- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 24 เยือนยามวิกาล
บทที่ 24 เยือนยามวิกาล
บทที่ 24 เยือนยามวิกาล
เซวียนหยวนเลี่ยเห็นบุตรชายพาฝาแฝดสตรีรูปโฉมงดงามกลับมาอีกคู่หนึ่ง ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถาม เมื่อได้รับรู้ว่าบุตรชายของตนไปก่อเรื่องสะเทือนเลื่อนลั่นอันใดมา ก็แทบจะลื่นตกจากเก้าอี้
"เทียนเอ๋อร์ เจ้าไปตระกูลเฟิงมาหรือ? ซ้ำยังตัดมือของเฟิงเหลิงไปข้างหนึ่งด้วย?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมีสีหน้าไม่ยี่หระ "ท่านพ่ออย่าได้ตกใจไปเลย เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เฟิงเหลิงผู้นั้นเป็นแค่สาวกมารที่ฝึกวิชาดูดกลืนหยินบำรุงหยาง ซ้ำวิชาที่มันฝึกยังมีข้อบกพร่องใหญ่หลวง ผ่านไปไม่กี่ปีมันก็คงตายโหงอยู่ในบ้านไปเอง จะไปกลัวมันทำไมกัน?"
เซวียนหยวนเลี่ยนัยน์ตาทอประกายวาบ "จริงหรือ?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนพยักหน้า "ยิ่งไปกว่านั้น มันยังถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่เฟิงจี้ฟาง เฟิงจี้ฟางผู้นั้นก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องพินาศ ไม่เกินสามปี สองคนนี้หากไม่ตายก็ต้องกลายเป็นคนพิการ"
แววตาของเซวียนหยวนเลี่ยวูบไหว คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ "เทียนเอ๋อร์ เจ้าว่า หากพวกเรานำเรื่องที่คนของตระกูลเฟิงฝึกฝนวิชามารดูดกลืนหยินบำรุงหยางไปป่าวประกาศเล่า?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอก ผ่านไปไม่นานพวกมันก็จะเปิดเผยความนัยออกมาเอง ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยรอชมงิ้วฉากเด็ดก็แล้วกัน!"
เซวียนหยวนเลี่ยไม่เข้าใจ "พวกมันจะเปิดเผยออกมาเองงั้นหรือ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่ตอบคำ ถามพลางล้วงหยิบม้วนตำราออกจากถุงเก็บของ "ท่านพ่อ นี่คือเคล็ดวิชาระดับราชันที่ข้าได้มาจากท่านอาจารย์ ท่านลองนำไปฝึกฝนดู พลังยุทธ์ของท่านควรจะต้องยกระดับขึ้นบ้างแล้ว รอจนท่านทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐาน คนของตระกูลเซวียนหยวนเหล่านี้ก็จะหุบปากไปเอง!"
มือของเซวียนหยวนเลี่ยสั่นสะท้านอย่างรุนแรง "เคล็ดวิชาระดับราชันงั้นหรือ?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนแย้มยิ้ม "ระดับราชันขั้นสุดยอด ข้าขอร้องให้ท่านอาจารย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อท่านพ่อโดยเฉพาะ หากท่านพ่อฝึกฝนย่อมได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณ! ทว่าท่านอาจารย์มีคำสั่งไว้ว่า หลังจากท่านพ่ออ่านจดจำจนขึ้นใจแล้วให้ทำลายทิ้งทันที ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด"
นี่ก็เป็นเรื่องที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนจนปัญญา หากยังไม่ถึงขั้นสร้างรากฐาน เขาก็ไม่อาจใช้หยกสลักถ่ายทอดวิชาได้ จึงทำได้เพียงเขียนด้วยพู่กัน การนำเรื่องอาจารย์ที่สมมติขึ้นมาข่มขู่ ก็เป็นเพียงเพราะเขาไม่อยากให้เคล็ดวิชาที่ตนใช้เวลาถึงสามวันคิดค้นให้เซวียนหยวนเลี่ยถูกผู้อื่นลอบเรียนรู้ไปก็เท่านั้น
บิดาของเขาผู้นี้เป็นคนหูเบา หากถูกผู้อื่นเกลี้ยกล่อมจนใจอ่อนขึ้นมาชั่วขณะ เช่นนั้นจะไม่กลายเป็นทำคุณให้ผู้อื่นหรอกหรือ?
หากเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับราชันจริงๆ ก็แล้วไปเถอะ ทว่าแท้จริงแล้วนี่คือเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิ ตราบใดที่เซวียนหยวนเลี่ยตั้งใจฝึกฝน การจะกลายเป็นเทพเซียนขั้นโอสถเทพก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ทิ้งเซวียนหยวนเลี่ยให้ตื่นเต้นดีใจอยู่ตรงนั้น เซวียนหยวนฮ่าวเทียนพาสตรีทั้งสามกลับมายังเรือนหลังเล็กของตน
"โหรวเอ๋อร์ ประเดี๋ยวเจ้าไปเรียกบ่าวรับใช้มาทำความสะอาดห้องพักด้านข้างเสียหน่อย ต่อไปก็ให้เยว่ฉินและซิงฮว่าพักที่นั่น!"
"เจ้าค่ะ นายน้อย!"
"เยว่ฉิน ซิงฮว่า ในเมื่อพวกเจ้าต้องการจะติดตามข้า เช่นนั้นก็ต้องก้าวตามข้าให้ทัน พลังยุทธ์เพียงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์นั้นยังไม่คู่ควร คืนนี้ข้าจะเตรียมเคล็ดวิชาให้พวกเจ้า ถึงเวลาจงตั้งใจฝึกฝนให้ดี หากพวกเจ้าก้าวตามข้าไม่ทัน ก็จงจากไปเสียเองเถิด!"
"นายน้อยโปรดวางใจ ข้าน้อยจะทุ่มเทสุดกำลังเจ้าค่ะ"
หลังจากสั่งความเสร็จสิ้น เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็กลับเข้าห้องไป เขาหยิบผงรวบปราณจำนวนสามร้อยขวดของตระกูลโจวที่เพิ่งรับมาจากเซวียนหยวนเลี่ยออกมาวางไว้ด้านข้าง ก่อนจะเริ่มครุ่นคิดหาวิธีสร้างเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับสองพี่น้องตระกูลกู่
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนผู้เป็นถึงจักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ในชาติก่อนเคล็ดวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นมาเองแม้จะเป็นเพียงผลงานที่ทำเล่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ทั้งสิ้น ชาตินี้แม้จะถูกจำกัดด้วยพลังยุทธ์ในปัจจุบัน ทว่าเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิเขาก็สามารถหยิบฉวยมาได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
สองพี่น้องตระกูลกู่ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ แม้จะล่วงเลยวัยที่เหมาะสมที่สุดในการบำเพ็ญเพียรวิถีแห่งเต๋าไปแล้ว ทว่าเนื่องจากสตรีทั้งสองต่างมีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงยิ่งนัก เมื่อมีเคล็ดวิชาลับที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมอบให้ การใช้วิถียุทธ์เพื่อบรรลุวิถีแห่งเต๋า ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนอย่างมิต้องสงสัย
"คนหนึ่งมีชีพจรวิญญาณธาตุไฟระดับสี่ อีกคนมีชีพจรวิญญาณธาตุน้ำระดับห้า ต้องทำให้พวกนางฝึกฝนได้ง่าย และยังต้องทำให้ในอนาคตพวกนางสามารถใช้วิถียุทธ์เพื่อบรรลุวิถีแห่งเต๋าได้อีก! อื้ม ดีล่ะ เอาตามนี้ก็แล้วกัน"
เมื่อสัมผัสเทวะก่อเกิด ความคิดก็แล่นพล่าน เพียงไม่นาน สมุดเล่มเล็กบนโต๊ะของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็ถูกเขียนจนเต็มโดยไม่รู้ตัว
เขาย้อนกลับมาอ่านทบทวนอีกครั้งพร้อมกับแก้ไขปรับปรุงเล็กน้อย เพียงสองชั่วยาม เคล็ดวิชาวิถียุทธ์ที่คิดค้นขึ้นเพื่อสองพี่น้องตระกูลกู่โดยเฉพาะก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
ด้วยเนตรสวรรค์ที่มีอยู่ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเพียงปรายตามองก็สามารถล่วงรู้สภาวะทั้งหมดของสองพี่น้องตระกูลกู่ได้ทะลุปรุโปร่ง เคล็ดวิชาที่คิดค้นขึ้นมานี้ย่อมทำให้วิถียุทธ์ของสองพี่น้องก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน
หลังจากเขียนเคล็ดวิชาเสร็จ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเห็นว่ายังมีเวลาเหลือ จึงเขียนค่ายกลกระบี่ออกมาอีกหนึ่งชุด ครั้งนี้ยิ่งง่ายดายกว่าเดิม เพียงแค่ค้นหาในความทรงจำ แล้วนำค่ายกลกระบี่ของเทพเซียนมาลดทอนอานุภาพลงสักหมื่นเท่าก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
เมื่อมองดูท้องฟ้า ก็เห็นว่าเพิ่งจะถึงเวลาอาหารเย็น เขาจึงถือเคล็ดวิชาและค่ายกลกระบี่เดินออกจากห้อง เรียกสองพี่น้องตระกูลกู่มาหา ก่อนจะมอบเคล็ดวิชาและค่ายกลกระบี่ให้พวกนาง แล้วสั่งให้พวกนางศึกษาอย่างละเอียด
"อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวัง และยิ่งไม่ควรทำให้ตัวพวกเจ้าเองต้องผิดหวัง หากพวกเจ้าสามารถบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์บริบูรณ์ได้ภายในครึ่งปี ข้าจะอนุญาตให้พวกเจ้าไปแก้แค้นเฟิงจี้ฟาง! ทว่าหากพวกเจ้าทำไม่ได้ เช่นนั้นก็จงจากไปเสียเองเถิด!"
คำพูดของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนทำให้สองพี่น้องตระกูลกู่ที่เพิ่งรับเคล็ดวิชาและค่ายกลกระบี่ไปพลางตื่นเต้นดีใจอยู่นั้น นัยน์ตาทอประกายวาบ พวกนางคุกเข่าลงพร้อมกัน "ขอบพระคุณนายน้อยในความเมตตา ภายในระยะเวลาครึ่งปี ข้าน้อยจะต้องบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์บริบูรณ์ให้จงได้ หากทำไม่สำเร็จ ข้าน้อยจะขอปลิดชีพตนเองเจ้าค่ะ!"
ขั้นปรมาจารย์บริบูรณ์เทียบเท่าได้กับขั้นเบิกชีพจรระดับเก้า ยามนี้สองพี่น้องตระกูลกู่อยู่เพียงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์บริบูรณ์ขั้นต้น ซึ่งเทียบเท่ากับขั้นผลัดเปลี่ยนร่างกายระดับสามเท่านั้น
การจะยกระดับพลังได้ถึงเพียงนี้ภายในครึ่งปี ในโลกหล้าคงมีเพียงเซวียนหยวนฮ่าวเทียนเท่านั้นที่มีความสามารถเช่นนี้
กลางดึกคืนนั้น หลังจากที่สตรีทั้งสามแยกย้ายไปฝึกฝน เซวียนหยวนฮ่าวเทียนจึงกลับเข้าห้องของตน พินิจพิจารณาผงรวบปราณจำนวนสามร้อยขวดที่เพิ่งถูกส่งมา
เขามองดูผงรวบปราณเหล่านั้น เมื่อเปิดเนตรสวรรค์ออก ก็มองเห็นเงื่อนงำที่ซ่อนอยู่ภายในทันที
เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ "ตระกูลโจวเอ๋ยตระกูลโจว แอบใส่พิษสลายพลังลงในผงรวบปราณ ซ้ำยังลงมือหลังจากที่ส่งมอบแบบปลอดภัยไร้พิษมาให้แล้วถึงหนึ่งพันขวด ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายเสียจริง ทว่าด้วยลูกไม้เพียงแค่นี้คิดจะตบตาข้าได้งั้นหรือ? พวกเจ้ารนหาที่ตายแท้ๆ!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเรียกเพลิงว่างเปล่าออกมา ก่อนจะโยนผงรวบปราณทั้งหมดเข้าไป หลังจากผ่านไปราวหนึ่งเค่อ พิษสลายพลังเหล่านั้นก็ถูกสกัดออกมาจนหมด กลายเป็นสิ่งที่ดูคล้ายกับแอ่งน้ำใสๆ
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนนำขวดหยกมาบรรจุ 'น้ำใส' นับสิบหยด นัยน์ตากลอกกลิ้งไปมา "ในเมื่อพวกเจ้าอยากจะเล่นตุกติก การใช้กำลังบดขยี้พวกเจ้าก็คงไม่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของจักรพรรดิเซียนผู้นี้สักเท่าใดนัก เช่นนั้นจักรพรรดิเซียนผู้นี้จะลงไปเล่นเล่ห์เหลี่ยมเป็นเพื่อนพวกเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน!"
หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีดำสำหรับเดินเหินยามวิกาล เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็เร้นกายออกจากจวนตระกูลเซวียนหยวนอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย ไม่นานก็มาถึงตระกูลเฟิง
"ได้ยินมาว่าระยะนี้ตระกูลโจวเตรียมจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันกับตระกูลเฟิง โดยให้คุณหนูใหญ่ของตระกูลโจวแต่งงานกับเฟิงไป๋ซู๋คุณชายใหญ่ของตระกูลเฟิง ซึ่งสินสอดก็คือผงรวบปราณหนึ่งพันขวด หึหึ นี่ย่อมเข้าทางข้าพอดี! จะให้พวกเจ้าได้เห็นของดีที่จักรพรรดิเซียนผู้นี้ปรุงแต่งเพิ่มเข้าไปสักหน่อย!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนย่างเท้าด้วยก้าวเหินเวหาเซียนวิญญาณ ร่างกายไร้รูปไร้เงาดุจภูตผี ไม่มีผู้ใดในตระกูลเฟิงล่วงรู้ถึงร่องรอยของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาจึงลอบเร้นเข้ามาถึงหน้ากรุสมบัติลับของตระกูลเฟิงได้อย่างง่ายดาย
ตระกูลเฟิงมีความมั่นใจในกรุสมบัติลับของตนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเบื้องบนนั้นมีค่ายกลที่พวกเขายอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเชิญยอดฝีมือขั้นเหยียบฟ้ามาจัดวางเอาไว้ ในเมืองกูหยางแห่งนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายมันลงได้ ดังนั้นบริเวณหน้ากรุสมบัติลับจึงไม่มีแม้แต่ยามเฝ้า
ทว่าค่ายกลของยอดฝีมือขั้นเหยียบฟ้าเพียงคนเดียว มีหรือจะต้านทานจักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่ได้ เพียงชั่วเวลาสามลมหายใจ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็สามารถปลดเปลื้องค่ายกลลงได้สำเร็จ แล้วเดินเข้าไปในกรุสมบัติลับอย่างผ่าเผย