- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 504 หลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย พบเถิงเฟิงอีกครั้ง
บทที่ 504 หลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย พบเถิงเฟิงอีกครั้ง
บทที่ 504 หลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย พบเถิงเฟิงอีกครั้ง
บทที่ 505 หลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย พบเถิงเฟิงอีกครั้ง
ทะเลบูรพาอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด
แสงเหินสายหนึ่งที่แทบจะกลืนเป็นสีเดียวกับน้ำทะเลโฉบผ่านผิวน้ำไปด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าไปทางแผ่นดินใหญ่
หากเข้ามาใกล้จะเห็นว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่อยู่ภายในแสงเหินนั้นคือเรือเหาะขนาดเล็กกะทัดรัดลำหนึ่ง
เรือเหาะลำนี้ดูเหมือนจะถูกหลอมสร้างขึ้นจากกระดูกสันหลังของอสูรวิญญาณทางน้ำชนิดใดชนิดหนึ่ง เวลาบินนั้นเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ความเคลื่อนไหวแผ่วเบายิ่งนัก ทว่าความเร็วในการบินกลับรวดเร็วมาก เพียงพริบตาก็หายลับไปในสุดขอบฟ้า
บริเวณหัวเรือเหาะ ชายวัยกลางคนในชุดคลุมหนังปลาเรียบง่ายยืนอยู่อย่างผ่อนคลาย สายตาของเขามองตรงไปเบื้องหน้า ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ทว่าในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะเผยให้เห็นร่องรอยของความกังวล
คนผู้นี้ก็คือเถิงเฟิง
หลังจากเหมิงกู่ได้รู้ว่าศัตรูที่ลอบทำร้ายตนเองได้ตกตายไปแล้ว เขาก็คลายปมในใจลงและไม่คิดจะทนอยู่ในโลกมนุษย์อีกต่อไป แต่เตรียมตัวไปสู่วัฏสงสารเพื่อเกิดใหม่และเริ่มต้นชีวิตที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง
ในใจของเถิงเฟิงมีตาชั่งอยู่คันหนึ่ง
เขารู้ดีว่า แม้ในตอนแรกเหมิงกู่จะหลอกใช้เขา แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา หากไม่มีเหมิงกู่คอยช่วยเหลือ เขาย่อมไม่มีทางเดินมาถึงจุดที่สูงส่งเช่นนี้ได้
หากยังคงอยู่ในแดนรกร้างประจิม ภายใต้การช่วยเหลือของพี่ใหญ่ เขาอาจจะมีความหวังในการสร้างรากฐาน ทว่าหากคิดจะหลอมรวมแก่นปราณล่ะ?
ความหวังนั้นริบหรี่ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
การที่เขาสามารถบรรลุแก่นปราณทองคำและมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ เหมิงกู่มีความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง บุญคุณนี้เขาไม่อาจไม่ตอบแทน
ดังนั้น
แม้จะรู้ดีว่าสมาพันธ์เซียนและพันธมิตรเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นทะเลบูรพากำลังทำสงครามครั้งใหญ่กันในน่านน้ำชายฝั่ง การเดินทางครั้งนี้ย่อมเต็มไปด้วยอันตรายนานัปการ แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะออกเดินทางไปยังต้าโจว เพื่อตามหาของวิเศษที่ช่วยเสริมสร้างแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณให้แก่เหมิงกู่
ส่วนเรื่องที่จะรอไปอีกสักระยะ รอจนกว่าสงครามจะสงบลงและสถานการณ์มั่นคงแล้วค่อยว่ากันน่ะหรือ?
อย่าว่าแต่สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ยืดเยื้อมานานกว่าร้อยปีและไม่รู้ว่าจะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหนเลย ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวมแก่นปราณของเขา ก็ใช่ว่าจะสามารถรอจนถึงวันนั้นได้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาสามารถสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของเหมิงกู่กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เคล็ดวิชาลับของเหมิงกู่นั้นแม้จะมหัศจรรย์ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว โดยเนื้อแท้เขาก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณคนหนึ่ง การที่สามารถรั้งอยู่ในโลกมนุษย์ด้วยร่างวิญญาณที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวมาเป็นเวลายาวนานปานนี้ ย่อมใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ ต่อให้เขาสามารถหาของวิเศษประเภทฟื้นฟูจิตวิญญาณมาได้ เกรงว่ามันคงไร้ผลต่อเหมิงกู่แล้ว
คิดไปคิดมา ท้ายที่สุดเขาก็จัดการเรื่องราวของเผ่าหนานเฟิงให้เรียบร้อย ก่อนจะออกเดินทางเพียงลำพังไปยังต้าโจวเพื่อค้นหาของวิเศษฟื้นฟูแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณให้เหมิงกู่
ยามนี้ เขาได้เข้าสู่น่านน้ำทะเลบูรพาแล้ว หรือก็คือแทบจะบินเข้ามาในเขตสมรภูมิรบแล้วก็ว่าได้
และนั่นก็หมายความว่า เขาอาจเผชิญกับอันตรายได้ทุกเมื่อ
เป็นไปตามคาด บินไปได้ไม่นาน จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้น
"มีความเคลื่อนไหว!"
เขาสัมผัสได้ว่า ในระยะห่างออกไปราวหลายร้อยหลี่กำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้น คลื่นความผันผวนของปราณวิญญาณที่เกิดจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายได้แผ่ขยายมาถึงตรงนี้
ฟุ่บ!
เถิงเฟิงบังคับเรือเหาะให้เปลี่ยนทิศทางเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้อย่างไม่ลังเล แล้วมุ่งหน้าบินสู่ต้าโจวต่อไป
ก่อนออกเดินทาง เขาเคยรับปากกับเฟิงเหลียนไว้แล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้เพื่อไม่ให้นางต้องลำบากใจ
"นี่เพิ่งจะมาถึงชายฝั่งแท้ๆ..." เถิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก
เขาเดาได้เลยว่า เส้นทางต่อจากนี้คงไม่สงบสุขอย่างแน่นอน
นครหลิงเซียว
ท่ามกลางการเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างมุ่งมั่นของหลี่ผิง เวลาผ่านไปยี่สิบปีอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้ตัว
ภายในถ้ำสถิตอันเงียบสงบและงดงาม อสูรวิญญาณทั้งสี่ต่างยึดครองพื้นที่กันไปคนละมุม
ต้นไม้ทิพย์ที่สูงที่สุดในลานคืออาณาเขตของวิหคเพลิงเถื่อน ศาลาริมสระคืออาณาเขตของมังกรเพลิงชาด ส่วนหนูดินนั้นหมอบพักผ่อนอยู่อย่างเงียบๆ ในมุมหนึ่งของลาน
ภายในสระวิญญาณ มีสายน้ำพ่นพุ่งขึ้นไปในอากาศสูงหลายจั้งเป็นระยะๆ นั่นคือตะพาบเจิ้นเยว่ที่กำลังขึ้นมาหายใจและเล่นน้ำ
เต่าศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ซึ่งมีสายเลือดของวิญญาณแท้เต่าดำอยู่สายหนึ่ง แท้จริงแล้วมันเป็นธาตุดิน และโดยปกติมันก็ชอบอยู่บนบกมากกว่า
เพียงแต่ตำแหน่งดีๆ ในลานถูกลูกพี่ผู้อาวุโสทั้งสามยึดครองไปหมดแล้ว มันจึงทำได้เพียงขลุกอยู่ในสระเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง—
อสูรทั้งสี่พร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นและมองไปทางห้องฝึกตนของหลี่ผิงที่อยู่ไม่ไกล พวกมันสัมผัสได้ถึงความผันผวนของปราณวิญญาณในถ้ำสถิตยามนี้ ตามมาด้วยกลิ่นอายสายหนึ่งจากบริเวณนั้นที่เริ่มพุ่งทะยานสู่ระดับที่สูงขึ้น
หลายวันต่อมา เมื่อทุกอย่างยุติลง อสูรทั้งสี่ก็เห็นเพียงร่างในชุดคลุมเวทสีน้ำเงินเดินออกมาจากห้องฝึกตนอย่างไม่เร่งรีบพร้อมกับรอยยิ้มในดวงตา
เขาคือเจ้านายของพวกมันนั่นเอง ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้านายกลับแข็งแกร่งกว่าเดิมมากนัก
หลี่ผิงยืนอยู่กลางลาน ล้วงเอายาเลี้ยงอสูรจากถุงเก็บของออกมาป้อนให้หนูดิน มังกรเพลิงชาด และตะพาบเจิ้นเยว่ ทั้งสามตัว
สาเหตุที่ไม่ได้ป้อนวิหคเพลิงเถื่อน เป็นเพราะเมื่อสิบปีก่อน เขาได้นำวัตถุดิบวิญญาณชุดหนึ่งซึ่งรวมถึงหญ้าขนนกเพลิงหมื่นปีมาจัดการและป้อนให้มันกินไปแล้ว
——
ในขณะนี้วิหคเพลิงเถื่อนยังคงวุ่นอยู่กับการหลอมรวมฤทธิ์ยาของวัตถุดิบวิญญาณชุดนั้นอยู่เลย
"หลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย ก้าวต่อไปก็คือหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว" บนใบหน้าของหลี่ผิงประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา นอกจากการออกจากด่านระหว่างทางหนึ่งครั้งเพื่อไปยังหออวิ้นหลิงเพื่อหลอมยาเก้าเตา รวมถึงจัดการกับหญ้าขนนกเพลิงแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็เอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงตลอดยี่สิบปี ในที่สุดเขาก็บำเพ็ญเพียรมาถึงจุดสูงสุดของระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นกลาง จากนั้นก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นปลายได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเลื่อนเข้าสู่ขั้นปลาย พลังต่อสู้ของหลี่ผิงก็ยกระดับขึ้นอีกครั้ง
ประการแรกคือพลังปราณ เมื่อเทียบกับช่วงหลอมรวมแก่นปราณขั้นกลาง ปริมาณพลังปราณโดยรวมของเขาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และพลังปราณที่สามารถดึงมาใช้ในแต่ละครั้งก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน
และเหตุผลที่อาวุธวิเศษชิ้นเดียวกัน เมื่ออยู่ในมือของผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่างกันจึงแสดงอานุภาพออกมาได้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างของปริมาณพลังปราณที่ผู้บำเพ็ญเพียรถ่ายทอดเข้าไปในคราวเดียวนั่นเอง
ภายใต้การมองลึกเข้าไปในร่างกาย หลี่ผิงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แก่นปราณทองคำหลักของเขาที่บำเพ็ญผ่าน 'เคล็ดวิชาธาราบำรุงชีพ' มีขนาดใกล้เคียงกับลูกปิงปองแล้ว
พื้นผิวของแก่นปราณทองคำมีแสงสีน้ำเงินวาบขึ้นมาเป็นระยะๆ รอบๆ มีธงดาราจักรโคจรขนาดจิ๋วสามร้อยหกสิบห้าผืนหมุนวนล้อมรอบ ดูลึกล้ำพิสดารยิ่งนัก
นอกเหนือจากพลังปราณแล้ว ก็คือจิตวิญญาณของเขา
เมื่อเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นกลาง จิตวิญญาณที่สถิตอยู่ในแก่นปราณทองคำของเขาก็เติบโตขึ้นตามแก่นแท้ของแก่นปราณทองคำที่แข็งแกร่งขึ้น
เขามีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด แข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปถึงห้าส่วนอยู่แล้ว หลายปีมานี้ยังมีของวิเศษศักดิ์สิทธิ์สายวิญญาณอย่างไม้บำรุงวิญญาณหมื่นปีคอยหล่อเลี้ยงทั้งวันทั้งคืน ประกอบกับเขายังฝึกฝน 'เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะ' จนถึงขั้นที่ห้า จิตวิญญาณจึงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวโดยปริยาย
เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของเขาอย่างน้อยก็มากกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายทั่วไปถึงสามเท่าเลยทีเดียว
หลี่ผิงลองสัมผัสอย่างเงียบๆ ก็พบว่าขอบเขตการครอบคลุมของจิตสัมผัสของเขาเกินแปดสิบหลี่ ซึ่งน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้นทั่วไปเสียอีก ด้อยกว่าก็เพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลางเท่านั้น
ด้วยการใช้จิตสัมผัสอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ในการควบคุมอาวุธวิเศษโจมตี อานุภาพที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นย่อมจินตนาการได้ไม่ยาก
ก่อนหน้านี้ หากหลี่ผิงต้องการสังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย ไม่ต้องพึ่งพาการบำเพ็ญทั้งกายและปราณเข้าต่อสู้ระยะประชิด ก็ต้องอาศัยของวิเศษโบราณอย่าง 'เสาผนึกวิญญาณ'
แต่ตอนนี้งั้นหรือ... ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย เขาเพียงแค่ยกมือก็สามารถกวาดล้างให้สิ้นซากได้แล้ว
หากใชัเสาผนึกวิญญาณ ด้วยความน่าสะพรึงกลัวของจิตสัมผัสของเขา ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดเมื่อถูกตรึงร่างแล้ว ย่อมไม่อาจแม้แต่จะขยับเขยื้อน ทำได้เพียงปล่อยให้เขาสับเนื้อเถือหนังตามอำเภอใจ
อย่างไรก็ตาม ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดนั้นจิตวิญญาณและพลังปราณได้ควบแน่นเป็นวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว เสาผนึกวิญญาณจึงไม่มีผลต่อผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่สามารถพึ่งพาของวิเศษโบราณชิ้นนี้ไปรับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่ผิงก็ส่ายหน้าเบาๆ
หากเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย การที่เขาจะทะลวงหรือไม่ทะลวงระดับก็ไม่มีความแตกต่างมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นการสังหารในพริบตาอยู่ดี
ทว่าหากเผชิญหน้ากับเฒ่าประหลาดระดับวิญญาณแรกกำเนิด การทะลวงระดับของเขาก็ไม่ได้มีความแตกต่างแต่อย่างใด อย่างมากก็แค่ทนรับกระบวนท่าได้มากขึ้นอีกสองสามกระบวนท่า แล้วก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ดี
"วิถีเซียนเพิ่งจะมาถึงครึ่งทาง การบำเพ็ญเพียรยังคงต้องพยายามต่อไป!"
เขายืนอยู่กลางลาน อาศัยช่วงเวลาว่างจากการป้อนอาหารอสูรวิญญาณ สงบความรู้สึกปีติยินดีจากการทะลวงขอบเขตลง
จากนั้นหลี่ผิงจึงเก็บอสูรวิญญาณทั้งสี่ ศพหลอมหนึ่งตน และหุ่นเชิดหนึ่งตัว อย่างไม่รีบร้อน แล้วลุกขึ้นเดินออกไปนอกถ้ำสถิต
ลำดับต่อไป เขาจะต้องบากบั่นเพื่อควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว
ปราณวิญญาณแรกกำเนิดของยาเม็ดระดับสามขั้นสูงยังดูดซับมาไม่เพียงพอ ตอนนี้เขากำลังจะมุ่งหน้าไปยังหออวิ้นหลิงเพื่อหลอมยาให้กับผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็จะถือโอกาสดูดซับปราณวิญญาณแรกกำเนิดที่ต้องการไปด้วย
เขาร่อนลงจอดที่หน้าหออวิ้นหลิง
ไม่นานนัก ฟูเหรินซุนในชุดกระโปรงยาวแบบในวังสีม่วงก็รีบเร่งเดินออกมาต้อนรับหลี่ผิงเข้าไปด้านใน
"ปรมาจารย์ไป๋... เอ๊ะ!"
ฟูเหรินซุนพูดไปได้ครึ่งประโยค จิตสัมผัสก็กวาดผ่านหลี่ผิงอย่างไม่รู้ตัว บนใบหน้าพลันเผยให้เห็นสีหน้าตกตะลึง
วินาทีต่อมา ความตกตะลึงบนใบหน้าก็เลือนหายไป เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแทน "ข้าน้อยขอแสดงความยินดีกับปรมาจารย์ไป๋ที่ได้เลื่อนระดับเข้าสู่ระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลาย ก้าวเข้าสู่วิถีเซียนอมตะไปอีกขั้นแล้ว!"
สายตาของหลี่ผิงกวาดมองสตรีโฉมงามที่เอ่ยปากแสดงความยินดีอยู่ตรงหน้า ฟูเหรินซุนปกปิดมันเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน แต่เขาก็ยังคงเห็นความอ้างว้างที่พาดผ่านดวงตาของนางไปชั่วขณะ
ในเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรแล้ว มีใครบ้างล่ะที่ไม่อยากจะเดินไปให้ไกลกว่านี้บนเส้นทางสู่อมตะ?
การที่ฟูเหรินซุนยอมล้มเลิกการบำเพ็ญเพียรแล้วหันมาทุ่มเทให้กับกิจการทางโลก เป็นความสมัครใจของนางเองงั้นหรือ?
ก็แค่นางรู้ตัวดีว่า ตนเองได้เดินมาถึงทางตันบนเส้นทางสายนี้แล้ว ไม่ว่าจะดิ้นรนไปเท่าใดก็เปล่าประโยชน์ จึงจำใจต้องเลือกที่จะยอมแพ้ไปก็เท่านั้น
ความคิดเริ่มแรกของตัวเขาเอง ก็ไม่ใช่ว่าจะล้มเลิกวิถีเซียนหลังจากสร้างรากฐานสำเร็จ แล้วมาใช้ชีวิตให้มีความสุขหรอกหรือ?
เพียงแต่พรสวรรค์อันล้ำเลิศของเขาไม่ยินยอมให้เขาปล่อยตัวตามสบาย จึงคอยผลักดันให้เขาเดินมาถึงขอบเขตที่ห่างจากการหลอมรวมวิญญาณแรกกำเนิดเพียงแค่ก้าวเดียวเช่นในปัจจุบันนี้เท่านั้น
ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัว หลี่ผิงดึงสติกลับมาและเผยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า "รับคำอวยพรของฟูเหรินซุนแล้ว"
ฟูเหรินซุนสั่งให้ผู้ดูแลระดับล่างในหอไปแจ้งผู้บำเพ็ญเพียรที่ว่าจ้างหลอมยา ในขณะเดียวกันก็นำทางหลี่ผิงเข้าไปยังห้องหลอมยา
ในระหว่างที่รอ ทั้งสองคนก็พูดคุยกันถึงสถานการณ์สงครามในทะเลบูรพาช่วงนี้อย่างเป็นกันเอง
สิบปีผ่านไป การต่อสู้ระหว่างสมาพันธ์เซียนและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นทะเลบูรพายังคงยืดเยื้อ เมื่อเทียบกับตอนที่หลี่ผิงออกจากด่านครั้งที่แล้ว ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
หลี่ผิงฟังแล้วก็รู้สึกหมดความสนใจอยู่บ้าง
เขามาอยู่นครหลิงเซียวได้ราวสามสิบห้าปีแล้ว และอาศัยอยู่ในเมืองมาโดยตลอด เดินทางไปมาระหว่างถ้ำสถิตและหออวิ้นหลิงเพียงสองจุดเท่านั้น จึงไม่ได้สัมผัสถึงบรรยากาศของสงครามสักเท่าไรนักจริงๆ
ทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ผู้บำเพ็ญเซียนไม่ใช่คนธรรมดา สงครามครั้งหนึ่งจะกินเวลาหลายร้อยปีก็เป็นเรื่องปกติ
เขาเคยอ่านพบในคัมภีร์
ในยุคโบราณกาล ตอนที่บรรพบุรุษเผ่ามนุษย์เพิ่งมาถึงทวีปอิ๋งไห่ สงครามใหญ่ที่ปะทุขึ้นระหว่างพวกเขากับพันธมิตรเผ่าพันธุ์ต่างๆ อย่างเผ่าเสียหลิงและคนเถื่อน กินเวลายาวนานถึงเกือบหมื่นปี
ทั้งสองฝ่ายต่างงัดเอาสารพัดวิธีออกมาใช้ กระบี่สังหารวิญญาณสามอินในถ้ำเก็บของของเขาก็เป็นสิ่งที่เผ่าเสียหลิงสร้างขึ้นในศึกครั้งนั้นเพื่อมุ่งหวังชัยชนะ
เผ่ามังกรวารีในยุคนั้นยังไม่ตกต่ำเหมือนในปัจจุบัน ภายในเผ่ามีมังกรวารีระดับสี่ขั้นปลายคอยปกปักรักษาถึงเก้าตัว นับเป็นเจ้าแห่งท้องทะเลอย่างแท้จริง
ในระหว่างสงคราม มังกรวารีระดับสี่ขั้นปลายทั้งเก้าตัวได้ออกโรงพร้อมกัน โดยอาศัยวิชาศักดิ์สิทธิ์พิเศษแขนงหนึ่ง ถึงขั้นสามารถปิดผนึกอาวุธวิเศษวิญญาณที่ไร้ผู้ควบคุมอย่างนครเซียนคุนหลุนเอาไว้ได้
เผ่ามนุษย์ในทวีปอิ๋งไห่เคยตกอยู่ในขอบเหวแห่งการสูญพันธุ์มาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ในยามวิกฤต ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่งได้เลื่อนระดับขึ้นสู่ขั้นก้าวสู่เทวะ และใช้พลังฝึกปรือระดับก้าวสู่เทวะควบคุมนครเซียนคุนหลุน สังหารมังกรวารีระดับสี่ขั้นปลายทั้งเก้าตัวลงได้ในคราวเดียว มังกรวารีที่เหลือจึงทำได้เพียงหลบหนีเข้าไปในหุบเหววิญญาณสมุทรและไม่กล้าออกมาอีก
ส่วนพันธมิตรเผ่าพันธุ์ที่มีเผ่ามารเป็นผู้นำก็ถูกนครเซียนคุนหลุนบดขยี้จนแหลกสลายเป็นผุยผง
เผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่หลบหนีไปยังดินแดนทุรกันดารอย่างเช่นทะเลทรายหรือทุ่งหญ้า ยังพอรักษาชีวิตรอดและดิ้นรนต่อลมหายใจต่อไปได้
ทว่าเผ่าเสียหลิงนั้น เนื่องจากสร้าง 'กระบี่สังหารวิญญาณสามอิน' ขึ้นมา จึงถูกบรรพบุรุษเผ่ามนุษย์ล้างบางจนสิ้นเผ่าพันธุ์และหายสาบสูญไปจากฟ้าดินผืนนี้โดยสมบูรณ์
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสระดับก้าวสู่เทวะท่านนั้นได้นำโครงกระดูกและแก่นวิญญาณอสูรของมังกรวารีระดับสี่ทั้งเก้าตัวมาสร้างเป็นอาวุธวิเศษวิญญาณ 'มีดประหารเก้ามังกร' และได้รับการยกย่องให้เป็น 'ราชันเทวะเก้ามังกร'!
อาวุธวิเศษคู่กาย 'มีดประหารสังหารมังกร' ของหลี่ผิง ก็เลียนแบบมาจากอาวุธวิเศษวิญญาณชิ้นนี้นั่นเอง
เมื่อเทียบกับระดับความอันตรายของสงครามหลายต่อหลายครั้งที่ปะทุขึ้นในยุคโบราณกาล สงครามในทะเลบูรพาครั้งนี้สำหรับสมาพันธ์เซียนแล้ว ไม่นับว่าเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ไปไม่ถึงขั้นที่ต้องงัดเอาอาวุธวิเศษวิญญาณออกมาใช้เลยด้วย
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายรูปร่างสูงผอมผู้หนึ่ง ก็ร้องเรียก "เจียงหยวน" พลางเดินเข้ามา
เนื่องจากปักใจเชื่อว่าหลี่ผิง 'ไร้น้ำยา' จึงไม่คิดจะใช้มารยาหญิงยั่วยวนเขาอีกต่อไป ฟูเหรินซุนก็ไม่พยายามแสร้งทำตัวไร้เดียงสาต่อหน้าหลี่ผิงอีก แต่นางได้ใช้น้ำเสียงยั่วยวนเชื้อเชิญผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายผู้นี้เข้ามาด้านใน
ผู้บำเพ็ญเพียรสูงผอมหยอกล้อกับฟูเหรินซุน แต่ก็ไม่ลืมธุระสำคัญ เขาหยิบถุงเก็บของใบหนึ่งออกมา ใช้พลังปราณควบคุมให้มันลอยไปตรงหน้าหลี่ผิง พร้อมกับยิ้มกล่าว "ปรมาจารย์ไป๋ รบกวนท่านแล้ว"
หลี่ผิงพยักหน้าเล็กน้อย รับถุงเก็บของมาด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วส่งจิตสัมผัสเข้าไปเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด
เงินมัดจำและวัตถุดิบวิญญาณถูกต้องครบถ้วน
เขาหยิบเตาหลอมยาออกมา นั่งขัดสมาธิ และเริ่มทำการหลอมยา
เวลาสองเดือนผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้ตัว
หลี่ผิงหลอมยาเม็ดระดับสามขั้นสูงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงเจ็ดเตาด้วยกัน
เนื่องจากในช่วงสิบปีมานี้ ฟูเหรินซุนรับงานหลอมยาให้เขามาได้เพียงแปดงานเท่านั้น
ดังนั้นต่อจากนี้ เขาเพียงแค่หลอมยาอีกหนึ่งเตาก็สามารถกลับไปฝึกฝนในถ้ำสถิตต่อได้แล้ว
ในตอนนั้นเอง ฟูเหรินซุนก็ลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน "ปรมาจารย์ไป๋ ยาเตาสุดท้ายนี้ค่อนข้างพิเศษ ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจในความคิดของท่าน สิ่งที่เขาต้องการหลอมก็คือ..."
คำพูดของฟูเหรินซุนยังไม่ทันจบ ผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องการหลอมยาคนสุดท้ายก็เดินเข้ามาภายใต้การนำทางของผู้ดูแลระดับล่างของหออวิ้นหลิง ทำให้นางต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป
นางลุกขึ้นยืนและแนะนำให้หลี่ผิงรู้จัก "ปรมาจารย์ไป๋ นี่คือสหายเต๋าเฟิง เขาต้องการให้ท่านช่วยหลอมยาคืนวิญญาณ ปรมาจารย์ไป๋ ท่านเองก็ทราบดีว่า ยาคืนวิญญาณหนึ่งเตาจะออกมาเพียงหนึ่งเม็ดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สหายเต๋าเฟิงจึงไม่สามารถใช้ยาเม็ดเป็นค่าตอบแทนได้ ทว่าเขายินดีจ่ายให้ท่านหนึ่งหมื่นห้าพันหินวิญญาณแทน..." พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็ชะงักไป ราวกับกำลังรอคอยคำตอบจากหลี่ผิง
นางคิดว่า : ค่าตอบแทนที่ปรมาจารย์ไป๋ได้รับจากการหลอมยาเม็ดระดับสามขั้นสูงในอดีต คือหกพันหินวิญญาณบวกกับยาที่หลอมสำเร็จในอัตราส่วนหนึ่งในสิบ ซึ่งมูลค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ หนึ่งหมื่นสองพันถึงหนึ่งหมื่นห้าพัน
ยามนี้สหายเต๋าเฟิงที่เพิ่งเคยพบหน้ายินดีจ่ายให้หนึ่งหมื่นห้าพันหินวิญญาณ ตามหลักการแล้ว ปรมาจารย์ไป๋ก็ไม่ควรปฏิเสธ
ทว่าช่างฝีมือระดับสูงส่วนใหญ่มักมีนิสัยแปลกประหลาด
หากปรมาจารย์ไป๋รู้สึกว่าวิธีนี้เป็นการทำลายกฎการหลอมยาของตนเอง และปฏิเสธไปตรงๆ นางก็ไม่มีวิธีอื่นใดอีก
ทว่าหลี่ผิงกลับไม่รีบร้อนให้คำตอบ
อันที่จริง หากมีคนสังเกตเขาอย่างละเอียด จะพบว่าในชั่วพริบตาที่เห็นใบหน้าของสหายเต๋าเฟิงชัดเจน รูม่านตาของเขาพลันหดเกร็ง แม้แต่ร่างกายก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ
แม้จะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากและเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แต่หลี่ผิงก็จดจำได้ในปราดเดียว
สหายเต๋าเฟิงผู้นี้มีหน้าตาเหมือนกับ 'เถิงเฟิง' น้องหกของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
แต่เถิงเฟิงตายไปในคลื่นอสูรที่นครเซียนเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อนแล้ว จะมาปรากฏตัวที่นครหลิงเซียวเพื่อขอให้เขาหลอมยาให้ได้อย่างไร?
'หรือจะเป็นแค่ความบังเอิญที่หน้าตาเหมือนกัน?
หรือว่า... มีคนจงใจวางเหยื่อล่อเพื่อหวังตกข้าออกไป?'
ความคิดในใจของหลี่ผิงแล่นพล่าน คาดเดาตัวตนที่แท้จริงของสหายเต๋าเฟิงผู้นี้อยู่เงียบๆ
การที่เขานิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา กลับทำให้สหายเต๋าเฟิงคิดว่าเขาไม่อยากรับงานหลอมยา จึงรีบเอ่ยปากขึ้นว่า "หากปรมาจารย์ไป๋รู้สึกว่าราคายังไม่มากพอ เฟิงโหมวยินดีเพิ่มหินวิญญาณให้"