- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 22 มีเรื่องอันใดค่อยๆ พูดจากัน
บทที่ 22 มีเรื่องอันใดค่อยๆ พูดจากัน
บทที่ 22 มีเรื่องอันใดค่อยๆ พูดจากัน
ในตอนแรกเซวียนหยวนฮ่าวเทียนยังไม่ได้มองอย่างละเอียด ทว่าเมื่อชิงปราณแท้มาจากอีกฝ่ายได้อีกหนึ่งส่วนถึงเพิ่งพบว่า อีกฝ่ายก็เป็นพวกที่ฝึกฝนวิชาชั่วร้ายอย่างวิชาดูดกลืนหยินบำรุงหยางเช่นกัน
ช่วงชิงความโชคดีของฟ้าดิน เบิกชีพจรก่อเกิดวิญญาณคือวิถีแห่งเต๋า ทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตน ใช้จิตวิญญาณมนุษย์เป็นฟืน ใช้กระดูกมนุษย์เป็นเชื้อเพลิงคือวิถีแห่งมาร
นิกายเต๋ามีวิชาบำเพ็ญคู่ แม้มิได้เป็นที่กล่าวขานต่อคนภายนอก ทว่าแท้จริงแล้วผู้บำเพ็ญคู่เกือบทั้งหมดล้วนเป็นเช่นนี้ ทว่าการบำเพ็ญคู่เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่แก่งแย่งไม่ช่วงชิง ก้าวหน้าและแบ่งปันร่วมกัน นี่จึงจะถือเป็นสายหลักแห่งวิถีธรรมะ
ทว่าวิชาดูดกลืนหยินบำรุงหยาง ทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ตน ช่วงชิงวิญญาณผู้อื่น ดูดซับพลังหยินบริสุทธิ์ของผู้อื่น นี่จึงถือเป็นวิถีแห่งมาร
วิชาที่ชั่วร้ายเช่นนี้ ยามฝึกฝนในตอนแรกระดับการบำเพ็ญเพียรจะก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่ารวดเร็วดุจเทพ ทว่าปราณวิญญาณของมันกลับไม่บริสุทธิ์ ปราณแท้ก็ไม่มั่นคง
เว้นเสียแต่อีกฝ่ายจะมีชีพจรมารกลืนกินเช่นเดียวกับเขา มิฉะนั้นก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน
หากเฟิงเหลิงฝึกฝนอย่างหนักแน่นจนบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานระดับหนึ่ง ด้วยระดับความแข็งแกร่งของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนในยามนี้ อย่างมากก็ชิงปราณแท้ของเขามาได้เพียงสองส่วน การจะรับมือกับพลังหมัดของเขาก็คงไม่ง่ายดายถึงเพียงนี้
ทว่าเขากลับเป็นพวกที่รากฐานไม่มั่นคง
เคล็ดวิชากลืนมารโคจรเพียงหนึ่งรอบ ไม่เพียงแต่ชิงปราณแท้ของอีกฝ่ายมาได้สามส่วน ทั้งยังสูบกลืนปราณวิญญาณของอีกฝ่ายรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงอีกด้วย
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนสำรวจภายในร่างกายตนเอง ได้ยินเพียงเสียงประหลาดดังขึ้นสามครั้ง เส้นชีพจรสามเส้นก็ถูกทะลวงเปิดออกทีละเส้น
เส้นชีพจรสามสิบสามเส้น ขั้นเบิกชีพจรระดับแปด!
"ไอ้เดรัจฉาน!"
เสียงคำรามลั่นดังขึ้น ชายชราหนวดขาวผมขาวผู้หนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาดุจพญาอินทรี มือขวาทำเป็นกรงเล็บ ตะปบลงบนศีรษะของเซวียนหยวนฮ่าวเทียน
เขาคือบรรพชนตระกูลเฟิงขั้นสร้างรากฐานระดับสาม เฟิงหลีเฉิง
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย รวบรวมพลังไว้ที่สองมือ เคล็ดวิชากลืนมารก่อตัวขึ้นอีกครั้ง หมายจะต่อสู้กับตาเฒ่าไร้ยางอายผู้นี้ให้รู้ดำรู้แดงกันไป
ทว่าพลันมีสุ้มเสียงดุจเซียนดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ "บรรพชนหลีเฉิง โปรดระงับโทสะด้วย!"
สายลมโชยกลิ่นหอมกรุ่น เงาร่างสีม่วงสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเซวียนหยวนฮ่าวเทียน นางเพียงแค่ยกมือขึ้นเบาๆ ก็สามารถสกัดกั้นกรงเล็บที่แฝงพลังแปดส่วนของเฟิงหลีเฉิงเอาไว้ได้
ผู้ที่มาก็คือสตรีชุดม่วง
นางเฝ้ามองอยู่ด้านข้างมาเนิ่นนานแล้ว จนกระทั่งตอนที่เฟิงเหลิงถูกเซวียนหยวนฮ่าวเทียนตัดมือทิ้งไปข้างหนึ่ง นางจึงได้รู้ว่าเรื่องราวบานปลายใหญ่โตแล้ว ถึงได้ต้องปรากฏตัวออกมา
พร้อมกันนั้นในใจก็อดทอดถอนใจถึงความวิปริตผิดมนุษย์มนาของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่ได้
ปีนั้นตอนที่นางอยู่ขั้นเบิกชีพจรระดับแปด สามารถรับมือกับผู้อาวุโสขั้นสร้างรากฐานระดับหนึ่งได้ถึงร้อยกระบวนท่าโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ ก็ถูกคนในสำนักยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีแล้ว ทว่าพอนำมาเทียบกับเซวียนหยวนฮ่าวเทียนในยามนี้ นางถึงกับอับอายจนไม่กล้าเอ่ยคำว่าอัจฉริยะออกมาเลย
นี่ไม่ใช่อัจฉริยะ นี่มันเป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ
"เทพธิดาจื่อโยว ท่านหมายความว่าอย่างไร?" ทันทีที่เห็นว่าผู้มาเยือนคือสตรีชุดม่วง เฟิงหลีเฉิงก็ทำได้เพียงรั้งมือกลับ
ไม่มีเหตุผลอื่นใด สตรีชุดม่วงผู้นี้อยู่ขั้นเหยียบฟ้า การจะทำลายล้างตระกูลเฟิงก็เป็นเพียงแค่เรื่องง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ เขาเฟิงหลีเฉิงกล้างัดข้อกับบรรพชนตระกูลอู่ ทว่ากลับไม่กล้าแม้แต่จะจ้องตากับสตรีชุดม่วง
"เหตุใดจึงต้องเข่นฆ่ากันด้วยเล่า? ข้าน้อยกลัวการเห็นเลือดที่สุดเลย!" นางแย้มยิ้มพลางสะบัดมือหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมา "นี่คือผงต้วนซวี่ สามารถช่วยต่อมือที่ขาดของผู้อาวุโสเก้าให้กลับมาเป็นดังเดิมได้!"
เฟิงหลีเฉิงรีบให้คนรับโอสถวิญญาณมูลค่าหมื่นตำลึงทองนั้นมาทันที
"ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของเทพธิดาจื่อโยว วันหน้าหากมีเรื่องอันใดให้รับใช้ เฟิงเหลิงผู้นี้ยินดีทำตามคำสั่งอย่างแน่นอน!" เฟิงเหลิงประสานมือคารวะสตรีชุดม่วง ก่อนจะวิ่งไปทายาอยู่อีกด้านหนึ่ง
"เทพธิดาจื่อโยว วันนี้เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมาก่อความวุ่นวายและทำร้ายผู้คนถึงในจวนของข้า ท่านมักจะเข้าข้างเหตุผลโดยไม่เห็นแก่หน้าใครมาโดยตลอด หรือว่าวันนี้ท่านคิดจะทำลายกฎของตนเอง?" แม้จะเกรงกลัวว่าจะล่วงเกินสตรีชุดม่วง ทว่าเฟิงหลีเฉิงก็ยังคงแสดงท่าทีของผู้นำตระกูลออกมา
อย่างน้อยเหตุผลก็ยังอยู่ฝั่งเขา
สตรีชุดม่วงหัวเราะคิกคัก "ข้าน้อยในวันนี้ก็ตั้งใจมาเข้าข้างเหตุผลเช่นกัน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พวกเรามาค่อยๆ พูดจากันดีๆ จะดีกว่าไหม? อธิบายเรื่องราวให้ชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ใดเป็นฝ่ายผิด เท่านี้ก็กระจ่างชัดแล้ว!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนรู้ว่าวันนี้คงไม่ได้ต่อสู้กันแล้ว เดิมทีเขายังคิดจะลิ้มลองดูสักหน่อยว่าปราณแท้ของเฟิงหลีเฉิงเป็นอย่างไร
แม้ยามนี้หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับสามอาจจะต้องได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง ทว่าตัวเขาที่ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่งจะไปหวาดกลัวกะอีแค่ขั้นสร้างรากฐานระดับสามไปไย?
"เซวียนหยวนฮ่าวเทียน หากวันนี้เจ้าไม่อาจอธิบายเหตุผลออกมาได้ ต่อให้มีเทพธิดาจื่อโยวคอยปกป้องเจ้า เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ก้าวออกจากประตูตระกูลเฟิงไปได้!" เฟิงหลีเฉิงชิงข่มขู่ก่อน
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา "ข้ามารับสหายของข้าสองคน!"
"สหายอันใด?"
"กู่เยว่ฉิน กู่ซิงฮว่า สองพี่น้องฝาแฝดตระกูลกู่ ถูกเฟิงจี้ฟางแห่งตระกูลเจ้าจับตัวมา"
"กู่เยว่ฉินอะไรกัน? กู่ซิงฮว่าอันใด? ชายชราผู้นี้ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน!"
"ฮ่า เจ้าย่อมไม่เคยได้ยินแน่อยู่แล้ว ตาเฒ่าเลอะเลือนเช่นเจ้า ฝึกฝนก็ไม่ได้เรื่อง ปกครองตระกูลก็ไม่ได้เรื่อง นิสัยใจคอก็ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่องสักอย่าง การมีชีวิตอยู่ของเจ้าล้วนเป็นบาปกรรมอย่างหนึ่ง!" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมีสีหน้าดูแคลน
ใบหน้าของเฟิงหลีเฉิงเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยวในทันที "เซวียนหยวนฮ่าวเทียน เจ้ารนหาที่ตาย!"
"บรรพชนหลีเฉิง โปรดระงับโทสะด้วย!" สตรีชุดม่วงแย้มยิ้มบางๆ ทำให้เฟิงหลีเฉิงต้องหุบปากลงในทันที
นางหันไปหาเซวียนหยวนฮ่าวเทียนอีกครั้ง "น้องฮ่าวเทียน แม้พี่สาวจะเห็นกับตาว่าสองพี่น้องตระกูลกู่นั้นเข้าไปในจวนตระกูลเฟิง แต่ก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าพวกนางถูกจับตัวมานะ? หากเกิดพวกนางเป็นแขกผู้มีเกียรติเล่า?"
เฟิงหลีเฉิงได้ยินดังนั้น ภายในใจก็เย็นวาบลงทันที ยามนี้ต่อให้เป็นหมูก็มองออกว่าสตรีชุดม่วงยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเซวียนหยวนฮ่าวเทียน อีกทั้งคำพูดของนางยังเป็นการชี้ชัดโดยตรงว่าสองพี่น้องตระกูลกู่อยู่ในตระกูลเฟิง
หากตระกูลเฟิงไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็เท่ากับบอกว่าสตรีชุดม่วงพูดโกหก
เหอะๆ ตระกูลเฟิงของเขากล้ากล่าวหาว่ายอดฝีมือขั้นเหยียบฟ้าพูดโกหกอย่างนั้นหรือ?
ทว่าหากยอมรับ เช่นนั้นการที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมาก่อความวุ่นวายในครั้งนี้ก็ถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว มิใช่ว่าวันนี้ตระกูลเฟิงจะต้องยอมกลืนเลือดรับความสูญเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกหรือ?
"ไปเรียกจี้ฟางมา!" เฟิงหลีเฉิงมีสีหน้าราวกับกลืนแมลงวันลงไป ทว่าด้วยความจนใจ เขาจึงทำได้เพียงเรียกตัวเฟิงจี้ฟางมาเท่านั้น
เวลานี้เฟิงจี้ฟางกำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ อีกทั้งเพื่อที่จะได้เชยชมสองพี่น้องตระกูลกู่ เขาจึงจงใจเปิดค่ายกลกั้นเสียงเอาไว้ เพียงรอให้ถึงยามค่ำคืนที่พลังหยินเพิ่มพูนถึงขีดสุดก็จะเริ่มทำการดูดกลืนหยินบำรุงหยาง ใครจะไปรู้ว่าบริเวณหน้าประตูจะต่อสู้กันจนไฟลุกเช่นนี้
ทันทีที่ได้ยินว่าบรรพชนเรียกหา เขาก็รีบมายังประตูหน้าในทันที เมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าเขาก็ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นเซวียนหยวนฮ่าวเทียนอยู่ที่นั่นด้วย โทสะพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที "เซวียนหยวนฮ่าวเทียน เจ้าถึงกับกล้ามาที่ตระกูลเฟิงของข้า เจ้ารนหา..."
"หุบปาก!" เฟิงหลีเฉิงตวาดลั่นขัดจังหวะคำพูดของเฟิงจี้ฟาง "จี้ฟาง ข้าขอถามเจ้า สองพี่น้องตระกูลกู่อยู่ที่เรือนของเจ้าใช่หรือไม่?"
เฟิงจี้ฟางชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้เลยว่าเหตุใดบรรพชนจึงต้องถามคำถามนี้ เขาตั้งใจจะพูดโกหกออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากก็พลันได้ยินเสียงตวาดอย่างหนักแน่นของเฟิงหลีเฉิง "เจ้าจงคิดให้ดีก่อนจะตอบข้า สรุปแล้วใช่ หรือไม่ใช่?"
ในที่สุดสายตาของเฟิงจี้ฟางก็ตกลงบนร่างของสตรีชุดม่วง แม้เขาจะไม่รู้ถึงระดับความแข็งแกร่งของนาง ทว่าเขารู้ดีว่าฐานะของอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดา ในวันที่นางเดินทางมาถึงเมืองกูหยาง เจ้าเมืองถึงกับออกไปต้อนรับไกลถึงสิบลี้ ขาดก็เพียงแค่ไม่ได้ลงไปช่วยนางบังคับรถม้าด้วยตนเองเท่านั้น
เฟิงจี้ฟางก็นับว่าเป็นคนฉลาดหลักแหลมผู้หนึ่ง เมื่อถึงเวลานี้เขาจึงกัดฟันกรอด "ข้าเชิญสองพี่น้องตระกูลกู่มาสังสรรค์รำลึกความหลังที่บ้านขอรับ!"
ก้อนหินในใจของเฟิงหลีเฉิงร่วงหล่นลงไปกว่าครึ่ง เขาโบกมือไปมา "ยังไม่รีบไปเชิญแม่นางทั้งสองออกมาอีก?"
ในใจของเฟิงจี้ฟางแอบเคียดแค้นยิ่งนัก ดอกไม้แฝดผู้งดงามถึงเพียงนี้กลับต้องหลุดมือไปเช่นนี้เสียได้ ทว่ายามนี้บรรพชนได้สั่งการลงมาแล้ว เขาหรือจะกล้าขัดขืน?
เมื่อกลับไปที่เรือนของตน เขาก็คลายผนึกของสองพี่น้องตระกูลกู่ ก่อนจะพาพวกนางทั้งสองมายังประตูหน้า แล้วส่งมอบหญิงสาวทั้งสองให้แก่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวในดวงตานั้นแทบจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างขึ้นมาได้