เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 403 แคว้นฉิงฟาง

บทที่ 403 แคว้นฉิงฟาง

บทที่ 403 แคว้นฉิงฟาง


การแบ่งเขตการปกครองของแคว้นฉิงฟางนั้นพิเศษเป็นอย่างยิ่ง แตกต่างจากที่อื่นซึ่งมีรูปแบบการจัดการจากเล็กไปใหญ่ตามลำดับหมู่บ้าน อำเภอ และเมือง

ที่นี่ใช้เพียงเขตการปกครองขนาดใหญ่ครอบคลุมและตั้งชื่อพื้นที่ ทั้งยังมีการตั้งที่ว่าการใหญ่ในแต่ละเขต โดยมีที่ว่าการสาขาย่อยอยู่ใต้สังกัดนับไม่ถ้วน

ยกตัวอย่างเช่นชวีหนาน ที่ว่าการใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองชวีทง ครอบคลุมหมู่บ้านและตำบลในรัศมีร้อยลี้ ขอเพียงเป็นสถานที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่สิบครัวเรือนขึ้นไป ก็จะมีการตั้งที่ว่าการสาขาย่อยขึ้นหนึ่งแห่ง

ที่ว่าการสาขาย่อยมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ขึ้นอยู่กับจำนวนครัวเรือนในพื้นที่รับผิดชอบ แห่งที่ใหญ่หน่อยก็ไม่ต่างจากที่ว่าการอำเภอของแคว้นอื่น ทว่าแห่งที่เล็กก็อาจจะมีคนประจำการเพียงสองคนเท่านั้น

แต่ไม่ว่าที่ว่าการสาขาย่อยนั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ทุกแห่งล้วนมีระดับชั้นเท่าเทียมกัน ไม่มีสิทธิ์สั่งการข้ามหน่วยงาน หากมีเรื่องราวใดก็ต้องรายงานตรงต่อที่ว่าการใหญ่

รูปแบบการจัดการที่กระจัดกระจายเช่นนี้ ช่วยหลีกเลี่ยงการรวบอำนาจในระดับย่อยได้ ทว่าก็ทำให้ภาพรวมดูหละหลวมและไร้ระเบียบเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างที่ว่าการสาขาย่อยแต่ละแห่ง บ้างก็มีข้อพิพาทขัดแย้ง บ้างก็จับกลุ่มรวมตัวกัน ส่งผลให้ในช่วงเริ่มต้นของภัยแล้ง ทุกคนต่างปัดกวาดแต่หิมะหน้าประตูบ้านตนเอง ในยามที่ที่ว่าการใหญ่ยังไม่ลงคำสั่งลงมา แต่ละพื้นที่ก็เพียงแค่ดูแลเขตของตนเท่านั้น

กล่าวคือเป็นไปในทำนองที่ว่า "ตราบใดที่ภัยพิบัติยังไม่ตกมาถึงหัว ข้าก็จะไม่สนใจ ไม่ส่งความช่วยเหลือ และไม่ออกแรงอันใดทั้งสิ้น"

คณะของลั่วเฉินทั้งสามคนออกเดินทางจากซีผิงในยามเว่ย จุดหมายปลายทางคือหมู่บ้านเหล่าหยาง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประสบภัยแล้งรุนแรงที่สุดและมีหมู่บ้านตั้งอยู่หนาแน่นที่สุด...

สถานที่แห่งนี้คือจุดที่นักแสดงเด็กทั้งสองได้ศึกษาแผนที่ภูมิประเทศไว้ก่อนแล้ว และอาศัยคำบอกเล่าเรื่องราวภัยแล้งจากเหล่าผู้ลี้ภัยที่หนีมายังซีผิง จนประเมินออกมาว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการขอฝนมากที่สุด...

สภาพอากาศที่ร้อนระอุ ผนวกกับเส้นทางที่ขรุขระและระยะทางที่ยาวไกล นักแสดงเด็กชายจึงเสนอว่าให้หาสถานที่แวะพักผ่อนเสียหน่อยเมื่อเดินทางไปได้ครึ่งทาง

ครั้นเดินเท้ามาได้ราวสามสิบกว่าลี้ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัวลงแล้ว

พวกเขาบังเอิญพบเข้ากับจุดพักม้าที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง จึงตัดสินใจพักค้างคืนที่นี่เสียก่อน แล้วค่อยออกเดินทางต่อในรุ่งสางของวันถัดไป

พื้นที่ของจุดพักม้าร้างแห่งนี้นับว่าไม่เล็กเลย และผู้คนที่พักหลบอยู่ภายในก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

ทันทีที่คณะของลั่วเฉินก้าวเท้าเข้าไป ก็มีสายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่พวกเขา

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่นั่งจับกลุ่มกันสามห้าคนกระจายตัวออกไป ดูจากลักษณะแล้วคงเป็นชาวบ้านที่เลือกอพยพหนีภัยแล้งมาจากชวีหนาน

ชายฉกรรจ์ของแต่ละครอบครัวล้วนมีอาวุธคู่กายอย่างขวานฟืนหรือมีดตัดฟืนวางไว้ใกล้มือ

เมื่อเกิดภัยพิบัติย่อมตามมาด้วยเภทภัยจากน้ำมือมนุษย์ การเดินทางรอนแรมอยู่ภายนอกเช่นนี้ ชายฉกรรจ์จึงกลายเป็นโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดของครอบครัว

ภายใต้การ 'จับจ้อง' ของผู้คน พวกเขาเดินวนดูรอบลานและโถงอาคารอยู่หลายรอบ ในที่สุดลั่วเฉินและเด็กทั้งสองก็หาสถานที่พักพิงได้ที่มุมทิศตะวันออกของลานกว้าง

ทั้งที่ภายในจุดพักม้าแห่งนี้มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ากลับเงียบสงบผิดปกติ แม้แต่ตอนที่พูดคุยกันก็ยังใช้ระดับเสียงที่แผ่วเบายิ่งนัก

คณะของลั่วเฉินเองก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน หลังจากนั่งลงบนพื้นแล้ว นักแสดงเด็กชายก็หยิบเสบียงแห้งที่พกติดตัวออกมา ยื่นให้กับลั่วเฉินและนักแสดงเด็กหญิง

ลั่วเฉินรับแผ่นแป้งย่างชิ้นเล็กมาเพียงชิ้นเดียว แล้วดันเสบียงส่วนที่เหลือกลับไปให้เด็กทั้งสอง

นักแสดงเด็กชายจัดการเสบียงแห้งอย่างรวดเร็ว เมื่อกินเสร็จเขาก็หันหลังกลับไป ดึงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากเอวด้านหลัง แล้วกระซิบด้วยเสียงที่แผ่วเบาแทบไม่ได้ยินกับลั่วเฉินและสหายว่า "อาจารย์ลั่ว เสี่ยวจ่าวจื่อ พวกเราต้องผลัดกันเฝ้ายาม ประเดี๋ยวกินเสร็จแล้วพวกท่านรีบนอนเถิด ถึงเวลาแล้วข้าจะปลุก ตอนสลับเวรก็อย่าลืมกำมีดเล่มนี้ไว้ให้แน่นๆ ด้วยล่ะ..."

นักแสดงเด็กหญิงเบิกตากว้าง "เสี่ยวซื่อจื่อ เจ้านำของพรรค์นี้ติดตัวมาด้วยหรือ..."

"ถามไร้สาระ~" นักแสดงเด็กชายกดเสียงต่ำ "เดินทางรอนแรมอยู่ข้างนอก จะไม่มีของป้องกันตัวติดตัวมาได้อย่างไร?"

"ประเดี๋ยวหากเจ้าต้องการจะไปปลดทุกข์ก็เรียกข้านะ ข้าหรือไม่อาจารย์ลั่วจะได้ไปเป็นเพื่อนเจ้า"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเล็กๆ ของนักแสดงเด็กหญิงก็พลันแดงระเรื่อ นางกวาดสายตามองชายฉกรรจ์หน้าตา 'ดุดัน' รอบด้าน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เป็นการตกลง

"อุแว้!"

จู่ๆ เสียงทารกร้องไห้จ้าก็ดังขึ้น ทำลาย 'ความเงียบสงบ' ของจุดพักม้าลงในทันที

ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียงโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นสตรีผู้หนึ่งอุ้มทารกขึ้นมาแกว่งไกวกล่อมเบาๆ อยู่กับที่

ข้างกายสตรีนางนั้น มีสองพ่อลูกที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันคู่หนึ่ง ครั้นเห็นสายตาของผู้คนจับจ้องมา พวกเขาก็รีบประสานมือพร้อมกับหัวเราะเจื่อน พลางเอ่ยปากขอโทษขอโพย "เด็กยังเล็กนัก ต้องขออภัยด้วยขอรับ~"

เมื่อเห็นดังนั้น ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวอันใด และดึงสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าลั่วเฉินกลับลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินตรงไปยังครอบครัวของทารกน้อย

เมื่อเห็นว่ามีบุรุษเดินตรงมาหา แม้ลั่วเฉินจะดูไร้เจตนาร้าย ทั้งยังแต่งกายภูมิฐาน ทว่าสองพ่อลูกก็รีบลุกขึ้นยืนขวางหน้าครอบครัวตนไว้ในทันที

"น้องชาย ต้องขออภัยที่ส่งเสียงรบกวนท่านแล้ว"

"โปรดให้อภัยพวกเราด้วยเถิด"

ไม่ไกลออกไปนัก นักแสดงเด็กทั้งสองเองก็รู้สึกงุนงงไม่แพ้กัน

"อาจารย์ลั่วเดินไปทำไมหรือ?"

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คงไม่มีเรื่องอันใดหรอก"

"ข้าก็คิดเช่นนั้น"

"อืม" ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสั้นๆ โดยที่สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลั่วเฉิน

"ทารกน้อยมีไข้ จำเป็นต้องกินยา"

ลั่วเฉินกล่าวอย่างรวบรัดได้ใจความ ส่งผลให้คนในครอบครัวนั้นถึงกับหน้าถอดสี

แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าลั่วเฉินสามารถวินิจฉัยจากระยะไกลได้อย่างไรว่าทารกน้อยมีไข้ แต่ด้วยความยึดถือคติที่ว่า 'กันไว้ดีกว่าแก้' พวกเขาจึงผลัดกันนำหน้าผากไปทาบกับหน้าผากของเด็กน้อย

"มีไข้จริงๆ ด้วย!"

"ตัวร้อนจี๋เลย!"

"ชุ่ยเอ๋อร์! เจ้าอุ้มลูกอยู่แท้ๆ เหตุใดถึงไม่รู้ว่าลูกตัวร้อนถึงเพียงนี้!"

"ท่านแม่ ท่านอย่าด่าทอชุ่ยเอ๋อร์เลยขอรับ อากาศก็ร้อนอบอ้าวปานนี้ ใครเล่าจะทันสังเกตเห็น..."

"ข้าก็แค่ร้อนใจ! สถานที่รกร้างห่างไกลผู้คนเช่นนี้ จะไปตามหายาได้จากที่ใดกัน!"

เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้เพิ่งเคยพากันเดินทางไกลจากบ้านเป็นครั้งแรก เมื่อทารกน้อยเกิดล้มป่วยกะทันหัน ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือความตื่นตระหนก แทนที่จะรีบหาวิธีรับมือ

ทว่าผู้ที่ดึงสติกลับมาได้เป็นคนแรกก็คือชายชราผู้นั้น

เขาคิดว่าในเมื่อลั่วเฉินสามารถมองเห็นอาการไข้ของหลานชายได้จากระยะไกล ชายผู้นี้จะต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา บางทีอาจจะเป็นท่านหมอและสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้กระมัง?

แต่ทว่า ในขณะที่เขากำลังประสานมือและอ้าปากจะเอ่ยถาม ลั่วเฉินก็ยื่นห่อยาขนาดเท่าฝ่ามือออกมาให้เสียก่อน "น้ำสามชาม เคี่ยวจนเหลือครึ่งชาม ดื่มแล้วประเดี๋ยวก็หาย"

"ขอบคุณ ขอบคุณขอรับ!" ชายชรารีบล้วงกระเป๋าหยิบเงิน "ท่านอาจารย์ ยานี้ราคาเท่าใดหรือขอรับ?"

"ไม่คิดเงินหรอก" ลั่วเฉินยิ้มบางๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังที่พักของตน

"เช่นนั้น..." ชายชรามองตามหลังลั่วเฉิน ก่อนจะหันกลับมามองคนในครอบครัว "มัวรออันใดอยู่ รีบไปต้มยาให้หลานข้าสิ!"

"ท่านพ่อ..." ชายหนุ่มที่รับห่อยามามีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นผู้เป็นบิดาถลึงตาใส่ เขาก็กัดฟันกรอด คว้าถุงน้ำและขวานฟืนเดินออกไปนอกลานกว้างทันที

ไม่นานนัก บริเวณมุมกำแพงด้านนอกจุดพักม้าที่ถูกทิ้งร้างก็มีแสงไฟสว่างวาบขึ้น

กลิ่นหอมกรุ่นของตัวยาเข้มข้นลอยตามสายลมโชยเข้ามาภายในลานกว้าง

ทางฝั่งของลั่วเฉิน นักแสดงเด็กหญิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "อาจารย์ลั่ว เหตุใดท่านถึงพกสมุนไพรติดตัวมาด้วยหรือเจ้าคะ?"

ลั่วเฉินระบายยิ้มบาง "เตรียมพร้อมไว้ ย่อมดีกว่าขาดแคลนยามฉุกเฉินน่ะ"

"อย่างนี้นี่เอง"

นักแสดงเด็กหญิงลอบพิจารณาลั่วเฉิน พลางทอดถอนใจอยู่เงียบๆ: ดูเหมือนท่านเซียนเข้าไปทุกทีแล้ว...

ไม่นานนัก แสงไฟที่นอกลานก็ดับมอดลง ทันทีที่ชายหนุ่มประคองชามยาเดินกลับเข้ามา สายตาของทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่เขาทันที

เมื่อเห็นชายหนุ่มแสดงท่าทีลังเลใจว่าจะป้อนยาให้ลูกของตนดีหรือไม่ บนใบหน้าของคนจำนวนไม่น้อยก็ปรากฏรอยยิ้มในทำนอง 'ข้าว่าแล้วเชียว'

ทว่าเมื่อเห็นชายชราคว้าชามยาไปและป้อนให้หลานตัวน้อยโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หลายคนก็ถึงกับส่ายหน้า บ้างก็ขมวดคิ้วมุ่น ราวกับว่าการกระทำที่ปราศจากความระแวดระวังเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับไม่ได้

เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เมื่อทารกน้อยดื่มยาจนหมดชามก็หยุดแผดเสียงร้อง

คนทั้งสี่ของครอบครัวต่างเบิกตากว้างจ้องมองเด็กน้อยโดยไม่ยอมหลับยอมนอน

เวลาผ่านไปอีกราวครึ่งชั่วยาม เมื่อเห็นว่าทารกน้อยหายใจสม่ำเสมอและหลับสนิทไปแล้ว พวกเขาถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ยามห้าย ผู้คนจำนวนไม่น้อยภายในจุดพักม้าต่างพากันเข้าสู่นิทรา

ชายชราเห็นว่าทางฝั่งของลั่วเฉินเป็นตาที่ลั่วเฉินเฝ้ายามอยู่ จึงค่อยๆ ย่องเท้าเข้ามาเงียบๆ เขาวางไข่เป็ดเค็มสามฟองลงตรงหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะประสานมือคารวะและเดินกลับไปยังที่พักของตนโดยไม่รอให้ลั่วเฉินกล่าวสิ่งใด

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลั่วเฉินก็ระบายยิ้มบางๆ เขาเก็บไข่เป็ดเค็มทั้งสามฟองไว้ ก่อนจะหลับตาลงและเข้าสู่การทำสมาธิกำหนดลมหายใจเพื่อรอคอยรุ่งอรุณ...

จบบทที่ บทที่ 403 แคว้นฉิงฟาง

คัดลอกลิงก์แล้ว