- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 6 เทือกเขาเทียนซ่า
บทที่ 6 เทือกเขาเทียนซ่า
บทที่ 6 เทือกเขาเทียนซ่า
เมื่อออกจากสมาคมการค้าเทียนซิง เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็เร่งรุดออกนอกเมืองไป
……
ดวงตะวันลอยเด่นกลางเวหา แผดเผาดุจกองเพลิง
ยามนี้ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนซึ่งมีกระบี่ห้อยอยู่ข้างเอวได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเทือกเขาเทียนซ่านอกเมืองกูหยาง
เทือกเขาเทียนซ่าทอดยาวติดต่อกันไม่รู้กี่ลี้ หมู่ไม้โบราณขึ้นเป็นผืนป่า สัตว์อสูรเดินเพ่นพ่าน แมลงมีพิษชุกชุมไปทั่วทุกหนแห่ง ไออสูรพวยพุ่งเสียดฟ้า
เมื่อเซวียนหยวนฮ่าวเทียนมาถึงที่นี่ เขาก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ก้าวเท้าเข้าไปในเทือกเขาทันที ฝีเท้าของเขาดุจดาวตก รวดเร็วดั่งม้าควบ ทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด
"โบร๋ว!"
เมื่อล่วงลึกเข้าไปยี่สิบลี้ จู่ๆ หมาป่าดุร้ายตัวหนึ่งซึ่งมีขนสีแดงฉานดุจเปลวเพลิงทั่วทั้งตัวและมีขนาดตัวใหญ่เท่าลูกวัวก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ด้านข้าง ดวงตาสีเขียววาววับคู่หนึ่งจ้องมองเซวียนหยวนฮ่าวเทียนด้วยแววตาดุร้ายอำมหิต
"ทหารอสูรสามดาว หมาป่าอัคคี มาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังอยากจะทดสอบพลังของตนเองในยามนี้อยู่พอดี"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมองหมาป่าอัคคีด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ทหารอสูรสามดาวเทียบเท่ากับยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ในขอบเขตเบิกชีพจรขั้นสาม ใช้เป็นคู่ซ้อมได้เหมาะสมที่สุดแล้ว
ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนใดๆ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนย่ำเท้าลงบนพื้น ทะยานร่างเข้าสังหารหมาป่าอัคคีทันที
ชิ้ง!
กระบี่คมกริบถูกชักออกจากฝัก ประกายแสงเย็นเยียบสะท้านฟ้า จิตสังหารกดดันผู้คน
ปราณแท้อันแข็งแกร่งดุดันทะลักทลายออกมา ผนวกเข้ากับกระบี่วิเศษ ทำให้ความคมของกระบี่วิเศษนั้นน่าสะพรึงกลัว ซ้ำยังสาดประกายปราณกระบี่สีขาวออกมา
เขาไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ ด้วยอยากจะเห็นว่าพลังฝีมือของตนเองในยามนี้อยู่ในระดับใดกันแน่
โฮก!
เมื่อหมาป่าอัคคีเห็นว่าเผ่ามนุษย์ตรงหน้าบังอาจเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีมันก่อน มันก็พลันเดือดดาลขึ้นมาทันที มันแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า หยัดยืนด้วยสองขาหลัง ยกขาหน้าขึ้น เผยให้เห็นกรงเล็บหมาป่าสีขาวสว่างวาบสามนิ้ว พุ่งกระโจนเข้าสังหารเซวียนหยวนฮ่าวเทียนทันที
กรงเล็บหมาป่าของมันโปร่งแสงแวววาว สะท้อนประกายเย็นเยียบภายใต้แสงอาทิตย์ สามารถทะลวงศิลาแข็งได้ ความแข็งแกร่งนั้นเทียบได้กับอาวุธวิญญาณ
เคร้ง!
ภายใต้การปะทะกันหนึ่งกระบวนท่าของหนึ่งคนหนึ่งอสูร ก็เกิดเสียงดังกึกก้องราวกับโลหะกระทบกัน
"เอ๋ง!"
เพิ่งจะปะทะกัน หมาป่าอัคคีก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา กรงเล็บของมันถูกกระแทกจนหลุดร่วงไปหนึ่งนิ้ว โลหิตอสูรสีเขียวไหลทะลักออกมาไม่หยุด
ในทางกลับกัน เซวียนหยวนฮ่าวเทียนกลับมีสีหน้าผ่อนคลาย เขามีชีพจรมารบรรพกาลอยู่ในร่าง เส้นชีพจรกว้างขวาง ปราณแท้แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า นั่นหมายความว่าพลังต่อสู้ของเขาในยามนี้เทียบได้กับยอดฝีมือขอบเขตเบิกชีพจรขั้นสี่แล้ว
ผนวกกับการที่ในชาติก่อนเขาเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน ผ่านการชำระล้างด้วยโลหิตและเปลวเพลิงมามากมาย ประสบการณ์การต่อสู้ของเขาจึงโชกโชนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหมาป่าอัคคีตัวนี้เพียงแค่แข็งแกร่งกว่าเผ่ามนุษย์ในขอบเขตเดียวกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นแค่ปะทะกันเพียงกระบวนท่าเดียวมันก็ต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่
"เข้ามาอีก!"
เมื่อโจมตีสำเร็จ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็เผยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ออกมาทางสีหน้า เขาวาดกระบี่บุกทะลวงเข้าไป ก่อเกิดเป็นปราณกระบี่สีขาวสายหนึ่ง
พลังของหมาป่าอัคคีด้อยกว่าเซวียนหยวนฮ่าวเทียน มันทำได้เพียงยกกรงเล็บขึ้นมาปัดป้องอย่างเหนื่อยล้า
กลิ่นอายของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนพุ่งทะยานดั่งสายรุ้ง ยิ่งต่อสู้ยิ่งห้าวหาญ เพียงไม่นานเขาก็ฟาดฟันหมาป่าอัคคีจนเนื้อตัวปริแตก โลหิตอสูรสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น กระทั่งถึงวาระสุดท้าย เขาก็สับกรงเล็บของมันขาดไปหลายนิ้ว
"โฮก!"
เมื่อไร้ซึ่งกรงเล็บ หมาป่าอัคคีก็พลันกลายเป็นเสือที่ไร้เขี้ยวเล็บในพริบตา มันร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป
"ทิ้งชีวิตหมาป่าของเจ้าเอาไว้เสีย!" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนจะยอมปล่อยให้หมาป่าอัคคีหนีรอดไปได้อย่างไร นัยน์ตาของเขาทอประกายเจิดจ้า แขนขวาออกแรง ปราณแท้เดือดพล่าน ซัดกระบี่ออกไปสุดแรง
ฟิ้ว!
กระบี่ยาวแหวกอากาศ พุ่งทะลวงเข้าใส่หัวของหมาป่าอัคคีด้วยความรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ หมาป่าอัคคีถูกกระบี่แทงทะลุ กะโหลกศีรษะแตกกระจาย โลหิตอสูรสาดกระเซ็น ล้มลงสิ้นใจตายไปกองกับพื้น
จากนั้นเซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็ยิ้มบางๆ แล้วรีบสาวเท้าเข้าไปหา เมื่อเขากุมกระบี่วิเศษเอาไว้ เขาก็ขับเคลื่อนชีพจรมารกลืนกิน พลันมีพลังกลืนกินอันแข็งแกร่งดุดันสายหนึ่งทะลักทลายออกมาจากท่อนแขนของเขา
ต่อมาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายขึ้น เลือดเนื้อของหมาป่าอัคคีสลายหายไปอย่างรวดเร็ว ปราณโลหิตอันแข็งแกร่งแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์ทะลักเข้าสู่ร่างกายของเซวียนหยวนฮ่าวเทียน เพียงไม่นานก็เหลือเพียงหนังผืนหนึ่งเท่านั้น
ปัง! ปัง!
พลังงานมหาศาลพลุ่งพล่านเดือดปะทุ ทะลวงผ่านกำแพงชีพจรของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนโดยตรง ทำให้เขาสามารถเบิกชีพจรทะลุทะลวงได้อีกหนึ่งเส้น
เมื่อสัมผัสได้ว่าปราณแท้ในร่างของตนเองเพิ่มขึ้นหนึ่งในสี่ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีชีพจรมารเช่นนี้ ไฉนเขาจะต้องกังวลว่าจะไม่สามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและหวนคืนสู่จุดสูงสุดอีกครั้งเล่า
เมื่อได้ลิ้มรสความหอมหวาน เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็เริ่มออกล่าสัตว์อสูรในเขตชานรอบนอกสุดของเทือกเขาเทียนซ่า ในตอนแรกเขาเลือกล่าทหารอสูรสามดาว กอบโกยแก่นแท้แห่งเลือดเนื้อของพวกมัน
เพียงวันแรกเขาก็ล่าสัตว์อสูรสามดาวไปถึงสิบสามตัว ดูดซับแก่นแท้แห่งเลือดเนื้อของสัตว์อสูรเหล่านั้นจนขอบเขตพลังทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นสี่
ยิ่งขอบเขตของชีพจรมารกลืนกินสูงขึ้นเท่าใด การทะลวงผ่านก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น การเบิกชีพจรทะลุทะลวงในแต่ละเส้น จำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิมถึงหลายเท่าตัว
กระทั่งถึงวันที่ห้า เขาถึงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเบิกชีพจรขั้นห้าได้สำเร็จ ซึ่งนี่คือสิ่งที่เขาทำได้หลังจากล่าสัตว์อสูรไปถึงเก้าสิบตัว โดยในจำนวนนั้นมีทหารอสูรสี่ดาวอยู่อย่างน้อยกว่าหกสิบตัว
ผ่านไปหลายวัน เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็เพิ่มตบะบารมีได้ไม่น้อย
ยามรุ่งอรุณ แสงแรกแห่งวันสาดส่อง ประกายแสงสีทองเรืองรอง
บนก้อนหินแม่น้ำขนาดใหญ่ริมฝั่งน้ำ มีเด็กหนุ่มในชุดสีขาวดุจหิมะผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ทุกลมหายใจเข้าออกของเด็กหนุ่มผู้นั้น ล้วนดึงดูดปราณวิญญาณให้ไหลทะลักเข้าไป
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น ราวกับมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในยามค่ำคืนอันมืดมิด
"ย่าห์!" เด็กหนุ่มคำรามก้องดั่งมังกร ผลักฝ่ามือออกไปด้านหน้า ปราณแท้พวยพุ่งออกมา
ตูม!
น้ำในลำธารระเบิดเสียงดังสนั่น คลื่นน้ำสาดกระเซ็นเสียดฟ้า น้ำสาดกระเซ็นสูงถึงสามสิบจั้ง
"ฮ่าๆๆ ตอนนี้ข้าได้เบิกชีพจรหลักสิบสองเส้นและชีพจรวิเศษทั้งแปดเส้นแล้ว ปราณแท้ไหลเวียนดุจมังกรหวนคืนสู่แม่น้ำใหญ่ เพียงพอที่จะใช้วรยุทธ์บางส่วนได้แล้ว ในที่สุดก็พอจะมีพลังฝีมืออยู่บ้าง จ้าวเมิ่งหราน เจ้ารอข้าก่อนเถอะ ข้าจะไปคิดบัญชีแค้นกับเจ้า"
เด็กหนุ่มพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาผู้นี้ก็คือเซวียนหยวนฮ่าวเทียนนั่นเอง ในยามกลางวันเขาออกไปล่าสัตว์อสูร ส่วนยามค่ำคืนก็กลับมานั่งสมาธิพักผ่อนบนหินก้อนนี้
หลายวันที่ผ่านมาเขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไม่น้อย เมื่อหิวก็จับปลาหรือนำสัตว์อสูรมาเป็นอาหาร ซึ่งทำให้ปราณโลหิตของเขายกระดับขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
'เรื่องที่ข้าสังหารสองพี่น้องเซวียนหยวนเฉียงน่าจะมีคนล่วงรู้แล้ว ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับไปโดยเร็ว มิเช่นนั้นคงต้องลากผู้อื่นเข้ามาเดือดร้อนเป็นแน่' เซวียนหยวนฮ่าวเทียนคำนวณอยู่ในใจ
คนใกล้ชิดของร่างกายนี้ยังมีอีกสองคน ผู้หนึ่งคือเซวียนหยวนเลี่ยบิดาของเขา ส่วนอีกผู้หนึ่งคือโหรวเอ๋อร์สาวใช้ เซวียนหยวนเลี่ยมีอำนาจบารมีมากคงไม่เป็นอะไร ทว่าเสี่ยวโหรวที่กลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิดอาจต้องได้รับอันตรายเพราะเรื่องนี้ก็เป็นได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็ไม่รั้งรออีกต่อไป ร่างของเขากระพริบวูบ ย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม
สองชั่วยามให้หลัง เซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าจวนตระกูลเซวียนหยวน
เมื่อเขาเพิ่งมาถึงหน้าประตูใหญ่ ก็เห็นคนที่มีลักษณะท่าทางเหมือนผู้ดูแลผู้หนึ่งเดินเข้ามาหา คนผู้นี้มีสีหน้าไม่เป็นมิตร ราวกับว่ามารอคอยเซวียนหยวนฮ่าวเทียนอยู่ที่นี่โดยเฉพาะ
"ไอ้สวะ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที ไอ้ขยะอย่างเจ้าบังอาจสังหารสองพี่น้องเซวียนหยวนเฉียง ตอนนี้ผู้อาวุโสสามกำลังพลิกแผ่นดินตามหาเจ้าอยู่ หากเจ้าไม่อยากตาย พรุ่งนี้ในการประชุมใหญ่ของตระกูลจงสละตำแหน่งนายน้อยให้ลูกพี่ลูกน้องของข้าต่อหน้าผู้คนเสีย บางทีลูกพี่ลูกน้องของข้าอาจจะช่วยร้องขอชีวิตให้เจ้า เหลือชีวิตหมาๆ ของเจ้าเอาไว้ได้!" ผู้ดูแลมองเซวียนหยวนฮ่าวเทียนด้วยใบหน้าดูแคลน กล่าวเยาะเย้ยถากถาง
"ไสหัวไป ข้าจะเป็นนายน้อยหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่ขี้ข้าอย่างเจ้าจะมาสอดรู้สอดเห็นได้" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนสีหน้าเย็นชา ไพล่มือไว้ด้านหลัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน
เขามีความทรงจำเกี่ยวกับผู้ดูแลผู้นี้อยู่บ้าง พลังฝีมือของคนผู้นี้อยู่เพียงขอบเขตเบิกชีพจรขั้นสามเท่านั้น อาศัยการที่ตนเองเป็นลูกพี่ลูกน้องของเซวียนหยวนเวยจึงทำตัววางอำนาจบาตรใหญ่ แม้แต่ศิษย์สายรองบางคนของตระกูลเซวียนหยวนก็ยังถูกเขาด่าทอตามอำเภอใจ
"ไอ้สวะ เจ้าว่าอย่างไรนะ?! รีบคุกเข่าลงแล้วเรียกข้าว่าท่านปู่ซะ จากนั้นก็หักแขนหักขาตัวเองทิ้งไปเสีย มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างศพไม่สวยแน่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ดูแลก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็พลันมืดครึ้มและบันดาลโทสะขึ้นมาทันที ราวกับแมวที่ถูกเหยียบหาง กระโดดโลดเต้นด้วยความโมโห
ตลอดมาเขาอาศัยบารมีผู้อื่นมาวางอำนาจ สิ่งที่เขาเกลียดชังที่สุดคือการที่มีคนมาหาว่าเขาเป็นสุนัขรับใช้ วันนี้ถูกเซวียนหยวนฮ่าวเทียนแฉความจริงต่อหน้าผู้คน ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าจนทนไม่ไหว จิตสังหารในใจพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที