบกมืออยู่ท่ามกลางฝูงชน
(จบแล้ว)