เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 502 ทะเลบูรพาหลิงเซียว ความปีติของเหมิงกู่

บทที่ 502 ทะเลบูรพาหลิงเซียว ความปีติของเหมิงกู่

บทที่ 502 ทะเลบูรพาหลิงเซียว ความปีติของเหมิงกู่


หนึ่งปีต่อมา

บนเรือเหาะสีเงินขาว หลี่ผิงนั่งขัดสมาธิ ในมือบีบจับพลองยาวสีทองอ่อนไว้หนึ่งท่อน นัยน์ตาเผยแววครุ่นคิด

เมื่อไม่นานมานี้ ในที่สุดเขาก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้สำเร็จ โดยการหลอมยาให้ตระกูลอวิ๋นเป็นเวลาหนึ่งปี ในขณะเดียวกันช่วงเวลานั้นเขายังชี้แนะการบำเพ็ญวิถีแห่งการปรุงยาแก่อวิ๋นหลิงซู่อีกด้วย

เวลาหนึ่งปี เขาหลอมยาให้ตระกูลอวิ๋นไปสิบสี่เตาสำหรับระดับสามขั้นต่ำ หกเตาสำหรับขั้นกลาง และสามเตาสำหรับขั้นสูง รวมเป็นยาทั้งหมดยี่สิบสามเตา โดยอัตราความสำเร็จในการหลอมยายังคงอยู่ที่หนึ่งร้อยส่วนเช่นเดิม

เพียงแค่การหลอมยานี้ เขาก็ช่วยตระกูลอวิ๋นประหยัดหินวิญญาณไปได้อย่างน้อยนับแสนก้อนแล้ว

อีกทั้งในหนึ่งปีนี้ ภายใต้การชี้แนะอย่างใส่ใจของเขา อวิ๋นหลิงซู่ที่ล้มเหลวไปหลายครั้ง ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการหลอมยาหลอมรวมปราณออกมาได้หนึ่งเตา

นี่ก็หมายความว่า อัตราความสำเร็จในการหลอมยาเม็ดระดับหนึ่งขั้นสูงของนางไปถึงระดับที่ไม่เลวแล้ว

หากขัดเกลาอีกสักสิบกว่าปี เมื่อถึงเวลา นางอาจจะสามารถลองหลอมยาเม็ดระดับสอง เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ปรุงยาระดับสองได้

การที่อวิ๋นหลิงซู่สามารถกลายเป็นปรมาจารย์ปรุงยาระดับสองได้ในวัยไม่ถึงห้าสิบปี เกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน

หนึ่งคือนางมีพรสวรรค์ในการหลอมยาที่สูงมากอยู่แล้ว และปกติก็ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

มีพรสวรรค์และในขณะเดียวกันก็ยอมพยายาม นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้นของการเป็นปรมาจารย์ปรุงยา

หากนางไม่มีพรสวรรค์ในการหลอมยาเลยแม้แต่น้อย หรือแม้มีพรสวรรค์ทว่าตัวเองกลับเกียจคร้าน เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อาจกลายเป็นปรมาจารย์ปรุงยาได้

สองคือนางเกิดในตระกูลอวิ๋นผู้หลอมอาวุธ อีกทั้งท่านปู่ของนางยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายและเป็นผู้ดูแลตระกูลอวิ๋น เวลาที่นางหลอมยาในยามปกติ นางสามารถรับวัตถุดิบสำหรับฝึกฝนฝีมือจำนวนมากได้จากตระกูลอวิ๋น ภายใต้การลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง วิชาปรุงยาของนางย่อมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

พูดให้ถึงที่สุด ปรมาจารย์ปรุงยาเป็นอาชีพที่สิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่ง หากไม่มีกำลังทรัพย์ที่เพียงพอ ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะศึกษาค้นคว้าเลย

ถึงอย่างไร ความรู้ที่ได้จากตำรา จะลึกซึ้งเท่ากับความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเองได้อย่างไร

สามคือนางมีอาจารย์ที่เป็นปรมาจารย์ปรุงยาระดับสี่อย่างหลี่ผิง วิชาปรุงยาของหลี่ผิงล้ำเลิศเพียงใด การชี้แนะนางนั้นเรียกได้ว่าเป็นการมองจากมุมที่สูงกว่า

นางมีปัญหาหรือความสงสัยใดๆ ก็ล้วนสามารถได้รับคำตอบที่แม่นยำจากหลี่ผิงได้

คนอื่นๆ หาได้มีเงื่อนไขเช่นนาง เมื่อพวกเขาพบปัญหา หากไม่ครุ่นคิดด้วยตัวเอง ก็ต้องศึกษาตำราอย่างหนัก พลิกดูคัมภีร์ที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้เพื่อค้นหาสาเหตุ เวลาจำนวนมากจึงสูญเสียไปเพราะเหตุนี้

พรสวรรค์ ความพยายาม ทรัพยากร อาจารย์ผู้มีชื่อเสียง... เงื่อนไขนานัปการเหล่านี้ประกอบกัน ภายใต้ผลลัพธ์ร่วมกัน ถึงทำให้อวิ๋นหลิงซู่รุดหน้าอย่างก้าวกระโดดในวิถีแห่งการปรุงยา

ก่อนจากไป หลี่ผิงยังทิ้งบันทึกวิถีปรุงยาระดับสามที่ตนเองสรุปขึ้นมาไว้ให้อวิ๋นหลิงซู่ฉบับหนึ่ง เพื่อไขข้อสงสัยให้นาง

ทำไปมากมายถึงเพียงนี้ เขาคิดว่าสิ่งที่ตนเองทุ่มเทลงไป แท้จริงแล้วได้ก้าวข้ามมูลค่าที่แท้จริงของเตาหลอมอาวุธตระกูลอวิ๋นไปไกลแล้ว

ทว่าก็เป็นอย่างที่อวิ๋นฉีเซิ่งกล่าวไว้

เตาหลอมอาวุธใบนี้บรรพบุรุษตระกูลอวิ๋นทิ้งไว้ มีความหมายเป็นอนุสรณ์พิเศษต่อตระกูลอวิ๋น มูลค่าของมันไม่ใช่สิ่งที่หินวิญญาณจะประเมินค่าได้

ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายรับอวิ๋นหลิงซู่เป็นศิษย์จดนาม และรับปากว่าหลังจากที่ตนเองท่องเที่ยวยุติลงและกลับมายังนครเทียนเต๋าแล้ว จะชี้แนะหลักสูตรการหลอมยาที่ยังไม่เสร็จสิ้นต่อไป

เขาคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดในอนาคต เป็นปรมาจารย์ปรุงยาระดับสี่ขั้นต่ำ ปรมาจารย์หลอมอาวุธระดับสี่ขั้นต่ำ ผู้หมักสุราวิญญาณระดับสี่ขั้นต่ำ ผู้ฝึกอสูรระดับสี่ขั้นต่ำ ช่างหลอมศพระดับสี่ขั้นต่ำ ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสามขั้นสูง ปรมาจารย์หุ่นเชิดระดับสามขั้นต่ำ และปรมาจารย์ยันต์ระดับสองขั้นกลาง

พูดอย่างไม่เกินจริงว่า บนเรือเหาะลำหนึ่งยังนั่งได้ไม่พอสำหรับคนมากมายขนาดนี้

การได้เป็นศิษย์จดนามของเขา นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้หินวิญญาณมาประเมินค่าได้เช่นกัน

หลี่ผิงส่ายหน้า ก่อนจะเริ่มขบคิดถึงแผนการในอนาคตของตนเองอีกครั้ง

ทางฝั่งของเสิ่นอวี่ ก่อนที่เขาจะออกจากตระกูลอวิ๋น เขาได้ไหว้วานให้ตระกูลอวิ๋นส่งจดหมายไปให้หนึ่งฉบับ เพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางไกลให้ทราบแล้ว

เนื่องจากจากมาอย่างกะทันหัน ปราณวิญญาณแรกกำเนิดจากยาเม็ดระดับสามขั้นกลางของเขายังดูดซับได้ไม่เพียงพอ

ดังนั้นต่อจากนี้เขายังต้องรับภารกิจหลอมยาเม็ดระดับสามขั้นกลางต่อไป และในแคว้นต้าโจว สถานที่ที่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณมารวมตัวกันจำนวนมาก นอกจากนิกายระดับวิญญาณแรกกำเนิดเหล่านั้นแล้ว แท้จริงแล้วก็มีเพียงสามแห่งเท่านั้น

นครเทียนเต๋า เมืองหลวงลั่วจิง และนครหลิงเซียว!

สมาพันธ์เซียนและเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นในทะเลมากมายต่อสู้ยืดเยื้อกันในทะเลบูรพามานับร้อยปี ระดมทรัพยากรมหาศาล ดึงดูดผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากจากทั่วทุกสารทิศในแคว้นต้าโจวให้มุ่งหน้าไปยังทะเลบูรพาเพื่อเข้าร่วมมหาสงคราม

นครหลิงเซียวที่อยู่ติดกับทะเลบูรพา แท้จริงแล้วถูกสมาพันธ์เซียนเข้าควบคุมชั่วคราวไปแล้ว และกลายเป็นฐานสนับสนุนด้านพลาธิการสำหรับศึกทะเลบูรพา

ตอนนี้นครแห่งนี้มีความหนาแน่นของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงยิ่งกว่าเมืองลั่วจิงเสียอีก เป็นรองเพียงนครเทียนเต๋าเท่านั้น

เมืองลั่วจิงเป็นของตระกูลอวี๋แต่เพียงผู้เดียว การจัดการผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้ามาอยู่อาศัยนั้นเข้มงวด หลี่ผิงไม่ต้องการถูกจำกัด

ประกอบกับเขาเคยบำเพ็ญเพียรที่นครหลิงเซียวมาหลายสิบปี มีความเข้าใจสถานการณ์ภายในเมืองและบริเวณใกล้เคียงค่อนข้างดี ดังนั้นสุดท้ายเขาจึงยังคงเลือกนครหลิงเซียวเป็นที่หลบภัยชั่วคราวของตนเอง

แน่นอน นครหลิงเซียวอยู่ใกล้กับสมรภูมิทะเลบูรพา ด้านความปลอดภัยย่อมสู้เมืองลั่วจิงไม่ได้

ทว่าหลังจากหลอมอาวุธวิเศษคู่กายสำเร็จ แท้จริงแล้วหลี่ผิงก็ไม่ค่อยกังวลกับอันตรายที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเหล่านี้แล้ว

ก่อนหน้านี้ที่เขาเลือกจะเผ่นหนี ก็ไม่ได้กลัวเฒ่าประหลาดระดับวิญญาณแรกกำเนิด เพียงแต่ไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของตนเองเท่านั้น

หลี่ผิงส่ายหน้า สายตาตกไปอยู่ที่พลองยาวสีทองที่กำอยู่ในมือ

หนึ่งปีผ่านไป ไม้มังกรขดก็มีอายุถึงหมื่นปีแล้ว สิ่งที่เขากำอยู่ในมือก็คือไม้มังกรขดหมื่นปีที่ถูกเก็บเกี่ยวมานั่นเอง

หากไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้บำเพ็ญกายระดับสาม พละกำลังทางร่างกายเทียบได้กับมังกรวารีในระดับเดียวกันแล้วล่ะก็ คนอื่นคงไม่อาจยกไม้เทวะนี้ขึ้นมาได้จริงๆ

เมื่อมองดูไม้เทวะ ในดวงตาของหลี่ผิงก็เผยรอยยิ้มออกมา "การเดินทางไปนครหลิงเซียวครั้งนี้หนทางยาวไกล ต้องใช้เวลาหลายปี ในช่วงเวลานี้ ก็ถือโอกาสหลอมเสามังกรขดออกมาก็แล้วกัน"

เขาหยิบเตาหลอมอาวุธออกมา ก่อนจะอ้าปากเล็กน้อย พ่นเพลิงแก่นปราณคำหนึ่งลงไปในเตาหลอมอาวุธโดยตรง

"ครืน~"

ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำเตี้ย อุณหภูมิภายในเตาหลอมอาวุธก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่วนความเร็วของเรือเหาะใต้เท้าหลี่ผิงกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย พุ่งตรงไปยังทิศทางของนครหลิงเซียวริมชายฝั่งทะเลบูรพา

ทะเลบูรพาทางตอนใต้สุด

ท่ามกลางน่านน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด มีเกาะขนาดใหญ่ที่กว้างขวางถึงหลายพันหลี่แห่งหนึ่ง

บริเวณชายขอบเกาะ บางครั้งก็มีเงาร่างคนกระโดดขึ้นมาจากทะเล หิ้วปลาที่จับได้ลงมาบนเกาะ ส่วนริมทะเลยังมีเงาร่างคนอื่นๆ กำลังยุ่งอยู่กับการจัดการปลาที่จับมาได้ ตากเกลือ และอื่นๆ

บริเวณแกนค่ายกลของสายธารวิญญาณระดับสามขั้นกลางใจกลางเกาะ สามารถมองเห็นตำหนักอันเรียบง่ายโบราณหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่

ภายในตำหนัก เถิงเฟิงในชุดคลุมหนังปลานั่งขัดสมาธิ กำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบๆ

หลายปีมานี้ ภายใต้การยินยอมอย่างเงียบๆ ของเฟิงยวน เขากับเฟิงเหลียนผู้เป็นสามีภรรยาได้นำพาบุตรหลานแยกตัวออกจากเผ่าจู๋เฟิง มายังเกาะแห่งนี้ สังหารฝูงวานรสมุทรครามที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้อย่างยากลำบาก ในที่สุดก็นำเผ่ามาตั้งรกรากที่นี่ได้สำเร็จ

เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่คนของเผ่าจู๋เฟิงอีกต่อไป จึงย่อมไม่ต้องเข้าร่วมในมหาสงครามทะเลบูรพา

แน่นอนว่าหลังจากแยกตัวออกมา พวกเขากับเผ่าจู๋เฟิงยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้ แม้กระทั่งชื่อเผ่ายังเรียกว่า 'หนานเฟิง' ซึ่งมีความหมายว่าเผ่าจู๋เฟิงทางทิศใต้

และด้วยเหตุผลของเฟิงเหลียน เผ่าจู๋เฟิงก็ไม่ได้มองพวกเขาเป็นคนนอก ทั้งสองฝ่ายยังคงไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด

ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ชายวัยกลางคนที่เปลือยท่อนบนผู้หนึ่งร่อนลงมาหน้าตำหนัก เขาเอ่ยปากเสียงดังอย่างทนรอไม่ไหวว่า "ท่านพ่อ ข้ามีข่าวสำคัญจะบอกท่าน"

เถิงเฟิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในตำหนักลืมตาขึ้น "เข้ามาพูดเถอะ"

ไม่กี่อึดใจต่อมา เมื่อมองดูชายวัยกลางคนตรงหน้า เถิงเฟิงก็เอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม "ลั่งเอ๋อร์ เจ้าสืบข่าวอะไรมาได้รึ?"

เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสายเลือดเผ่ามนุษย์ บุตรหลานของเถิงเฟิงจึงไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ทุกคนเหมือนกับเผ่าสมุทร มีเพียงผู้ที่มีรากปราณเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติบำเพ็ญวิถีเซียน

ในบรรดาบุตรหลานของเถิงเฟิง ผู้ที่มีรากปราณถือเป็นส่วนน้อย

ในจำนวนนั้น เถิงลั่งมีพรสวรรค์ดีที่สุด มีรากปราณสามธาตุเหมือนกับผู้เป็นบิดา ภายใต้ความช่วยเหลือของบิดามารดา เขาสร้างรากฐานได้อย่างราบรื่น

ปกติเถิงเฟิงจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เฟิงเหลียนจะออกตามหาของวิเศษไปทั่ว

กิจการต่างๆ ของเผ่าหนานเฟิง โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นเถิงลั่งที่คอยจัดการ

เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยถาม บนใบหน้าของเถิงลั่งก็เผยรอยยิ้มออกมา เขากล่าวเสียงดังว่า "ข้าสืบรู้สาเหตุที่แท้จริงที่เผ่าอสูรเหล่านั้นเปิดศึกกับต้าโจวแล้ว"

"โอ้?" เถิงเฟิงเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ

แท้จริงแล้ว สำหรับเรื่องที่ว่าเหตุใดสมาพันธ์เซียนต้าโจวถึงเกิดมหาสงครามกับเผ่ามังกรวารีทะเลบูรพา?

แม้จะอยู่ในเขตเผ่าสมุทร ข่าวสารปิดกั้น แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นเถิงเฟิงก็แอบคาดเดามาโดยตลอด

เหตุผลที่เขาต้องระหกระเหินมายังทะเลบูรพา ก็เพราะถูกสมาคมการค้าอิ๋งไห่ว่าจ้างให้ทำภารกิจจับลูกมังกรวารี

ครั้งนั้น นอกเหนือจากเขาแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ ที่ถูกจ้างมาล้วนตกตายไปจนหมดสิ้น ส่วนชายชราแซ่หยวนแห่งสมาคมการค้าอิ๋งไห่ก็นำลูกมังกรวารีที่จับได้กลับไปยังต้าโจว

เขาสงสัยว่า บางทีอาจเป็นเพราะเรื่องนี้ เผ่ามังกรวารีทะเลบูรพาถึงได้โกรธแค้นปานนี้

ทว่าเหมิงกู่กลับหัวเราะเยาะการคาดเดาของเขา เขาคิดว่าลูกมังกรวารีตัวเดียวยังไม่มีคุณสมบัติพอจะทำให้เกิดคลื่นลมรุนแรงเช่นนี้ได้ อีกอย่างก็ไม่ได้ถูกจับมังกรวารีจำแลงกายไปเสียหน่อย

การที่มหาสงครามปะทุขึ้น จะต้องมีชนวนเหตุอื่นอย่างแน่นอน

ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถคลายความสงสัยในใจได้แล้ว

"เอามาให้ข้าดูสิ" เถิงเฟิงเอ่ยปากเบาๆ

เถิงลั่งรีบมอบแผ่นหยกให้ "ขอรับ ท่านพ่อ"

ครู่ต่อมา หลังจากดูแผ่นหยกจบ สีหน้าของเถิงเฟิงก็กลายเป็นแปลกประหลาดยิ่งนัก

ถูกผู้อาวุโสเหมิงกู่เดาถูกเข้าแล้วจริงๆ สาเหตุที่เผ่ามังกรวารีทะเลบูรพาโกรธแค้น ถึงขนาดยอมก่อมหาสงครามที่กวาดล้างไปทั่วทวีปอิ๋งไห่ สาเหตุหลักก็เป็นเพราะเผ่ามนุษย์วางแผนสังหารมังกรเพลิงชาดระดับสี่ไปหนึ่งตัว

ดูเช่นนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่สมาคมการค้าอิ๋งไห่จับลูกมังกรวารีตัวนั้นไป คงจะนำไปใช้เป็นเหยื่อล่อกระมัง

เมื่อคิดต้นสายปลายเหตุได้กระจ่างแล้ว เถิงเฟิงก็ร้องเรียกเบาๆ ในจิตสำนึกว่า "ท่านผู้อาวุโส ท่านดูนี่สิ"

"อะไร?" น้ำเสียงเยือกเย็นของเหมิงกู่มีความสงสัยแฝงอยู่

แต่เมื่อเขาดูเนื้อหาในแผ่นหยกจบ เขากลับตกอยู่ในความเงียบงัน

เนิ่นนาน น้ำเสียงเยือกเย็นของเขาถึงดังขึ้นอีกครั้ง "นั่นก็หมายความว่า ตระกูลอวี๋ยอมก่อศึกใหญ่ระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่ามังกรวารี เพื่อที่จะสังหารมังกรเพลิงชาดระดับสี่ตัวนั้น?"

เถิงเฟิงพยักหน้า "เป็นเช่นนั้น นี่ล้วนเป็นฝีมือของตระกูลอวี๋ที่อยู่เบื้องหลัง"

"ฟู่" เหมิงกู่พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ในคำพูดเต็มไปด้วยความปีติ "ดูเหมือนว่าเจ้าหนูซวงฉือจะสืบรู้แล้วว่ามังกรเพลิงชาดคือฆาตกรที่ลอบทำร้ายข้า ดังนั้นตระกูลอวี๋ถึงได้ลงมือสังหารมังกรเพลิงชาด เพื่อแก้แค้นให้ข้า!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถิงเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย

เขารู้เพียงว่าผู้ที่วางยาพิษเหมิงกู่คือเผ่ามังกรวารี ส่วนจะเป็นมังกรวารีตัวไหนนั้น เหมิงกู่ไม่ได้บอก เขาจึงไม่รู้

แต่พอได้ยินความหมายในคำพูดของเหมิงกู่ตอนนี้ ที่แท้มังกรเพลิงชาดจำแลงกายที่ตระกูลอวี๋ลงมือสังหาร ก็คือมังกรวารีที่ลอบทำร้ายเขานี่เอง

เมื่อคิดเข้าใจถึงสาเหตุ ความเคียดแค้นที่เขามีต่อตระกูลอวี๋ก็เบาบางลงไปบ้าง

แม้ว่าตระกูลอวี๋จะลอบทำร้ายเขา แต่จุดประสงค์ก็เพื่อแก้แค้นให้เหมิงกู่

ส่วนเหมิงกู่นั้นมีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อเขา แม้ในระหว่างนั้นจะมีเจตนาหลอกใช้เขาอยู่บ้าง แต่หากไม่ใช่เพราะเหมิงกู่ช่วยเหลือ เขาที่รั้งอยู่ในนครเซียนเฟิงหลานมาตลอดก็อาจจะสร้างรากฐานได้ยากลำบาก แล้วจะเป็นปรมาจารย์ระดับหลอมรวมแก่นปราณในทุกวันนี้ได้อย่างไร

อีกทั้งภายใต้การชี้แนะของเหมิงกู่ ท้ายที่สุดเขาก็ไม่เพียงหนีรอดมาได้อย่างราบรื่น แต่ยังได้หญิงงามกลับมาครอบครองอีกด้วย

เมื่อพิจารณาในภาพรวมถึงสิ่งที่เหมิงกู่และคนอื่นๆ ในตระกูลอวี๋ทำลงไป แท้จริงแล้วเขายังติดค้างตระกูลอวี๋อยู่

แน่นอนว่านั่นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเหมิงกู่ยอมรับสถานะคนตระกูลอวี๋ของตนเอง หากเขาไม่ยอมรับสถานะของตนเอง ในอนาคตหากเถิงเฟิงบำเพ็ญเพียรสำเร็จ ก็ยังคงต้องไปทวงคืนความยุติธรรมจากตระกูลอวี๋อยู่ดี

"เจ้าหนูซวงฉือยอมทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อแก้แค้นแทนข้า เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ลืมพี่ชายอย่างข้า ส่วนเรื่องที่หนีฉางไปอยู่กินกับเขานั้น ก็เป็นเพราะข้าหายสาบสูญ ไม่รู้เป็นตายร้ายดี จะโทษเขาก็ไม่ได้"

เมื่อเข้าใจต้นสายปลายเหตุ ความเยือกเย็นในน้ำเสียงของเหมิงกู่ก็จางหายไปไม่น้อย เขาถอนหายใจ "เจ้าหนูเถิง ความปรารถนาของข้าลุล่วงแล้ว ปมในใจคลี่คลายจนสิ้น ชาตินี้ยังมีเรื่องสุดท้ายหวังว่าเจ้าจะช่วยได้"

เมื่อสัมผัสได้ว่าเหมิงกู่มีความตั้งใจฝากฝัง เถิงเฟิงก็รีบเอ่ยปาก "ผู้อาวุโสไยกล่าวเช่นนี้? ในเมื่อความเข้าใจผิดระหว่างผู้อาวุโสกับตระกูลอวี๋คลี่คลายหมดแล้ว ยามนี้ผู้อาวุโสควรจะกลับไปยังตระกูลอวี๋เพื่อพบปะญาติพี่น้องถึงจะถูก"

"หึๆ... ข้าในสภาพที่เหมือนผีเช่นนี้ ไม่มีหน้ากลับไปตระกูลอวี๋หรอก อีกอย่าง เวลาผ่านไปหลายปีถึงเพียงนี้ ในบรรดาคนที่ข้าคุ้นเคย นอกจากซวงฉือและหนีฉางแล้ว คนอื่นๆ คงจะสิ้นอายุขัยไปหมดแล้วล่ะ"

เหมิงกู่หัวเราะเยาะตนเอง "ส่วนพวกเขาสองคน แม้ข้าจะไม่โทษพวกเขา แต่ก็ไม่อยากพบพวกเขาอีกแล้ว"

หลังจากหัวเราะเยาะตนเองเสร็จ เหมิงกู่ก็เอ่ยปากพูดต่อ "เจ้าหนูเถิง เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ได้จะจบชีวิตตนเอง แท้จริงแล้ว ข้าตั้งใจจะเป็นฝ่ายไปเวียนว่ายตายเกิดเอง

เพียงแต่หลายปีมานี้ข้าใช้วิชาลับเพื่อรั้งอยู่บนโลกมนุษย์ แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณจึงสูญเสียไปอย่างมาก ลำพังแค่พลังของข้าไม่อาจไปเวียนว่ายตายเกิดได้ จำเป็นต้องให้เจ้าไปรวบรวมของวิเศษที่ช่วยฟื้นฟูแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณมาให้ข้าสักหน่อย"

"ท่านผู้อาวุโสยังเวียนว่ายตายเกิดได้อีกหรือ?"

เถิงเฟิงประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่พบกันครั้งแรก เหมิงกู่บอกกับเขาอย่างชัดเจนว่า ตนเองไม่เพียงแต่สูญเสียคุณสมบัติในการเวียนว่ายตายเกิด แม้แต่ผู้บำเพ็ญวิถีผีก็ยังเป็นไม่ได้ ทำได้เพียงอยู่ร่วมกับเขาในสภาพครึ่งคนครึ่งผีเช่นนี้เท่านั้น

ความสงสัยในน้ำเสียงของเถิงเฟิง เหมิงกู่ย่อมสัมผัสได้ เขาหัวเราะหึๆ "เจ้าหนูเถิง เจ้าอย่าใช้น้ำเสียงเช่นนั้นถามข้าสิ ก่อนหน้านี้ข้าเวียนว่ายตายเกิดไม่ได้จริง แต่หลังจากศึกษาค้นคว้ามาหลายปี ก็พอจะแก้ปัญหาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว"

ความจริงแล้ว คำพูดที่เหมิงกู่บอกกับเถิงเฟิงในตอนนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น สาเหตุที่เขาไม่เปลี่ยนไปบำเพ็ญวิถีผี จุดประสงค์หลักก็เพื่อรักษาคุณสมบัติในการเวียนว่ายตายเกิดของตนเองไว้

ตอนนี้ไม่มีเรื่องให้เสียใจแล้ว เขาย่อมต้องไปเวียนว่ายตายเกิด เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ทว่าเรื่องเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องบอกเถิงเฟิง

เมื่อได้ยินคำอธิบายของเหมิงกู่ เถิงเฟิงก็พยักหน้าอย่างเข้าใจกระจ่างแจ้ง

เขาเอ่ยปากอย่างสงบว่า "จริงสิ ท่านผู้อาวุโส ท่านต้องการของวิเศษอันใด ข้าน้อยจะไปหาซื้อที่เผ่าจู๋เฟิงในภายหลัง"

"น้ำคืนวิญญาณ ยาเทียนอิน..." เหมิงกู่ก็ไม่เกรงใจ เอ่ยชื่อของวิเศษวิญญาณสิบกว่าอย่างรวดเดียวจบ สุดท้ายเขายังเสริมอีกว่า "หากสามารถหาไม้บำรุงวิญญาณที่มีอายุหลายพันปีขึ้นไปได้ นั่นจะดีที่สุดเลย"

เถิงเฟิงเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ก่อนจะเผยรอยยิ้มขื่นออกมา "สิ่งที่ท่านผู้อาวุโสต้องการล้วนเป็นของที่มีประโยชน์ต่อจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ ในดินแดนของเผ่าสมุทรเกรงว่าคงหาซื้อได้ยาก ดูเหมือนข้าน้อยคงต้องเดินทางไปต้าโจวสักรอบแล้วล่ะ"

จากใจจริง เผ่าหนานเฟิงเพิ่งจะตั้งหลักได้อย่างมั่นคง เขาไม่ควรเดินทางไกลจริงๆ

แต่เหมิงกู่มีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อเขา เขาต้องทดแทน

เขาตัดสินใจในใจว่า "รออีกยี่สิบปี ให้การพัฒนาของเผ่าเข้าที่เข้าทางแล้ว ข้าค่อยเดินทางไปต้าโจว เพื่อรวบรวมของวิเศษวิญญาณที่ท่านผู้อาวุโสเหมิงกู่ต้องการ"

สามปีต่อมา

หลี่ผิงยืนไพล่มืออยู่บนเรือเหาะ ทอดสายตามองเมืองอันยิ่งใหญ่ตระหง่านบนยอดเขาเบื้องหน้า บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย

ยามนี้ เขาได้แปลงโฉมเป็นชายหน้าเหลืองรูปร่างหน้าตาธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง ใช้นามแฝงว่า 'ไป๋เซิ่ง'

ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ เขาจะต้องบำเพ็ญเพียรภายในนครหลิงเซียวด้วยชื่อไป๋เซิ่งแล้ว

จบบทที่ บทที่ 502 ทะเลบูรพาหลิงเซียว ความปีติของเหมิงกู่

คัดลอกลิงก์แล้ว