- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 68 - ขาดพาหนะคู่ใจ
บทที่ 68 - ขาดพาหนะคู่ใจ
บทที่ 68 - ขาดพาหนะคู่ใจ
บทที่ 68 - ขาดพาหนะคู่ใจ
"จางหยาง นี่คือแผนที่ในประตูสวรรค์ที่ข้าแอบลอกมา เก็บไว้ให้ดีนะ! สำนักศพซอมบี้สั่งห้ามแพร่งพราย ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นเมื่อวานนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน"
ขุยเจินแอบยัดม้วนหนังแผ่นเล็กที่ขยำเป็นก้อนใส่มือจางหยางอย่างลับๆ
สัมผัสอุ่นๆ จากมือนุ่มของขุยเจิน ทำให้จางหยางรู้สึกตื้นตันใจ เขาบีบมือนางแน่นๆ แทนคำขอบคุณ
"วางใจเถอะ ข้าจะต้องรอดกลับมาให้ได้ ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ!"
ขุยเจินไม่พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับด้วยสายตาลึกซึ้ง
ทั้งสองคนก้าวเข้าสู่ 'ประตูสวรรค์' พร้อมกัน
เมื่อจางหยางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าขุยเจินไม่ได้อยู่ข้างกายเขาแล้ว
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพแวดล้อมที่นี่แตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
โลกภายนอกที่อาบไล้ด้วยแสงจากสุริยันวิปลาส ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเขียวชอุ่ม แต่ที่นี่กลับเป็นทะเลทรายเวิ้งว้าง
โขดหินสีน้ำตาลอมเหลืองที่โผล่พ้นพื้นทราย บ่งบอกว่าดินแดนแห่งนี้ไม่ได้สงบสุขอย่างที่เห็น
เขาคลี่แผนที่ในมือออกดูเพื่อหาพิกัด เขาต้องรีบเดินทางไปยังเขาอวี้ซานให้เร็วที่สุด เพราะวาสนาไม่เคยรอใคร
ลายเส้นหยึกหยักบนแผนที่เหมือนเด็กสามขวบวาดเล่น ทำเอาเขาหลุดขำออกมา
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังพอดูออกว่าแนวเทือกเขาหลักๆ อยู่ตรงไหนบ้าง
"น่ารักจริงๆ"
จางหยางยิ้มอย่างเอ็นดู
แต่รอยยิ้มก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าระยะทางจากจุดนี้ไปยังเขาอวี้ซาน แถมยังต้องเดินทางต่อไปสระคุนฉืออีก มันไม่ใช่ระยะทางที่จะเดินเท้าไปถึงได้ในวันสองวัน
ยิ่งไปกว่านั้น เขามีแค่สองขาเป็นพาหนะเท่านั้น!
"พลาดแล้วไง... ข้อมูลไม่แน่นพอก็เงี้ย!"
เขาเขกหัวตัวเองเบาๆ ตำหนิตัวเองที่สะเพร่าไม่ได้เตรียมพาหนะมาด้วย
แต่มันก็โทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้หรอกนะ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพวกผู้ฝึกแมลงพิษน่ะจนกรอบขนาดไหน ยิ่งวัดชิงหยางนี่เรียกว่ายาจกเรียกพี่เลยล่ะ
ขนาดฆามะยังไม่มีพาหนะส่วนตัวเลย แล้วเขาจะมีได้ยังไง?
"ไม่ได้การ ขืนเดินเท้าเปล่า กว่าจะไปถึง วาสนาก็คงโดนคนอื่นหมาบคาบไปแดกหมดแน่
ต้องรอ 'ผู้ใจบุญ' ผ่านมาทางนี้เสียแล้วล่ะ!"
จางหยางตัดสินใจเด็ดขาด ในเมื่อไม่มี ก็ต้องปล้น! ที่นี่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว การฆ่าคนชิงทรัพย์เป็นเรื่องปกติธรรมดา
เขาสงบจิตสงบใจนั่งรออยู่พักใหญ่ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาดังกึกก้องมาแต่ไกล
เขาแอบชะโงกหน้าออกไปดู ก็เห็นชายวัยกลางคนควบม้าฝันร้ายมุ่งหน้ามาทางนี้
'เหยื่อมาแล้ว!'
จางหยางค่อยๆ ยืนขึ้น แล้วตะโกนสุดเสียง "สหายท่านนี้ โปรดหยุดก่อน... เชี่ยไรเนี่ย?"
ปรากฏว่าพอชายคนนั้นได้ยินเสียงเรียก ก็หักหัวม้าควบหนีไปอีกทางทันที ทิ้งไว้แค่กลุ่มฝุ่นควันตลบอบอวล
"ระวังตัวแจเลยแฮะ" จางหยางขมวดคิ้ว
ไม่คิดเลยว่าหมอนี่จะขี้ขลาดขนาดนี้ แค่ได้ยินเสียงคนเรียกก็เตลิดเปิดเปิงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่ทันเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ
"ช่างเถอะ พลาดเป้าแรกไป เดี๋ยวก็มีเป้าต่อไปโผล่มาเองแหละ"
คราวนี้เขาเข้าไปซ่อนตัวหลังโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ไม่กล้าส่งเสียงเรียกสุ่มสี่สุ่มห้า ขืนเหยื่อตื่นตูมหนีไปอีก ก็เสียเวลาเปล่าๆ
พร้อมกันนั้น เขาก็ปล่อยนกอีกาให้บินขึ้นไปสอดแนมบริเวณโดยรอบ
ผ่านไปสักพัก เขาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดิน น่าจะมีคนควบม้ามาทางนี้แน่
"ลูกพี่ ทางนี้แหละ! เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากแถวนี้..."
จางหยางได้ยินเสียงแว่วๆ มาแต่ไกล ผ่านสายตานกอีกา เขาเห็นชายสามคนแต่งตัวเหมือนกันเปี๊ยบ ควบม้าฝันร้ายตรงดิ่งมาทางเขา
"พวกเรานี่มันดวงดีจริงๆ หมาป่าเดียวดายหลงฝูงแบบนี้ หากินไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ"
ชายที่มีรอยแผลเป็นบนหน้าแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
ทันใดนั้น มือผีที่อาบไปด้วยปราณมารสีดำจำนวนมหาศาลก็โผล่พรวดออกมาจากความว่างเปล่า พุ่งเข้าจู่โจมพวกเขาทั้งสามคนอย่างสายฟ้าแลบ
ทั้งสามคนรู้สึกแค่ว่ามีมือผีมาโผล่ตรงหน้า แล้ววินาทีต่อมา มือพวกนั้นก็ทะลวงผ่านร่างไป ความรู้สึกราวกับวิญญาณถูกแช่แข็ง ภาพตรงหน้าดับวูบลงทันที...
"อ่อนหัดขนาดนี้เชียว?"
จางหยางเดินออกมาจากหลังโขดหิน ยืนมองศพทั้งสามที่ร่วงลงมาจากหลังม้า
【ติ๊ง~ ขอแสดงความยินดี ตรวจพบบัฟคุ้มกัน (เทียม)】
จริงๆ แล้วคนพวกนี้ไม่ได้อ่อนหัดหรอก แต่เป็นเพราะหัตถ์มรณะสีครามกลายพันธุ์ของเขามันโกงเกินไปต่างหาก การโจมตีแบบเทเลพอร์ตทำให้ศัตรูตั้งตัวไม่ทัน
บวกกับคุณสมบัติกลืนวิญญาณ ยิ่งทำให้ศัตรูที่ถูกโจมตีทีเผลอหมดโอกาสตอบโต้โดยสิ้นเชิง
จางหยางเดินเข้าไปค้นตัวศพด้วยความหวัง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ พวกนี้ไม่มีแม้แต่ถุงมิติสักใบ
"หืม? สำนักแมลงพิษกลายพันธุ์รึ?"
เขาหยิบป้ายเหล็กบอกสังกัดขึ้นมาดู แล้วก็พึมพำกับตัวเอง
มิน่าล่ะ ผู้ฝึกแมลงพิษนี่มันยากจนข้นแค้นจริงๆ
รื้อไปรื้อมา เจอแต่เอกสารซื้อขายม้าฝันร้าย เขาถึงเพิ่งบางอ้อว่า สมบัติที่มีค่าที่สุดของไอ้สามคนนี้ ก็คือม้าฝันร้ายสามตัวนี่แหละ
"โถ่เอ๊ย นี่ลงทุนเอาสมบัติทั้งหมดไปแลกม้าฝันร้าย เพื่อมาทำอาชีพปล้นพวกหมาป่าเดียวดายสินะ?"
เดาถูกเผง! ไอ้สามคนนี้กะจะมาปล้นชาวบ้านกิน แต่ดันซวยมาเจอจางหยางที่เป็นยิ่งกว่ามัจจุราชเสียก่อน
เขายืนขึ้นส่ายหน้า ปลดปล่อยแมลงสลายศพจากถุงมิติลงบนร่างไร้วิญญาณทั้งสาม
เพียงพริบตาเดียว ศพทั้งสามก็ละลายกลายเป็นแอ่งน้ำเหลืองซึมลงสู่ผืนดิน
จางหยางกระโดดขึ้นขี่ม้าฝันร้ายตัวหนึ่ง แล้วจูงอีกสองตัวที่เหลือ ควบตะบึงมุ่งหน้าสู่เขาอวี้ซานทันที เวลาเป็นเงินเป็นทอง เขาต้องรีบไปถึงให้เร็วที่สุด
แต่เรื่องไม่คาดคิดมักจะเกิดขึ้นเสมอ เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด
ห่างออกไปหลายสิบลี้ ศิษย์สำนักกัดกินวิญญาณกำลังรวมตัวกัน ณ จุดนัดพบ
"นายน้อยยังมาไม่ถึงอีกหรือ?"
"อาจจะถูกสุ่มไปเกิดไกลหน่อยมั้ง!"
"มาแล้วๆ!"
ศิษย์สำนักกัดกินวิญญาณชะเง้อมองไปแต่ไกล ก็เห็นโอวหยางจิ้งขี่แมลงปีกแข็งขนาดยักษ์พุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูง
"คารวะนายน้อย!"
"ดีมาก คราวนี้พวกเราไม่ได้ถูกสุ่มไปเกิดไกลกันนัก" โอวหยางจิ้งยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังแมลง คลี่พัดจีบออกโบกเบาๆ
คราวนี้สำนักกัดกินวิญญาณได้โควตามาห้าคน ซึ่งตอนนี้มารวมตัวกันครบหมดแล้ว
"พวกเจ้ารีบขึ้นมาสิ เราจะไปตามหาวาสนากันแล้ว!"
สำนักกัดกินวิญญาณเตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับงานนี้เมื่อสิบปีก่อน ศิษย์รุ่นพี่สองรุ่นก่อนได้บังเอิญไปเจอ 'รังแมลงพิษ' ในประตูสวรรค์ และได้แมลงสายพันธุ์ดีๆ กลับไปเพียบ
อย่างแมลงปีกแข็งยักษ์ที่เขาขี่อยู่นี่ ก็เป็นหนึ่งในผลผลิตจากรังนั้น
สำนักกัดกินวิญญาณทุ่มเงินก้อนโตซื้อของวิเศษจากสำนักยันต์หยิน เพื่อนำมาใช้ซ่อนเร้นอำพรางรังแมลงพิษแห่งนี้
เวลาผ่านไปสิบปี ต้องมีแมลงพิษเกิดใหม่ในรังนั้นอีกเพียบแน่ๆ และนี่คือเป้าหมายหลักของสำนักกัดกินวิญญาณในครั้งนี้
เรื่องนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของสำนัก แม้แต่สำนักพิษสวรรค์ก็ยังไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย
แววตาของโอวหยางจิ้งเป็นประกายเจิดจ้า ถ้าหากในรังนั้นมีแมลงพิษกลายพันธุ์ระดับเทพซ่อนอยู่ล่ะก็ โอกาสที่สำนักกัดกินวิญญาณจะผงาดขึ้นแทนที่สำนักพิษสวรรค์ก็อยู่แค่เอื้อม
ส่วนตัวเขาเองก็อาจจะอาศัยพลังของแมลงพิษกลายพันธุ์นั้น ก้าวขึ้นแท่นอัจฉริยะได้สำเร็จ!
เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสายเทวะนอกรีต โอกาสทะลวงขึ้นสู่ระดับสูงก็ไม่ใช่แค่ฝัน หรือเผลอๆ อาจจะไปถึงระดับสูงสุดเลยก็เป็นได้
พอคิดถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของโอวหยางจิ้งอย่างห้ามไม่อยู่
......
ตัดมาที่ฆามะกับลั่วพะ ทั้งสองคนเดินโซซัดโซเซอยู่กลางทะเลทราย แต่ด้วยความที่สื่อสารกันได้และเกิดมาไม่ไกลกันนัก จึงหากันจนเจอได้อย่างรวดเร็ว
"เฮ้อ... ไม่รู้ป่านนี้ศิษย์น้องฆาเหรินจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างนะ?"
ฆามะทอดสายตามองเนินทรายสุดลูกหูลูกตาพลางถอนหายใจยาว
"เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะน่า คราวนี้ถ้าได้ตั๊กแตนใบไม้มารยามาเมื่อไหร่ เจ้าก็จะได้สิทธิ์ควบคุมร่างกายกลับคืนมาเสียที"
ลั่วพะพูดด้วยน้ำเสียงคาดหวัง
ฆามะพยักหน้าเบาๆ ที่เขาต้องใช้ของวิเศษซ่อนเร้นพลังของตัวเองมาตลอด ก็เพื่อรอคอยวันนี้แหละ
ขอแค่บรรลุระดับห้าได้สำเร็จ เขาก็จะยึดร่างคืนมาได้ แล้วค่อยจัดการลบจิตวิญญาณของชิงหมิงกับลั่วภะทิ้งให้สิ้นซาก แค่นี้ก็หมดเสี้ยนหนามแล้ว
(จบแล้ว)