- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 66 - ยามนุษย์
บทที่ 66 - ยามนุษย์
บทที่ 66 - ยามนุษย์
บทที่ 66 - ยามนุษย์
ทั้งสองคนออดอ้อนคลอเคลียกันอยู่อีกพักใหญ่ จางหยางก็ปฏิเสธคำชวนของขุยเจินที่อยากให้เขาไปพักที่ที่ทำการของสำนักศพซอมบี้
ก็แหม... ตัวเขามีความลับซ่อนอยู่ตั้งมากมาย ขืนไปพักที่นั่นอาจจะไปเตะตาใครเข้าก็ได้ เขาก็เลยตัดสินใจกลับมาพักที่โรงเตี๊ยมเหมือนเดิม
ส่วนเรื่องโควตานั้น จางหยางคิดสะระตะดูแล้ว ด้วยระดับพลังของอวิ๋นเฟยในตอนนี้ ขืนเข้าไปใน 'ประตูสวรรค์' ก็คงไม่ต่างอะไรกับการร่อนจดหมายเชิญความตาย
เขาจึงตัดสินใจยกโควตานี้ให้กับขุยเลี่ยไปเลย เชื่อว่าขุยเลี่ยต้องมีวิธีจัดการให้ได้มาอย่างแน่นอน
แต่ถ้าให้เขาไปทวงเอง มีหวังขุยอู่จี๋ได้เล่นแง่บ่ายเบี่ยงแหงๆ
"ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว!"
พอเห็นจางหยางเดินเข้ามา อวิ๋นเฟยก็ตาเป็นประกายทันที
เรื่องนี้มันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน อวิ๋นเฟยยึดถือจางหยางเป็นศิษย์พี่เพียงคนเดียวในดวงใจ
ส่วนฆามะนั้นแทบจะไม่เห็นหัวอวิ๋นเฟยเลย แต่กลับทำตัวสนิทสนมประหนึ่งจางหยางเป็นศิษย์น้องแท้ๆ คลานตามกันมา
สำหรับอวิ๋นเฟยแล้ว จางหยางไว้ใจได้เต็มร้อย เพราะชีวิตของเจ้านี่กำอยู่ในมือเขานี่นา
แต่สำหรับความสนิทสนมของฆามะนั้น เขาต้องระวังตัวไว้ก่อน ในโลกใบนี้ไม่มีความรักความเมตตาที่ให้กันฟรีๆ หรอก
"อืม วันนี้เป็นไงบ้าง?" จางหยางถามยิ้มๆ
"ก็เรื่อยๆ ครับ เดินเที่ยวรอบเมืองประตูสวรรค์กับศิษย์พี่ฆามะแล้วก็ศิษย์พี่ลั่วพะ" อวิ๋นเฟยตอบพลางเกาหัวแกรกๆ
"มีเรื่องอะไรน่าสนใจไหมล่ะ?" จางหยางลองภูมิ
"ศิษย์พี่ ประตูสวรรค์ใกล้จะเปิดแล้ว ข้าสังเกตเห็นเรื่องแปลกๆ เรื่องนึงครับ
ตรงที่พักผู้อพยพนอกเมืองประตูสวรรค์ มีการตั้งโรงทานแจกโจ๊กด้วยนะ ดึงดูดผู้อพยพมาได้เป็นหมื่นคนเลย"
อวิ๋นเฟยขมวดคิ้ว เล่าด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
"แจกโจ๊กงั้นรึ? พวกนั้นจะใจบุญสุนทานขนาดนั้นเชียว?"
จางหยางเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย ดูจากสันดานของคนตระกูลมู่หรงแล้ว ไม่น่าจะใช่พวกชอบทำบุญสุนทานเลยนะ
วันแรกที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าเมืองมา ภาพทางเดินสีเลือดสายยาวนั่น ยังติดตาเขาอยู่เลย
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พอข่าวเรื่องแจกโจ๊กแพร่ออกไป ผู้อพยพก็พากันแห่มาที่นี่ไม่ขาดสายเลย
แถมทางการเมืองประตูสวรรค์ยังส่งคนมาคุ้มกันผู้อพยพพวกนั้นจากพวกสิ่งลี้ลับด้วยนะ"
อวิ๋นเฟยเกาหัวโล้นๆ ของตัวเองด้วยความงุนงง
มันทะแม่งๆ ชอบกล ไม่รู้ว่าพวกมู่หรงกำลังวางแผนชั่วอะไรอยู่ คืนนี้เขาต้องออกไปสืบดูให้รู้เรื่องให้ได้
คนพวกนี้เห็นชีวิตคนธรรมดาเป็นแค่ผักปลา จะมาใจดีอะไรตอนนี้? ไม่มีทางหรอก!
"อ้าว? ศิษย์น้องฆาเหริน กลับมาแล้วรึ?"
ลั่วพะทักทายเสียงอู้อี้ ในปากยังคาบน่องไก่อยู่เลย
จางหยางยิ้มตอบ พลางคิดในใจว่าศิษย์พี่คนนี้น่าจะชื่อทัมมั่วะมากกว่าลั่วพะนะ วันๆ เห็นเอาแต่กิน
"ศิษย์น้องฆาเหริน เจ้า..."
ฆามะที่เดินตามหลังมา จ้องมองจางหยางด้วยสายตาประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเขารู้แล้วว่าจางหยางเลื่อนขั้นเป็นระดับสองแล้ว
จางหยางไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มรับบางๆ
ฆามะนึกถึงแม่นางเมื่อตอนกลางวัน แล้วถอนหายใจ "ศิษย์น้องฆาเหริน ช่างเป็นคนมีวาสนาจริงๆ"
เดี๋ยวนะ ศิษย์พี่ฆามะกำลังเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า? ข้าไม่ได้เป็นแมงดานะเว้ย
"เอ่อ..."
"ศิษย์น้องฆาเหริน ไม่ต้องอธิบายหรอก! ข้าเข้าใจ..." ฆามะส่งสายตากรุ้มกริ่มให้จางหยางเป็นเชิงรู้กัน
รู้บ้าอะไรล่ะ? มันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดเลยสักนิด
แต่จางหยางก็คร้านจะอธิบาย เพราะบางครั้งยิ่งอธิบาย คนพวกนี้ก็ยิ่งปักใจเชื่อความคิดตัวเองมากขึ้นไปอีก
"จริงสิ ศิษย์พี่ฆามะ มู่หรงเฟย นายน้อยเมืองประตูสวรรค์น่ะ เขามาจากสำนักไหนรึ?"
จางหยางถามด้วยความสงสัย ในบรรดาห้าอัจฉริยะ เขาพอจะรู้ที่มาที่ไปของคนอื่นหมดแล้ว ขาดก็แต่มู่หรงเฟยนี่แหละ
ฆามะนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "จริงๆ แล้วตระกูลมู่หรงสืบเชื้อสายมาจากสายผีโอสถ บรรพบุรุษของตระกูลเคยเป็นผู้อาวุโสของสำนักเตาหลอม ซึ่งเป็นสำนักใหญ่ของสายผีโอสถในอดีต
แต่ตอนนี้สำนักเตาหลอมถูกล้างบางไปนานแล้ว ผู้สืบทอดก็เหลือแค่ตระกูลมู่หรงนี่แหละ"
"ผีโอสถรึ?"
จางหยางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ตอนนี้เมืองผีสางกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของสายผีโอสถไปแล้วล่ะ"
จางหยางพยักหน้ารับรู้
"ศิษย์น้อง อีกสามวันประตูสวรรค์ก็จะเปิดแล้ว ช่วงนี้ก็อย่าออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกให้มากนักล่ะ เตรียมข้าวของที่จำเป็นไว้ให้พร้อมเถอะ"
ฆามะเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
"ขอรับ ศิษย์พี่สาม ข้าจะจำไว้"
พูดคุยกันเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับห้องพักไปพักผ่อน เพราะต้องเก็บแรงไว้ลุยในประตูสวรรค์
.....
นอกเมืองประตูสวรรค์
ภายในเพิงพักชั่วคราว ผู้อพยพหลายคนนอนขดตัวหลับใหลโดยใช้แขนต่างหมอน
แต่ก็มีบางคนที่นอนไม่หลับ จับกลุ่มคุยกันเสียงเบา
"เฮ้อ... โชคดีนะที่ท่านเจ้าเมืองมู่หรงสร้างเพิงพวกนี้ให้ ไม่งั้นพวกเราคงตายกันหมดแล้ว" ชายคนหนึ่งมองหลังคาเพิงพลางถอนหายใจ
"นั่นสิ แถมยังให้พวกเรากินอิ่มด้วย"
"วันนี้ข้าเจอเศษเนื้อในโจ๊กด้วยนะ"
"ท่านเป็นคนดีจริงๆ ถ้าวันไหนข้าลืมตาอ้าปากได้ ข้าจะสร้างศาลเพียงตาถวายท่านเจ้าเมืองมู่หรงเลย"
ผู้อพยพบางคนลูบท้องที่ป่องนูนพลางสรรเสริญเยินยอตระกูลมู่หรง
"น่าสงสารลูกสาววัยสองขวบของข้า นางทนความลำบากไม่ไหว เลยมาไม่ถึงเมืองประตูสวรรค์"
ชายอีกคนกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงปวดร้าว
ในยุคสมัยแบบนี้ มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่า กฎแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็กคือสัจธรรม
พวกคนแก่ เด็ก คนป่วย และคนพิการ ส่วนใหญ่ก็ตายตกกันไปตามรายทางหมดแล้ว
ผู้อพยพที่รอดมาถึงกำแพงเมืองประตูสวรรค์ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายฉกรรจ์ทั้งนั้น ส่วนรอดมาด้วยวิธีไหนนั้น คงไม่ต้องพูดให้มากความ
พอชายคนนั้นพูดจบ คนอื่นที่ยังตื่นอยู่ก็เงียบกริบ แต่ละคนมีสีหน้าซับซ้อน ทั้งเสียใจ รู้สึกผิด และโทษตัวเองปะปนกันไป
ตัดภาพไปที่ยอดไม้เหนือเพิงพัก เจ้านกอีกาตัวเขื่องเกาะอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีเลือดที่หน้าท้องของมันกลอกกลิ้งไปมาอย่างมีชีวิตชีวา
จางหยางรับฟังเสียงซุบซิบนินทาของพวกผู้อพยพผ่านนกอีกา
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ เขาดักรอมาเป็นชั่วโมงแล้ว พวกมู่หรงยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย
หรือว่าจะเกิดใจบุญขึ้นมาจริงๆ? หรือมีแผนอะไรซ่อนอยู่กันแน่?
"หืม? นั่นมัน...."
นกอีกาเบนสายตาไปอีกทิศทาง ชายชุดดำหลายคนกางร่มคันใหญ่เดินตรงมา แต่ละคนแบกธงประหลาดๆ มาด้วย
"พรึ่บ~" นกอีกาบินถลาเข้าไปหาพวกชุดดำทันที
"เสียงอะไรน่ะ?"
ชายชุดดำคนหนึ่งระแวดระวังตัว แต่ก็ไม่กล้าเงยหน้ามองฟ้า เพราะขืนเผลอไปสบตาจันทร์ลี้ลับเข้า ต่อให้เป็นเทพเทวดาก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ได้
เพื่อนอีกคนเงี่ยหูฟัง "น่าจะเป็นนกน่ะ"
"อืม รีบลงมือเถอะ เดี๋ยวจะเลยฤกษ์ คราวนี้ท่านเจ้าเมืองจะปรุงยามนุษย์ พวกเราจะทำเสียเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!"
หัวหน้ากลุ่มสั่งการเสียงเข้ม
ลูกน้องไม่กล้าพูดอะไร ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปักธงรอบๆ ค่ายผู้อพยพในระยะห่างทุกๆ ร้อยเมตร
"ยามนุษย์รึ?"
จางหยางขมวดคิ้ว เขาไม่รู้หรอกว่ายามนุษย์คืออะไร แต่ที่แน่ๆ ตระกูลมู่หรงไม่ได้มาดีแน่นอน
เขาสังหรณ์ใจว่า ทันทีที่ธงพวกนั้นปักเสร็จ ต่อให้เป็นนกอีกาของเขาก็คงบินหนีออกจากค่ายนี้ไม่ได้แน่
เขาจึงบังคับนกอีกาให้บินหนีออกมาแต่เนิ่นๆ แล้วไปเกาะสังเกตการณ์อยู่บนกำแพงเมืองแทน
ผ่านไปไม่นาน ชายชุดดำหลายสิบคนก็ปักธงเสร็จ ภาพลวงตาของเตาหลอมขนาดยักษ์ก็ปรากฏครอบคลุมค่ายผู้อพยพเอาไว้
แต่ที่น่าแปลกคือ พวกผู้อพยพกลับมองไม่เห็นความผิดปกตินี้เลย
"หืม? มู่หรงเฟย?"
จางหยางเห็นผ่านสายตานกอีกา ชายหนุ่มหน้าตาเจ้าเล่ห์นั่งเสลี่ยงที่มีหลังคากันแดดค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา
"นายน้อย เตรียมการเสร็จสิ้นแล้วขอรับ" หัวหน้าชุดดำก้าวเข้าไปรายงานมู่หรงเฟยด้วยความเคารพ
"อืม เริ่มได้เลย!"
มู่หรงเฟยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
หัวหน้าชุดดำโค้งคำนับ ก่อนจะรีบเดินไปสั่งการต่อ
ชายชุดดำแต่ละคนใช้มือซ้ายจับธง ส่วนมือขวาประสานอินประหลาดๆ
"วูบ~"
ภาพลวงตาเตาหลอมเริ่มหมุนช้าๆ แล้วค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
พวกผู้อพยพที่เพิ่งจะกินอิ่มนอนหลับ จู่ๆ ร่างกายก็ถูกบิดม้วนเข้าหากันเหมือนคุกกี้ที่โดนบีบอัดจนเสียรูปทรง
พวกเขาสิ้นใจตายในทันทีโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ!
เลือดและเนื้อถูกบดขยี้เหมือนมะเขือเทศในเครื่องปั่น ลอยหมุนวนอยู่กลางอากาศ
ชีวิตของคนนับหมื่นดับสูญไปในชั่วพริบตา ก่อนจะค่อยๆ ถูกดูดกลืนเข้าไปในเตาหลอม
เตาหลอมเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จางหยางรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมอบอวลผ่านประสาทสัมผัสของนกอีกา
"ไม่ใช่สิ นี่มันไม่ใช่กลิ่นที่รับรู้ผ่านจมูก แต่มันคือการรับรู้ผ่านจิตวิญญาณต่างหาก!" สีหน้าของจางหยางเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ดวงตาสีเลือดที่หน้าท้องของนกอีกา จ้องมองภาพเตาหลอมตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา
(จบแล้ว)