- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 23 เดิมพัน
บทที่ 23 เดิมพัน
บทที่ 23 เดิมพัน
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนใช้สายตาส่งสัญญาณให้สองพี่น้องตระกูลกู่ไปยืนหลบอยู่ด้านข้างและห้ามเอ่ยคำใด ส่วนตนเองปรายตามองเฟิงจี้ฟางแวบหนึ่ง พลางแย้มยิ้มบางๆ
"เฟิงจี้ฟาง ระยะนี้ทุกยามจื่อ เจ้าจะปวดแปลบที่หน้าอกใช่หรือไม่? ทว่าพอยามอู่ เลือดลมทั่วร่างกลับพลุ่งพล่าน ลมปราณไม่มั่นคง? เจ้าติดอยู่ขั้นเบิกชีพจรระดับเจ็ดมาครึ่งปีแล้ว ทว่าไม่อาจก้าวหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย รู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?"
สีหน้าของเฟิงจี้ฟางพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนหันไปมองเฟิงเหลิงที่เพิ่งพันแผลเสร็จซึ่งอยู่ด้านข้าง "ทุกครั้งที่เจ้าเตรียมจะทะลวงผ่านขั้นสร้างรากฐานระดับหนึ่ง ปราณวิญญาณจะไหลย้อนกลับ เจ็บปวดเจียนตายใช่หรือไม่ อีกทั้งยามนี้เจ้าก็ไม่อาจทำเรื่องอย่างว่าของบุรุษได้เลยใช่ไหม?"
สีหน้าของเฟิงเหลิงก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเช่นกัน
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนแย้มยิ้ม เอ่ยเพียงครึ่งประโยคแล้วหันหลังเดินจากไป
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" เฟิงเหลิงตวาดลั่น
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมีหรือจะฟังคำของเขา? เขาเพียงจูงมือโหรวเอ๋อร์ เรียกสองพี่น้องตระกูลกู่ แล้วเดินออกไปข้างนอก เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก เงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วเอ่ยปากคล้ายกำลังรำพึงรำพันกับตนเอง
"คืนนี้เป็นคืนจันทร์เพ็ญ ความเจ็บปวดของใครบางคนจะทวีคูณขึ้นหลายเท่า ระดับการบำเพ็ญเพียรยิ่งจะถดถอยลงไปถึงสามส่วน จุ๊ๆ!"
เอ่ยจบ เขาก็เดินจากไปอย่างสำราญใจ โดยไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษของเฟิงเหลิงและเฟิงจี้ฟางเลยแม้แต่น้อย
สตรีชุดม่วงกวาดสายตามองผู้คนตระกูลเฟิง ก่อนจะแย้มยิ้มบางๆ ให้แก่เฟิงหลีเฉิง "บรรพชนหลีเฉิง ข้าน้อยขอตัวลา!" นางเอ่ยพลางยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินออกไป
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู นางก็แสร้งทำเป็นร้องเรียกเซวียนหยวนฮ่าวเทียนที่อยู่เบื้องหน้า "น้องฮ่าวเทียน รอพี่สาวด้วยสิ ข้ายังต้องปรึกษาหารือกับเจ้าเรื่องค่าตอบแทนหลังจากที่เจ้าเข้าร่วมสมาคมการค้าเทียนซิงของเราอยู่นะ!"
เมื่อประโยคนี้เอ่ยออกมา สีหน้าของเฟิงหลีเฉิงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
คำพูดของสตรีชุดม่วงมีความหมายเพียงประการเดียว
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนคือคนของสมาคมการค้าเทียนซิง หากตระกูลเฟิงกล้าแตะต้องเขา ก็เท่ากับตั้งตนเป็นศัตรูกับสมาคมการค้าเทียนซิง
เมื่อนึกถึงขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังสมาคมการค้าเทียนซิง เฟิงหลีเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะเสียวสันหลังวาบ เขาถลึงตามองเฟิงเหลิงและเฟิงจี้ฟางอย่างดุร้าย "วันหน้าไม่อนุญาตให้ไปตอแยเซวียนหยวนฮ่าวเทียนอีก อย่าได้นำพาความวิบัติมาสู่ตระกูลเชียว!"
ทว่าในเวลานี้ เฟิงเหลิงและเฟิงจี้ฟางกลับไม่มีกะจิตกะใจจะนึกถึงเรื่องนี้ พวกเขายังคงตกตะลึงกับคำพูดก่อนหน้านี้ของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่หาย
เขารู้ได้อย่างไรว่าทุกคืนจันทร์เพ็ญ ความเจ็บปวดของตนจะทวีคูณขึ้น ซ้ำร้ายพลังยุทธ์ก็จะถดถอยลงด้วย?
เฟิงหลีเฉิงเห็นท่าทีของทั้งสองคนก็เผยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย "พวกเจ้าฝึกฝนวิชาดูดกลืนหยินบำรุงหยางจริงๆ หรือ?"
วิชาดูดกลืนหยินบำรุงหยางคือวิถีแห่งมาร หากข่าวแพร่งพรายออกไปว่าคนของตระกูลเฟิงฝึกฝนวิชาดูดกลืนหยินบำรุงหยาง เช่นนั้นชื่อเสียงนับพันปีของตระกูลเฟิงก็คงจบสิ้นแล้ว อีกทั้งราชวงศ์เทียนอวี่ก็จะตัดขาดการติดต่อค้าขายกับพวกเขาทันที
ราชวงศ์เทียนอวี่เป็นอาณาจักรที่อยู่ภายใต้วิถีแห่งเต๋า หากมีคนล่วงรู้ว่าร่วมมือกับตระกูลที่บำเพ็ญเพียรวิถีแห่งมาร ไม่แน่ว่าอาจจะชักนำจอมยุทธ์ใหญ่ จอมยุทธ์น้อย หรือจอมยุทธ์หญิงจากพรรคธรรมะทั้งหลายให้มากำจัดภัยร้ายเพื่อปวงประชาเป็นแน่
ไม่ต้องพูดถึงว่าคนตระกูลเฟิงจะคิดเช่นไร หลังจากเซวียนหยวนฮ่าวเทียนพาโหรวเอ๋อร์และสองพี่น้องตระกูลกู่เดินออกจากตระกูลเฟิง ก็มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองฝั่งตะวันตก เมื่อมาถึงประตูเมือง เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็หยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงทองออกมาอีกหนึ่งใบ นี่ถือเป็นสมบัติทั้งหมดในกระเป๋าของเขาแล้ว
"พวกเจ้าเก็บตั๋วเงินนี้ไว้ให้ดี แล้วรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเถอะ ชั่วคราวนี้ตระกูลเฟิงคงไม่กล้าลงมือกับพวกเจ้าแล้ว!"
ทว่าครั้งนี้ สองพี่น้องตระกูลกู่กลับไม่ยอมรับตั๋วเงินไป
กู่เยว่ฉินจับมือน้องสาว ก่อนที่สองพี่น้องจะคุกเข่าลงพร้อมกัน "ขอบพระคุณคุณชายสำหรับบุญคุณช่วยชีวิต ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน ยินดีเป็นสาวใช้ของคุณชาย ติดตามคุณชายเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายเจ้าค่ะ!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนขมวดคิ้ว เขาไม่มีความสนใจเรื่องให้สตรีมาคอยปรนนิบัติรับใช้แม้แต่น้อย กลับรู้สึกยุ่งยากเสียด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าแค่มีโหรวเอ๋อร์คอยจัดการดูแลอยู่ข้างกายก็เพียงพอแล้ว การมีสองพี่น้องตระกูลกู่เพิ่มเข้ามาก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลย
ทว่าโหรวเอ๋อร์กลับดึงชายเสื้อของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนเบาๆ "นายน้อย หรือไม่ก็รับพี่สาวทั้งสองไว้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากว่าคนของตระกูลเฟิงส่งคนมาจับตัวพวกนางกลับไปอีกจะทำเช่นไร?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนคิดดูก็เห็นด้วย คนที่จักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขาต้องการจะช่วย หากสุดท้ายถูกตระกูลเฟิงลอบทำร้ายไป เช่นนั้นจะไม่เสียหน้าแย่หรือ "เอาล่ะ วันหน้าพวกเจ้าก็ติดตามข้าเถอะ"
"ขอบพระคุณคุณชาย!" สองพี่น้องตระกูลกู่โขกศีรษะเสียงดังฟังชัดสามครั้งพร้อมกัน
การโขกศีรษะนี้ไม่ใช่เพื่อขอบคุณที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนยอมรับพวกนางไว้ แต่เป็นเพราะบุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมีต่อพวกนางถึงสองครา
"ขอแสดงความยินดีด้วยนะ น้องฮ่าวเทียน จู่ๆ ก็ได้สาวใช้ฝาแฝดที่น่ารักเช่นนี้มาตั้งคู่หนึ่ง แถมพวกนางก็ยังมีรากฐานชั้นเลิศด้วยนะ ถึงแม้ยามนี้จะเริ่มบำเพ็ญวิถีแห่งเต๋าช้าไปสักหน่อย ทว่าการใช้วิถียุทธ์เพื่อบรรลุวิถีแห่งเต๋าก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ จะให้พี่สาวหาเคล็ดวิชาวิถียุทธ์มาให้เจ้าสักสองสามเล่มหรือไม่?"
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น สตรีชุดม่วงเดินนวยนาดเข้ามา
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนหันไปมองสตรีชุดม่วง "นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนงามอย่างเจ้าจะซ่อนคมไว้มิดชิดถึงเพียงนี้?"
สตรีชุดม่วงหัวเราะคิกคัก "จะไปสง่างามน่าเกรงขามเท่าน้องฮ่าวเทียนได้อย่างไร? แค่ขั้นเบิกชีพจรก็สามารถทำร้ายผู้ที่อยู่ขั้นสร้างรากฐานได้แล้ว! พี่สาวละเลื่อมใสเจ้าจนแทบตายอยู่แล้วเนี่ย!"
ทว่าเซวียนหยวนฮ่าวเทียนกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เห็นจะน่าพูดถึงเลยสักนิด เขาโบกมือไปมา "เจ้ามีเคล็ดวิชาวิถียุทธ์ที่เหมาะกับสองพี่น้องคู่นี้งั้นหรือ?"
"น้ำใจหนึ่งส่วนแลกกับเคล็ดวิชาหนึ่งเล่ม พี่สาวมอบค่ายกลกระบี่ให้เจ้าหนึ่งชุดดีหรือไม่?" สตรีชุดม่วงกล่าวพลางยิ้มตาหยี
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนกลอกตาบน "คนงาม เจ้าก็ดูถูกน้ำใจของตนเองเกินไปแล้ว สองพี่น้องคู่นี้ คนหนึ่งมีชีพจรวิญญาณธาตุไฟ อีกคนมีชีพจรวิญญาณธาตุน้ำ เคล็ดวิชาวิถียุทธ์เช่นนี้มีให้กอบโกยเกลื่อนกลาด เจ้าถึงกับกล้าเรียกรับน้ำใจถึงหนึ่งส่วนเชียวหรือ?"
"น้องฮ่าวเทียนตาแหลมคมจริงๆ ถึงกับมองชีพจรวิญญาณของสองพี่น้องคู่นี้ออกด้วย?" สตรีชุดม่วงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ผู้ฝึกยุทธ์ก็สามารถเบิกชีพจรวิญญาณได้เช่นกัน ทว่าหากเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ชีพจรวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์นั้นซ่อนเร้นอย่างยิ่ง นอกจากการใช้ปราณวิญญาณตรวจสอบโดยตรงแล้ว ก็มีเพียงตอนที่กำลังเดินลมปราณต่อสู้เท่านั้นถึงจะมองออกได้
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่เคยเห็นสองพี่น้องตระกูลกู่ลงมือมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ปราณวิญญาณตรวจสอบพวกนาง แล้วเขารู้ได้อย่างไร?
นางย่อมไม่รู้ว่าเมื่อเนตรสวรรค์ของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนเบิกออก บนโลกใบนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่เขามองไม่ทะลุปรุโปร่ง
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนแย้มยิ้ม "มิสู้พวกเรามาเดิมพันกันสักตั้ง!"
สตรีชุดม่วงหัวเราะพลางเอ่ย "เดิมพันสิ่งใด?"
"พรุ่งนี้ในเวลานี้ หากคนงามสามารถหาเคล็ดวิชาวิถียุทธ์ที่ดีกว่าที่ข้ามอบให้แก่สองพี่น้องคู่นี้ได้ ถือว่าข้าแพ้ ทว่าหากเคล็ดวิชาที่คนงามหามาสู้ของข้าไม่ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้ เดิมพันด้วยน้ำใจสามส่วน ดีหรือไม่?"
สตรีชุดม่วงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา "นี่ช่างเป็นวิธีที่น่าสนใจยิ่งนัก ทว่าน้องฮ่าวเทียน เจ้าจะไปหาเคล็ดวิชาวิถียุทธ์มาจากที่ใดกันเล่า?"
"เวลาหนึ่งคืนก็เพียงพอให้ข้าคิดค้นขึ้นมาเองได้แล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงหรอก!"
สตรีชุดม่วงเกือบจะก้าวเท้าพลาดลื่นล้ม
ภายในชั่วข้ามคืน คิดค้นเคล็ดวิชาขึ้นมาเองหนึ่งชุดงั้นหรือ?
แม้จะกล่าวว่าเคล็ดวิชาวิถียุทธ์เรียบง่ายกว่าเคล็ดวิชาวิถีแห่งเต๋าอยู่หลายเท่า ทว่าเคล็ดวิชาที่สามารถสอดรับกับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีชีพจรวิญญาณก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาทั่วไป การอยากจะคิดค้นขึ้นมาเองสักชุดภายในชั่วข้ามคืน จะเป็นไปได้อย่างไร?
ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนที่ราวกับกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว สตรีชุดม่วงก็บังเกิดความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจขึ้นมา
จะยอมให้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้มาดูถูกไม่ได้
"ตกลง พี่สาวจะเดิมพันกับเจ้า เดิมพันด้วยน้ำใจสามส่วน พรุ่งนี้ในเวลานี้ พี่สาวจะไปดูถึงตระกูลเซวียนหยวนของเจ้าด้วยตนเองเลยว่า น้องฮ่าวเทียนจะสามารถงัดเคล็ดวิชาที่ล้ำเลิศปานใดออกมาได้!" สตรีชุดม่วงแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างแง่งอน ไม่กล่าววาจาให้มากความอีก หันหลังเดินจากไป
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนแย้มยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเรียกมาม้าคันหนึ่ง แล้วพาสตรีทั้งสามเดินทางกลับบ้านไป