เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - หน้าประตูเมือง เพื่อนเก่าของแจมลา ท่านเคลาส์?

บทที่ 13 - หน้าประตูเมือง เพื่อนเก่าของแจมลา ท่านเคลาส์?

บทที่ 13 - หน้าประตูเมือง เพื่อนเก่าของแจมลา ท่านเคลาส์?


บทที่ 13 - หน้าประตูเมือง เพื่อนเก่าของแจมลา ท่านเคลาส์?

─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───

ถนนที่ทอดยาวสู่ตัวเมืองได้หักเหออกจากชายฝั่งแม่น้ำตรงจุดนี้ ชายฝั่งที่กว้างขวางและถนนปูหินถูกกั้นด้วยป่าไม้ริมแม่น้ำ ถนนเส้นนี้ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองมากขึ้น และทอดยาวเลียบไปตามแนวกำแพงเมืองชั้นนอก

ภายนอกกำแพงเมืองชั้นนอกของตัวเมืองไม่เห็นบ้านเรือนแม้แต่หลังเดียว แต่กลับมีควันไฟจากบ้านเรือนภายในกำแพงลอยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

เมื่อเข้าใกล้มากขึ้น จ้าวจี๋ก็ได้ยินเสียง เคร้ง เคร้ง เคร้ง ของโลหะกระทบกัน เสียงไก่ขันและเสียงสุนัขเห่าจากสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน

ตัวเมืองทังหมดตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำ ดังนั้นเมื่อมองจากที่ไกลๆ จะเห็นว่าตัวเมืองมีรูปทรงกลมที่ไม่สมมาตรนัก (ภายหลังถึงได้รู้ว่าดูเหมือนรูปทรงไตมากกว่า) ถนนค่อยๆ โค้งสูงขึ้นตามแนวกำแพงเมืองชั้นนอก จ้าวจี๋รู้สึกได้ว่าถนนใต้รถเทียมลากำลังไต่ระดับขึ้นอย่างช้าๆ เขาจึงนั่งให้มั่นคงขึ้นเพื่อไม่ให้พลัดตกจากรถ

ใช้เวลาไม่นาน ขบวนรถก็มาถึงสุดปลายถนน ซึ่งก็คือประตูเมืองของเมืองแห่งนี้

ประตูเมืองแห่งนี้สร้างจากหิน เมื่อเทียบกับกำแพงเมืองชั้นนอกที่เป็นไม้ที่เชื่อมต่อกันอยู่ด้านข้าง มันดูสูงใหญ่และแข็งแรงกว่ามาก เนื่องจากเมืองตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ดังนั้นหน้าประตูเมืองจึงไม่มีคูเมืองแบบดั้งเดิม แต่กลับมีการขุดคูรูปครึ่งวงกลม 2 ฝั่งหน้าประตูเมืองไว้เป็นมาตรการป้องกันแทน

จ้าวจี๋มองดูแล้วก็แสยะยิ้ม ภายในคูไม่มีสิ่งกีดขวางที่ทำจากไม้ไผ่ ไม้ หรือโลหะแหลมคมเลย กลับเต็มไปด้วยขยะที่กองทับถมกันอยู่

เมื่อขบวนรถเข้าใกล้ประตูเมือง ก็ชะลอความเร็วลง ชาวนากระโดดลงจากรถเทียมลา แจมลาก็ค่อยๆ ปีนลงจากหน้ารถเทียมลาอย่างระมัดระวัง

ชาวนาที่นั่งมาบนรถคันเดียวกับจ้าวจี๋ช่วยแก้เชือกที่มัดมือจ้าวจี๋ออกก่อนลงจากรถ แล้วส่งสัญญาณให้จ้าวจี๋ลงจากรถตามเขาไป

จ้าวจี๋เดินตามรถเทียมลาเข้าไปใกล้ด่านตรวจหน้าประตูเมืองอย่างช้าๆ ตอนนี้บาดแผลของเขาได้รับการทำแผล ได้กินอาหาร และได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาทังคืน แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนเพลีย แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว

แจมลาในฐานะหัวหน้ากองคาราวานเดินจ้ำอ้าวไปที่ประตูเมือง เพื่อทำเรื่องขอเข้าเมืองกับทหารยามที่เฝ้าประตู

ประตูเมืองเป็นลูกกรงเหล็กสูงใหญ่หนาหนัก ช่องว่างระหว่างซี่กรงแต่ละช่องแม้แต่เด็กที่ผอมที่สุดก็ลอดผ่านไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บนลูกกรงเหล็กแต่ละซี่ยังมีสัญลักษณ์ขนาดเล็กที่ไม่รู้จักประทับอยู่ สัญลักษณ์บางตัวกำลังเปล่งแสงจางๆ ล้อแสงแดดในเวลานี้

หน้าประตูมีทหารยาม 3 นายยืนอยู่ พวกเขากำลังพูดคุยกับแจมลา หัวหน้ากองคาราวาน พร้อมกับตรวจสอบเอกสารของกองคาราวานที่แจมลายื่นให้ ทหารยามทุกคนสวมชุดเกราะหนังเต็มยศที่ทำจากหนังวัวเนื้อแข็ง มีทังเกราะอก เกราะเอว เกราะกระโปรง สนับเข่า สนับแข้ง รองเท้า ปลอกแขนท่อนบนและท่อนล่างอย่างครบครัน

เกราะหนังทังชุดเป็นสีน้ำตาล หนังวัวผืนใหญ่ถูกแปรรูปให้เป็นวัสดุที่แข็งและเหนียวเพื่อใช้เป็นโครงสร้างของชุดเกราะ ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน ทหารยามจึงไม่ได้สวมหมวกเกราะที่ทำให้รู้สึกอึดอัด หมวกเกราะที่ทำจากโลหะและหนังวัวเนื้อแข็งถูกร้อยด้วยเชือกห้อยไว้ที่เข็มขัดหนังตรงเอว ทหารยามนายหนึ่งสะพายโล่ไว้ด้านหลัง มีดาบเหล็กพร้อมฝักห้อยอยู่ที่เอว ทหารยามอีกนายมีเพียงดาบยาวห้อยอยู่ที่เอวเป็นอาวุธ ส่วนทหารยามวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า สะพายดาบใหญ่ไร้ฝักไว้ด้านหลัง และมีกริชยาวพร้อมฝักห้อยอยู่ที่เอวเป็นอาวุธรอง

แจมลา หัวหน้ากองคาราวานหันไปกวักมือเรียกท่านวอล์ฟให้เข้ามาหา

ท่านวอล์ฟหยิบม้วนหนังแกะออกมาจากสัมภาระติดตัวแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า เขาส่งม้วนหนังแกะในมือให้ทหารยามวัยกลางคน ทหารยามวัยกลางคนรับมาโดยไม่ได้เปิดดู เพียงแค่ถือไว้ในมือ แล้วเริ่มพูดคุยกับท่านวอล์ฟ

ไม่นานนัก ก็มีชาย 2 คนเดินออกมาจากประตูเมือง คนหนึ่งเป็นชายหนุ่มในชุดทหารยาม สะพายหอกยาวไว้ด้านหลัง ส่วนอีกคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดต่อสู้ที่ดูหรูหราและคล่องตัว

ชายร่างสูงใหญ่สวมรองเท้าบูทหนังทรงสูงสีดำ กางเกงขายาวผ้าเนื้อแน่นรัดรูป ปลายกางเกงสอดเข้าไปในรองเท้าบูท ท่อนบนสวมเสื้อแขนยาวเนื้อบางสีเบจทรงหลวม สวมทับด้วยเสื้อกั๊กหนังรัดรูปตัวยาวสีน้ำตาล คาดเข็มขัดหนังสีดำสนิทรัดเสื้อกั๊กให้กระชับ แขนเสื้อพับขึ้นมาถึงข้อศอก ข้อมือทังสองข้างสวมปลอกแขนรับแรงกระแทกทำจากทองแดง สลักลวดลายสลับซับซ้อน ฝ่ามือและหลังมือทังสองข้างพันด้วยผ้าพันแผล ดูเหมือนเพิ่งจะฝึกซ้อมอะไรมา ที่สะดุดตาที่สุดคือบนเสื้อกั๊กตรงหน้าอกของชายผู้นี้มีตราสัญลักษณ์โลหะรูปโล่ประดับอยู่ ลวดลายบนตราสัญลักษณ์เปล่งประกายแสงอ่อนๆ ที่สามารถสังเกตเห็นได้แม้ในยามเที่ยงวัน

เมื่อชายในชุดต่อสู้ผู้นี้เดินเข้ามา ทหารยามทัง 3 นายก็ทำความเคารพเขา แจมลาเดินเข้าไปสวมกอดกับชายผู้นั้นด้วยรอยยิ้ม ทังสองตบไหล่กันและเรียกชื่อของอีกฝ่าย

จ้าวจี๋ฟังชื่อของอีกฝ่ายออก แจมลาไม่ได้เรียกชื่อเต็มของอีกฝ่าย เพียงแค่เรียกอย่างสนิทสนมว่า "เคลาส์"

ท่านเคลาส์ผู้นี้น่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาสายตรงของทหารยามเฝ้าประตูเมือง และมีความสนิทสนมกับแจมลา แต่ดูเหมือนทังสองจะไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว ทังคู่ทักทายกันอย่างกระตือรือร้นและพูดคุยกันอยู่นาน จากนั้นแจมลาก็นึกถึงธุระสำคัญขึ้นมาได้ ท่านเคลาส์จึงรับม้วนหนังแกะที่ชาวนาจากหมู่บ้านทะเลสาบอูหมี่นำมาจากทหารยามวัยกลางคนที่สะพายดาบใหญ่

เขาเปิดม้วนหนังแกะดูแวบหนึ่ง แล้วเดินไปที่รถเทียมลา เปิดฝาตะกร้าสานใบหนึ่งออก ภายในตะกร้าบรรจุข้าวสาลีที่ยังไม่ได้กะเทาะเปลือก เขาก้มลงดูข้อความบนม้วนหนังแกะในมืออีกครั้ง สีหน้าดูงุนงงเล็กน้อย

แจมลาสังเกตเห็นความงุนงงของเพื่อน จึงเดินเข้าไป ใช้มือปัดผิวหน้าของข้าวสาลีในตะกร้าออก เผยให้เห็นเนื้อปลาทะเลสาบตากแห้งเป็นแผ่นๆ อยู่ใต้ชั้นข้าวสาลี

"นี่เป็นการเตรียมการเพื่อป้องกันความชื้นและกลิ่นคาวปลาไม่ให้ลอยออกไปน่ะ" แจมลาอธิบายให้เคลาส์ฟัง "เจ้าก็รู้ดี ในที่รกร้างทางตอนเหนือของเขต มีสัตว์ป่ามากกว่าชาวบ้านเสียอีก แถมจมูกยังไวกว่าสุนัขเลี้ยงซะด้วย ถ้าไม่ทำแบบนี้ กองคาราวานของพวกเราไม่มีทางขนเนื้อปลาตากแห้งจากหมู่บ้านทะเลสาบอูหมี่กลับมาได้หรอก"

"ฟังดูเหมือนเมื่อก่อนพวกเจ้าไม่ได้ทำแบบนี้สินะ?" ท่านเคลาส์ถามหลังจากเข้าใจเรื่องราวแล้ว

"กองคาราวานที่เดินทางไปมาหลายเที่ยวถูกฝูงหมาป่าโจมตี สัตว์ป่าพวกนั้น ข้าหมายถึงฝูงหมาป่าที่ดุร้ายพวกนั้น พวกมันถึงขนาดฉลาดพอที่จะให้หมาป่าแก่ๆ คอยจับตาดูรถสินค้าทุกคันของกองคาราวานที่ออกจากหมู่บ้านทะเลสาบอูหมี่ แต่รถสินค้าที่เข้าไปในหมู่บ้าน พวกมันกลับไม่เคยโจมตีเลย"

"พวกมันจะรวมตัวกัน หาวิธีกัดลาจนตาย บีบให้คนขับรถของกองคาราวานต้องหนีไป" พูดถึงตรงนี้ แจมลาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ

"โจมตีแต่สัตว์ลากจูง ไม่ทำร้ายคนขับรถ เอาชนะโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ฮ่า แบบนี้พวกมันก็จะได้ปลาแห้งไปคันแล้วคันเล่า" ท่านเคลาส์หัวเราะแล้วพูดต่อว่า "ถ้าเป็นข้า จะไปดักซุ่มจัดการพวกมันสัก 2-3 รอบ ฆ่าให้เกลี้ยง ทีนี้ก็ไม่มีสัตว์ป่ามาโจมตีแล้ว!"

แจมลากรอกตาใส่เคลาส์ แล้วพูดประชดว่า "กลัวแต่ปลาแห้งจะไม่เข้าปากสัตว์ป่า แต่ไปเข้าปากเจ้าจนหมดน่ะสิ"

"ข้าจะกินปลาเยอะขนาดนั้นได้ยังไง" ท่านเคลาส์แก้ตัว พลางยกมือส่งสัญญาณให้ทหารยามเปิดทาง เขาส่งม้วนหนังแกะในมือให้ทหารยามที่พาเขามา พร้อมสั่งว่า "นี่คือสินค้าภาษีจากดินแดนของอัศวินแจนนี่-ลานีชา ที่มาจากหมู่บ้านทะเลสาบอูหมี่ เอาไปให้เจ้าหน้าที่เก็บภาษี เขารู้เรื่องนี้ดี"

"เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" ทหารยามที่พกเพียงดาบยาวรับม้วนหนังแกะแล้วเดินล่วงหน้าผ่านประตูเมืองเข้าไป

แจมลาส่งสัญญาณให้คนขับรถขับรถเข้าเมือง เขาบอกลาท่านเคลาส์ และนัดหมายกันไปดื่มพูดคุยกันที่โรงเตี๊ยมในตอนค่ำ ส่วนจ้าวจี๋และพวกชาวนาก็เดินขนาบข้างรถเทียมลา ลอดผ่านอุโมงค์หินแคบๆ เข้าสู่ตัวเมือง

─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───

จบบทที่ บทที่ 13 - หน้าประตูเมือง เพื่อนเก่าของแจมลา ท่านเคลาส์?

คัดลอกลิงก์แล้ว