- หน้าแรก
- เกมชีวิตลิขิตรัก เริ่มต้นด้วยการพิชิตใจบอสสาวสุดสวย
- บทที่ 34 กรรมสิทธิ์อาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1 ปักกิ่ง
บทที่ 34 กรรมสิทธิ์อาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1 ปักกิ่ง
บทที่ 34 กรรมสิทธิ์อาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1 ปักกิ่ง
เมื่อเห็นรางวัลในแพ็กเกจของขวัญ ใบหน้าของเฉาปินก็แดงก่ำ สายตาร้อนแรง
พื้นที่สำนักงานพร้อมกรรมสิทธิ์!
สำนักงานใหญ่สำหรับจักรยานสาธารณะของเขาก็มีที่ลงแล้ว
ดีที่สุดคือปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว
แน่นอนว่าหางโจวหรือเมืองระดับเฟิร์สเทียร์อื่นๆ ก็ได้เหมือนกัน
เขาไม่ได้โลภมาก
เฉาปินถูมือไปมา แล้วคลิกใช้งาน
[ใช้งานสำเร็จ!]
"ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี ผู้เล่นได้รับพื้นที่สำนักงานขนาด 200 ตารางเมตรบนชั้นสิบของอาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1 ปักกิ่ง กรุณาไปรับสิทธิ์ที่ศูนย์บริหารจัดการทรัพย์สินของอาคาร"
"อาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1! 200 ตารางเมตร!" เฉาปินหายใจหอบถี่ ม่านตาสั่นระริก
อาคารกั๋วเม่า หรือที่เรียกอีกอย่างว่าศูนย์การค้าระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ในทำเลทองใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) ของเขตเฉาหยางในปักกิ่ง เป็นหนึ่งในศูนย์รวมบริการทางธุรกิจแบบครบวงจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ฟังก์ชันครบครันที่สุด และมีระดับสูงสุดในประเทศ
ที่นี่ล้วนเป็นมาตรฐานอาคารสำนักงานเกรดเอระดับสากล มีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการระดับท็อป
ผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำ 500 อันดับแรกของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ สถาบันการเงินชั้นนำ สำนักงานทนายความ และบริษัทธุรกิจบริการระดับไฮเอนด์
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลุ่มโรงแรมสุดหรู ห้างกั๋วเม่าซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์ของปักกิ่ง ศูนย์นิทรรศการระดับนานาชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ กลุ่มอาคารสำนักงานกั๋วเม่าไม่ได้เปิดขายให้บุคคลภายนอกมานานแล้ว การได้ครอบครองกรรมสิทธิ์พื้นที่ 200 ตารางเมตรจึงถือเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะ
เฉาปินลองค้นหาค่าเช่าดู พบว่าราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 700 หยวน
ต่อให้เขาไม่ทำอะไรเลย แค่ปล่อยเช่าสำนักงานนี้ เขาก็จะได้ค่าเช่าเดือนละหนึ่งแสนสี่หมื่นหยวนแล้ว
ฟินสุดๆ!
เขารู้สึกฟินอย่างแท้จริง!
ด้วยอารมณ์ที่ดีเยี่ยม เฉาปินจึงตั้งใจจะพาจ้าวจื่อเยียนไปเที่ยวซานย่าสักรอบ
ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายนของปีถัดไปเป็นฤดูแล้ง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองในการไปเที่ยวซานย่า
เหน็ดเหนื่อยมาตั้งนาน ก็สมควรจะได้พักผ่อนให้เต็มที่สักที!
ก่อนย้อนเวลา ในฐานะโปรแกรมเมอร์คนหนึ่ง เขาคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่สองที่คือบริษัทกับบ้าน ช่วงวันหยุดเทศกาลอย่างมากก็แค่ไปเดินเล่นในเมืองใกล้เคียง เมืองตากอากาศอย่างซานย่า จึงเป็นได้แค่สถานที่ที่มีอยู่แต่ในหน้าฟีดโมเมนต์ของเพื่อนๆ และในรูปภาพของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าไม่อยากไป แต่เป็นเพราะทั้งเวลาและเงินไม่อำนวยต่างหาก
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว
มีเงินแล้วอยากไปไหนก็ไปได้ นี่สิถึงจะเรียกว่าความสุขที่แท้จริง!
เขาเหลือบมองจ้าวจื่อเยียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอกำลังก้มหน้าตรวจสอบตารางเข้ากะของพนักงานอย่างตั้งอกตั้งใจ
ช่วงที่ผ่านมา เพื่ออินเทอร์เน็ตคาเฟ่และซูเปอร์มาร์เก็ต เธอต้องวุ่นวายดูแลทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน แทบจะไม่ได้พักผ่อนเลย
"จื่อเยียน"
เฉาปินวางโทรศัพท์ลง
"หืม?"
จ้าวจื่อเยียนเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาแฝงไปด้วยความสงสัย
เฉาปินยิ้มบางๆ น้ำเสียงผ่อนคลาย "อยากออกไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจไหม?"
"พักผ่อนเหรอ?" จ้าวจื่อเยียนกะพริบตา ยังตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย "งานยังมีอีกตั้งเยอะเลยนะ!"
"งานมันไม่มีวันทำเสร็จหรอก" เฉาปินลุกขึ้นยืน เดินไปข้างๆ เธอ แล้ววางมือบนไหล่ของเธออย่างเป็นธรรมชาติ "พวกเราไปซานย่ากันเถอะ ถือซะว่าเป็นการให้รางวัลความเหน็ดเหนื่อยของผู้จัดการจ้าวของบ้านเรา แล้วก็ถือเป็นการไปเที่ยวด้วยกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพวกเราด้วย"
ซานย่า?
ดวงตาของจ้าวจื่อเยียนเป็นประกายสว่างวาบขึ้นมาในทันที ราวกับมีแสงดาวร่วงหล่นอยู่ภายใน
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเคยวางแผนจะไปเที่ยวซานย่ากับเพื่อนร่วมห้อง แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไปเพราะปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
"จริงเหรอ?"
"แน่นอนสิ"
พวงแก้มของจ้าวจื่อเยียนแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ในใจเอ่อล้นไปด้วยกระแสความอบอุ่นอันแสนหวาน
การได้ออกไปเที่ยวกับเฉาปินตามลำพัง ความรู้สึกนี้ มันออกจะเหมือนการไปฮันนีมูนเลย
"แล้วไปเมื่อไหร่ล่ะ?"
เธอถามเสียงเบา ปิดบังความคาดหวังในแววตาไว้ไม่มิด
"เครื่องบินช่วงบ่ายพรุ่งนี้" เฉาปินวางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว "วันนี้พวกเราก็เก็บกระเป๋ากัน พรุ่งนี้เช้าจัดการเรื่องอินเทอร์เน็ตคาเฟ่กับซูเปอร์มาร์เก็ตให้เรียบร้อย แล้วตอนบ่ายก็ออกเดินทาง"
"ตกลง!"
จ้าวจื่อเยียนพยักหน้าอย่างแรง
เที่ยงวันต่อมา
ในกระโปรงท้ายของรถบีเอ็มดับเบิลยู X5 มีกระเป๋าเดินทางสีดำเรียบง่ายของเขาวางอยู่ก่อนแล้ว
จ้าวจื่อเยียนเก็บกระเป๋าเดินทางของตัวเองเข้าไป แล้วเข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้โดยสาร
"อาปิน แบบนี้ถือว่าพวกเรากำลังไปฮันนีมูนกันหรือเปล่า?"
เฉาปินจับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างก็ค่อยๆ วางทาบลงบนหลังมือของเธอแล้วบีบเบาๆ
"แน่นอนสิ"
เขาตอบกลับอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นจ้าวจื่อเยียนรู้สึกพึงพอใจและมีรอยยิ้มในแววตาเพียงเพราะคำยืนยันแค่ประโยคเดียว ในใจของเฉาปินก็เกิดความรู้สึกผิดและสงสารขึ้นมาเล็กน้อย
จ้าวจื่อเยียนกระซิบข้างหูเฉาปินเบาๆ ว่า "ที่รัก ถึงโรงแรมแล้วฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ คุณอยากเล่นแบบไหนก็เล่นได้ตามใจเลยนะ"
คำพูดนี้ทำเอาเฉาปินถึงกับตาลุกวาว สาวงามระดับนี้มาพูดแบบนี้ด้วย จะไม่ให้ตื่นเต้นก็คงจะยาก
ช่วงเวลาประมาณสี่โมงครึ่ง เฉาปินและจ้าวจื่อเยียนก็ขึ้นเครื่องบินไปยังจุดหมายปลายทางของการเดินทางในครั้งนี้ตรงตามเวลา
ความสะดวกสบายของที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสคงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มากความ ลำพังแค่ราคาตั๋วเครื่องบินก็ตกคนละเจ็ดพันหยวนเข้าไปแล้ว
สองคนไปกลับ ก็เกือบจะสามหมื่นหยวนแล้ว
หากเป็นก่อนย้อนเวลา นี่คือเงินเดือนกว่าหนึ่งเดือนของเขาเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้ ลำพังแค่รายได้ต่อวันของอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ก็เกินตัวเลขนี้ไปแล้ว
เขารำพึงในใจ ว่าแล้วเชียวว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโครงสร้างส่วนบน
มีเงินแล้วถึงจะบอกว่าไปก็ไปได้เลย ถึงจะได้เพลิดเพลินไปกับบริการที่ดีที่สุด
หลังจากใช้เวลาบินกว่าเจ็ดชั่วโมง เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติเฟิ่งหวงในซานย่าอย่างนุ่มนวล ตอนนั้นก็เป็นเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว
ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดดั่งน้ำหมึก ทว่าอากาศในซานย่ากลับร้อนชื้น และพัดพาเอากลิ่นอายความเค็มของท้องทะเลอันเป็นเอกลักษณ์มาด้วย
เฉาปินจองโรงแรมผ่านอินเทอร์เน็ตล่วงหน้า และซื้อบริการรถรับส่งจากสนามบินเอาไว้แล้ว
รถตู้ธุรกิจสีดำคันหนึ่งจอดรออยู่ที่ทางออกอยู่ก่อนแล้ว คนขับชูป้ายที่มีชื่อของเฉาปินเขียนเอาไว้
"คุณเฉา คุณจ้าว ยินดีต้อนรับสู่ซานย่าครับ ผมเป็นคนขับรถที่ทางโรงแรมส่งมา เชิญตามผมมาได้เลยครับ" คนขับรับกระเป๋าเดินทางของพวกเขาไปอย่างสุภาพ
รถยนต์แล่นออกจากสนามบิน ขับไปตามถนนเลียบชายฝั่ง
แม้จะเป็นช่วงดึกแล้ว แต่สองข้างทางก็ยังคงมองเห็นแสงไฟนีออนระยิบระยับและเงาผู้คนประปราย
"พวกเราจองโรงแรมระดับห้าดาวสไตล์วิลล่าเอาไว้น่ะ" เฉาปินพูดกับจ้าวจื่อเยียนที่เอนซบไหล่เขาอยู่ "เป็นวิลล่าหลังเดี่ยว มีสระว่ายน้ำส่วนตัว ค่อนข้างเงียบสงบ แล้วก็มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าด้วย"
"วิลล่าเหรอ?" จ้าวจื่อเยียนแปลกใจเล็กน้อย "งั้นก็แพงมากเลยสิ?"
"คืนละสี่พันห้า" เฉาปินบอก "ผมจองไว้สามคืน ในเมื่อเป็นช่วงฮันนีมูน แน่นอนว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา จะพักทั้งทีก็ต้องพักที่ที่ดีที่สุด"
เมื่อมาถึงวิลล่าของโรงแรม จ้าวจื่อเยียนก็ดีใจเป็นพิเศษ
"บรรยากาศที่นี่สวยมากเลย!"
เธอวางกระเป๋าใบเล็กที่พกติดตัวลง แล้วหมุนตัวไปรอบหนึ่ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจอย่างไม่ปิดบัง
เฉาปินเองก็พอใจมากเช่นกัน
เขาชอบสระว่ายน้ำส่วนตัวนั่นเป็นพิเศษ
ลองจินตนาการถึงตอนกลางวันของพรุ่งนี้ แสงแดดสาดส่องลงบนผิวน้ำ เขาทาครีมกันแดดให้จ้าวจื่อเยียน ทั้งสองคนนอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้ริมสระ... แค่คิดภาพตามก็รู้สึกสุขใจแล้ว
"เก็บของกันก่อนเถอะ หิวหรือเปล่า?" เฉาปินถาม
จ้าวจื่อเยียนพยักหน้า แล้วเริ่มจัดเก็บกระเป๋าเดินทางของทั้งสองคน
เธอแขวนเสื้อผ้าไว้ในตู้เก็บเสื้อผ้า แล้วนำอุปกรณ์อาบน้ำไปวางไว้ในห้องน้ำ
เมื่อเห็นห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน เธอก็พูดกลั้วหัวเราะ "โรงแรมนี้รอบคอบจริงๆ เลย มีกระทั่งห้องครัว หรือว่าหวังจะให้แขกทำอาหารกินเองด้วย?"
"สงสัยเตรียมไว้ให้แขกที่มาพักระยะยาวหรือไม่ก็คนที่ชอบทำอาหารล่ะมั้ง" เฉาปินเดินเข้ามา สวมกอดเธอจากด้านหลังเบาๆ แล้ววางคางเกยไว้บนไหล่ของเธอ "แต่พวกเรามาที่นี่เพื่อพักผ่อนนะ ทำอาหารกินเองที่บ้านจนเบื่อแล้ว ช่วงนี้ก็ออกไปกินข้างนอกเถอะ ไปลองชิมอาหารทะเลแท้ๆ กัน"
รอจนทั้งสองคนจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะตีหนึ่งแล้ว
แต่ซานย่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล โดยเฉพาะริมทะเลที่มีสีสันยามค่ำคืนอันหลากหลาย
เฉาปินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ค้นหาร้านอาหารทะเลริมทางใกล้ๆ ที่มีรีวิวค่อนข้างดี
"ไปเถอะ จะพาไปกินมื้อดึก เติมพลังกันหน่อย"
เขาจูงมือจ้าวจื่อเยียน
ทั้งสองคนเปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่สวมใส่สบาย แล้วเดินออกจากโรงแรม
โรงแรมตั้งอยู่ในพื้นที่อ่าว เดินไม่ถึงสิบนาที ก็มาถึงตลาดกลางคืนอันแสนคึกคัก
แสงไฟสว่างไสว เสียงผู้คนจอแจ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบาร์บีคิวและอาหารทะเล
เฉาปินหาร้านอาหารริมทางที่คนเยอะมากร้านหนึ่งเจอตามคำแนะนำในอินเทอร์เน็ต
"ขอกุ้งมังกรนึ่งซีอิ๊วหนึ่งตัว ปูผัดต้นหอมขิง กั้งทอดกระเทียมพริกไทย กุ้งทะเลลวก แล้วก็หอยเชลล์นึ่งวุ้นเส้นกระเทียม ไข่ตุ๋นหอยเม่น อืม... เอาผัดผักบุ้งอีกจาน เครื่องดื่มขอน้ำมะพร้าวคั้นสดครับ"
สั่งอาหารเสร็จ พนักงานก็จดรายการอย่างคล่องแคล่ว แล้วตะโกนบอกชื่ออาหารไปทางหลังครัวเสียงดัง
ไม่นานนัก อาหารก็ทยอยนำมาเสิร์ฟ
กุ้งมังกรตัวโตถูกผ่าครึ่ง นึ่งสุกแล้วราดด้วยซอสสูตรพิเศษ เนื้อกุ้งสีขาวแน่น หวานฉ่ำเกินบรรยาย ปูเปลือกบางเนื้อแน่น กลิ่นหอมของต้นหอมและขิงซึมซาบเข้าไปอย่างลงตัว กั้งทอดกรอบสีเหลืองทอง รสชาติพริกไทยและเกลืออร่อยกลมกล่อมกำลังดี กุ้งทะเลเพียงแค่นำไปลวกง่ายๆ จิ้มกับซีอิ๊วและวาซาบินิดหน่อย ก็ได้รสชาติที่สดใหม่ถึงขีดสุด
"อร่อย!" จ้าวจื่อเยียนกินจนตาหยี ไม่ห่วงภาพพจน์เลยแม้แต่น้อย มือทั้งสองข้างเปื้อนซอสเต็มไปหมด
เฉาปินมองท่าทางที่ดูมีความสุขของเธอ ในใจก็เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน
เขาปอกเปลือกกุ้งตัวหนึ่ง แล้ววางลงในจานของจ้าวจื่อเยียน
"คุณก็กินบ้างสิ" จ้าวจื่อเยียนเลียนแบบท่าทางของเขา ปอกกุ้งให้เขาตัวหนึ่งเช่นกัน
กินไปเรื่อยๆ จนเริ่มจะกินไม่ไหว เฉาปินก็เรียกคิดเงินทันที
ราคาค่อนข้างแพง แต่ก็นับว่าเข้าใจได้เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว ทั้งสองคนกินไปเกือบจะเจ็ดร้อยหยวนแล้ว
ตกกลางคืน
"ผมนี่มันหมาจริงๆ เลย!" เฉาปินสำนึกผิด
"คุณยอมรับแล้วเหรอว่าตัวเองเป็นหมาน่ะ?"
เฉาปินกัดฟัน "แล้วตอนนี้คุณเป็นอะไรล่ะ?"
"จะเป็นอะไรได้อีกล่ะ? ก็คนที่โดน..... อืม..... เอ๊ะ..... หมาเอาไงล่ะ!"
"แม่งเอ๊ย!" เฉาปินโพล่งออกมา
"เปลี่ยนคำว่าแม่งเป็นคำว่าเอาก็ได้นะ ยังไงก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ!"
จ้าวจื่อเยียนหันตัวกลับมา
"นอนลงไปเลย แม่จะขี่หมาแล้ว!"
"ขี่หมาเดี๋ยวเป้ากางเกงก็ขาดหรอก!" เฉาปินเตือน
"ดูสิ นี่มันยังไม่ขาดอีกเหรอ?"
จ้าวจื่อเยียนชี้ไปที่ถุงน่องที่ถูกฉีกขาด
รอยยิ้มบนใบหน้างดงามราวกับดอกไม้
วันต่อมา ทั้งสองคนที่เหนื่อยล้ามาทั้งคืนนอนหลับยาวจนเกือบสิบเอ็ดโมงถึงได้ตื่นขึ้นมา
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนหาดทรายสีขาวของอ่าวย่าหลงอย่างร้อนแรง น้ำทะเลเป็นสีฟ้าครามใสแจ๋ว เกลียวคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่งเบาๆ
เฉาปินจูงมือจ้าวจื่อเยียน เดินเท้าเปล่าไปตามหาดทรายที่ละเอียดนุ่ม ลมทะเลที่พัดพาเอากลิ่นอายความเค็มชื้นพัดผ่านเส้นผมที่ยาวสลวยและชายกระโปรงของเธอ
"ที่นี่สวยกว่าในรูปอีกนะเนี่ย!" จ้าวจื่อเยียนสูดหายใจเข้าลึกๆ
เฉาปินชี้ไปที่เจ็ตสกีและพาราเซลลิ่งที่อยู่ไม่ไกล "อยากเล่นไหม?"
"เอาสิ!" จ้าวจื่อเยียนตาเป็นประกาย "แต่ฉันกลัวน้ำนะ คุณต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันด้วย"
"แน่นอน" เฉาปินยิ้มแล้วบีบมือเธอเบาๆ
ภายใต้การดูแลของครูฝึก เฉาปินขับเจ็ตสกีโดยมีจ้าวจื่อเยียนกอดเอวเขาไว้แน่น เกลียวคลื่นสาดกระเซ็น เสียงเครื่องยนต์ดังกึกก้อง ทั้งตื่นเต้นและสนุกสุดเหวี่ยง
เมื่อเล่นจนเหนื่อย ทั้งสองคนก็มาพักผ่อนใต้ร่มบังแดดริมหาดทราย พลางดื่มน้ำมะพร้าวเย็นชื่นใจ
"อาปิน พวกเราถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อยได้ไหม?" จ้าวจื่อเยียนเสนอ "วิวสวยขนาดนี้ ถ้าไม่ถ่ายเก็บไว้คงเสียดายแย่เลย"
เฉาปินเองก็คิดเช่นนั้นพอดี เขาสังเกตเห็นว่าบนหาดทรายมีช่างภาพที่พกกล้องระดับมืออาชีพกำลังเรียกลูกค้าอยู่ จึงกวักมือเรียกมาคนหนึ่ง
ช่างภาพมีความเป็นมืออาชีพมาก คอยจัดแจงให้พวกเขาโพสท่าในมุมต่างๆ
รูปสุดท้าย ช่างภาพเสนอให้ถ่ายช็อตจูบกัน
เฉาปินก้มหน้าลง จ้าวจื่อเยียนเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากของทั้งสองแนบชิดกันอย่างแผ่วเบา
อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต จ้าวจื่อเยียนไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องพ่อแม่หรือน้องๆ ที่บ้าน ทุกอย่างเป็นเพราะมีเฉาปินอยู่ เธอจึงแค่ทำตัวเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งก็พอแล้ว
ท้องฟ้าสีครามสดใส ท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาล บนหาดทรายที่ค่อนข้างร้อนระอุ ร่มบังแดดขนาดใหญ่ได้ทอดเงาให้ความร่มรื่นลงมา
ทั้งสองคนนอนเคียงข้างกัน ดื่มน้ำส้มคั้นเย็นๆ แก้วเดียวกัน ความสุขสบายเช่นนี้ ช่างยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
การมาเที่ยวฮันนีมูนในครั้งนี้ จ้าวจื่อเยียนเรียกได้ว่าว่านอนสอนง่ายแบบสุดๆ
เฉาปินว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น และด้วยเหตุนี้เอง เฉาปินจึงราวกับได้ใช้ชีวิตที่แสนจะสุขสบายดุจดั่งจักรพรรดิอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แน่นอนว่า เมื่อพักผ่อนหย่อนใจจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาต้องกลับไปวุ่นวายกับเรื่องธุรกิจกันต่อ
หลังจากกลับมาถึงหางโจว เฉาปินก็เริ่มเตรียมการเรื่องจักรยานสาธารณะอย่างเป็นทางการ