- หน้าแรก
- เกมชีวิตลิขิตรัก เริ่มต้นด้วยการพิชิตใจบอสสาวสุดสวย
- บทที่ 35 รับมอบกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์
บทที่ 35 รับมอบกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์
บทที่ 35 รับมอบกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์
หลังจากลงจอดไม่นาน เจียงซินก็ส่งข้อความมา
"เขตซ่างเฉิง สนามยิงธนูพั่วเฟิง ถึงแล้วบอกชื่อฉันได้เลย"
เมื่อเห็นข้อความ เฉาปินก็ขับรถไปทันที
สนามยิงธนูที่มีชื่อว่าพั่วเฟิงแห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนศิลปะที่ดูเรียบง่ายไม่หวือหวา การตกแต่งภายนอกดูมินิมอล แต่พื้นที่ภายในกลับกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง
เขาบอกชื่อเจียงซิน พนักงานก็พาเขาไปยังโซน VIP อย่างนอบน้อม
"ยืนแยกเท้าออกให้กว้างเท่าช่วงไหล่"
"แขนซ้ายกดลง หมุนข้อศอกเข้าด้านใน ใช้ง่ามนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือซ้ายดันคันธนูเอาไว้....."
"ต้องทำแบบนี้ เดี๋ยวคุณถึงจะยิงได้แรงและแม่นยำ....."
"ท่าทางใช้ได้ ออกแรงอีกนิด!"
"อย่างนั้นแหละ ยิงออกไปเลย!!"
ที่หน้าเป้าธนูจุดหนึ่งในลานยิงธนู เฉาปินถือธนูรีเคิร์ฟสำหรับแข่งขัน มือซ้ายถือคันธนู มือขวาง้างสายธนู ส่วนเจียงซินยืนอยู่ข้างๆ เขา คอยออกเสียงชี้แนะให้เขาปรับท่าทางเป็นระยะๆ
"ฟุ่บ—"
เฉาปินกลั้นหายใจ รวบรวมสมาธิ แล้วปล่อยมือขวาอย่างฉับพลัน
สายธนูดีดกลับ ลูกธนูพุ่งทะยานออกจากสาย แหวกว่ายไปในอากาศ ก่อนจะปักเข้าอย่างจังที่เป้าธนูซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบห้าเมตรด้านหน้า.......
บนกำแพงกันลูกธนูด้านบนพอดีเป๊ะ
หลุดเป้าไปแล้ว
"ไม่เป็นไร มือใหม่ยิงหลุดเป้าเป็นเรื่องปกติ" เจียงซินเอ่ยปลอบใจเสียงเบา พลางหยิบธนูคู่ใจของตัวเองขึ้นมา "ทุกคนก็เริ่มจากการยิงหลุดเป้ากันทั้งนั้นแหละ ค่อยๆ ยิงให้เข้าเป้า แล้วค่อยๆ เล็งให้เข้าตรงกลางเป้า เรื่องแบบนี้ใจร้อนไม่ได้หรอก"
พูดจบ เธอก็หยิบลูกธนู พาดคันธนู เกี่ยวสาย ง้างธนู เล็ง แล้วปล่อย—
ทุกท่วงท่าลื่นไหลราวกับปุยเมฆลอยและสายน้ำไหล
รูปร่างของเธอสูงโปร่ง สวมชุดกีฬาเข้ารูปสีเข้ม ผมยาวมัดรวบเป็นหางม้าดูทะมัดทะแมง เวลานี้จึงยิ่งดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความเก่งกาจ
"ฟุ่บ!"
ลูกธนูพุ่งออกจากคันธนูของเจียงซิน เพียงชั่วพริบตา ลูกธนูที่มีหางปีกสีแดงเพลิงก็ปักเข้าตรงกลางเป้า หางลูกธนูยังคงสั่นระริกเบาๆ
เข้ากลางเป้าพอดีเป๊ะ!
"ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!......."
เจียงซินไม่ได้หยุดพัก เธอยังคงง้างธนูและยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง
ลูกธนูพุ่งทะยานออกไปอย่างต่อเนื่อง ทุกดอกล้วนปักเข้าเป้ากระดาษ ตำแหน่งที่ตกกระทบแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง
เพียงชั่วพริบตา รอบๆ กลางเป้าก็เต็มไปด้วยลูกธนูปักอยู่อย่างหนาแน่น
ไม่มียิงหลุดเป้าเลยแม้แต่ดอกเดียว คะแนนเกือบทั้งหมดล้วนอยู่ที่เก้าคะแนนขึ้นไป
เวลานี้เจียงซินดูเท่เอามากๆ ทำเอาเฉาปินถึงกับมองด้วยความทึ่ง
"เก่งมาก"
เมื่อเจียงซินวางธนูลง เฉาปินก็ยกนิ้วโป้งให้เธอ
"ไม่ได้เก่งอะไรหรอก ก็แค่คุ้นมือเท่านั้นแหละ ถ้าคุณฝึกสักครึ่งปี ก็ฝึกได้แบบฉันเหมือนกัน" เธอพูดพลางหอบเล็กน้อย เพราะการยิงติดต่อกันสิบครั้ง สำหรับพละกำลังของผู้หญิงแล้ว ก็ยังถือว่าค่อนข้างกินแรง
ฝึกยิงธนูเหรอ?
บางทีอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย
เควสต์รอง [เรียนรู้ความสามารถพิเศษหนึ่งอย่าง] ในหมวดกีฬาก็รวมการยิงธนูเอาไว้พอดี
เธอเดินไปนั่งที่โซนพักผ่อน แล้วชี้ไปที่ที่นั่งข้างๆ เป็นการบอกให้เฉาปินนั่งลงเช่นกัน
"เจ้าของคลับยิงธนูแห่งนี้เป็นเพื่อนของพ่อฉันเอง รับเฉพาะสมาชิกเท่านั้น เดี๋ยวฉันจะทำบัตรให้คุณสักใบ" เจียงซินดื่มน้ำอึกหนึ่ง แล้วพูดต่อ "ปกติคนที่มาเล่นที่นี่ถ้าไม่รวยก็มีฐานะ คุณยังสามารถใช้โอกาสนี้ขยายเส้นสายได้ด้วย"
ดวงตาของเฉาปินเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาเข้าใจเจตนาของเจียงซินในทันที
คุณหนูใหญ่คนนี้กำลังใช้รูปแบบของเธอเพื่อปูทางให้กับเขา
เขากดข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้
"งั้นก็ต้องขอบคุณประธานเจียงล่วงหน้าเลยครับ"
เจียงซินเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วกลับไปมีท่าทางหยิ่งทะนงเล็กน้อยเหมือนเดิม "อย่าเพิ่งรีบขอบคุณไปเลย การขยายเส้นสายก็ต้องพึ่งตัวเองเหมือนกัน" เธอชะงักไปครู่หนึ่ง เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วเข้าสู่เรื่องสำคัญ "ที่นัดคุณมาที่นี่ นอกจากอยากให้คุณมาออกกำลังกายเป็นเพื่อนฉันแล้ว หลักๆ ก็คือมีธุระสำคัญน่ะ"
เฉาปินมีสีหน้าจริงจัง "ประธานเจียงเชิญพูดมาได้เลยครับ"
"แผนงานโปรเจกต์จักรยานสาธารณะแบบครบวงจร (ปี 2013-2018) ที่คุณเอาให้ฉันดูคราวก่อน" เจียงซินมองตรงไปยังเฉาปิน "พี่สาวคนหนึ่งที่ฉันสนิทด้วยเขาสนใจมาก"
"อีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหนล่ะครับ?" เฉาปินถาม เขารู้ดีว่าคนที่เจียงซินจงใจพูดถึงจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เจียงซินยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม แล้วพูดตรงๆ ว่า "เขาเรียนจบ MBA จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนระดับปริญญาโทที่วิทยาลัยการจัดการเคลล็อกก์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น และทำงานที่วอลล์สตรีทมาหนึ่งปี แต่เพราะเหตุผลทางครอบครัว เลยจำใจต้องทิ้งงานที่นั่น เดือนหน้าเขาจะกลับมาในประเทศแล้ว"
หลังจากฟังจบ เฉาปินก็รู้สึกตื่นตะลึงในใจ
วิทยาลัยการจัดการเคลล็อกก์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น!
โรงเรียนธุรกิจชั้นนำที่มีชื่อเสียงด้านการตลาดอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน
เขาเคยศึกษาข้อมูลการรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาโทของวิทยาลัยแห่งนี้มาบ้าง รับเฉพาะบัณฑิตระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือกับเคลล็อกก์เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือระบบการแนะนำบุคคลเข้าเรียน และมีระยะเวลาเรียนเพียงแค่ 1 ปี
การได้เข้าไปเรียนที่นั่น ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณสมบัติและภูมิหลังระดับท็อปแล้ว
เมื่อบวกกับประสบการณ์ทำงานที่วอลล์สตรีทอีก นี่มันบุคลากรระดับแนวหน้าชัดๆ
"ครอบครัวเขามีภูมิหลังยังไงเหรอครับ?"
เฉาปินอดไม่ได้ที่จะถาม
มีความสามารถ แต่ไม่มีภูมิหลัง ก็ไม่มีทางเข้าเรียนที่เคลล็อกก์ได้เลย
เจียงซินยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วลดเสียงลงต่ำ "พ่อของเขาเป็นผู้นำเบอร์สามของสำนักงานบริหารจัดการตลาด"
ม่านตาของเฉาปินหดแคบลงเล็กน้อย
นี่มันหมายความว่ายังไงน่ะเหรอ?
แค่เพียงให้อีกฝ่ายเข้าร่วม ในอนาคตเมื่อโปรเจกต์ต้องเผชิญกับเรื่องการเข้าสู่ตลาด ความสอดคล้องกับนโยบาย หรือแม้แต่การสื่อสารกับหน่วยงานท้องถิ่นในกระบวนการสำคัญต่างๆ ก็มีโอกาสได้รับความสะดวกสบายและการสนับสนุนอย่างมหาศาล
พูดง่ายๆ ก็คือ นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความช่วยเหลือด้านเงินทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดช่องทางไปสู่เบื้องบนอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การทำโปรเจกต์จักรยานสาธารณะโดยไม่มีภูมิหลังอะไรเลย ต่อให้ทำจนสำเร็จ ก็ไม่มีทางรักษามันเอาไว้ได้หรอก
นี่เจียงซินเล่นป้อนข้าวต้มมาให้ถึงปากเลยนะเนี่ย
ถ้าเขาคายข้าวต้มชามนี้ทิ้ง เฉาปินก็คงต้องไปหาหินโขกหัวตายแล้วล่ะ
"อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ประมาณช่วงหลังวันปีใหม่ไม่กี่วัน เขาจะกลับมาจากต่างประเทศ ฉันจะจัดการให้พวกคุณได้เจอกัน ดูสิว่าคุณจะเกลี้ยกล่อมให้เขามาเป็นผู้จัดการทั่วไปของคุณได้ไหม แผนงานฉบับนี้ถือเป็นใบเบิกทางของคุณ ถึงตอนนั้นคุณต้องเอาแผนงานที่ละเอียดกว่านี้มาโน้มน้าวเขา พี่สาวของฉันคนนี้หลอกไม่ง่ายหรอกนะ สายตาเฉียบคมมากเลยล่ะ" เจียงซินอธิบาย
เฉาปินพยักหน้า "แน่นอนครับ!"
อย่างที่คิดไว้เลย คนมีเงินมีภูมิหลัง มักจะชอบส่งลูกหลานไปทำธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต ไม่ก็ด้านการเงิน
"คุณอยากตั้งบริษัทไว้ที่ไหนล่ะ?"
"ปักกิ่งครับ!"
หนึ่งวันต่อมา เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติปักกิ่งแคปิตอลอย่างนุ่มนวล
เมื่อเดินออกจากอาคารผู้โดยสาร ลมหนาวของปักกิ่งก็พัดโชยมาปะทะใบหน้า
เฉาปินกระชับเสื้อคลุมให้แน่น แล้วโบกเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
"ไปอาคารกั๋วเม่าครับ" เขาบอกกับคนขับรถ
รถแท็กซี่แล่นขึ้นทางด่วนสนามบิน มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ทำเลทองที่เป็นใจกลางย่านธุรกิจของเขตเฉาหยาง
เฉาปินมองดูทิวทัศน์ของถนนข้างทางที่ถอยร่นไปอย่างรวดเร็วผ่านหน้าต่าง ในใจไม่อาจปิดบังความคาดหวังเอาไว้ได้
รถยนต์มาจอดที่บริเวณกลุ่มอาคารกั๋วเม่า
อาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1 และอาคารแฝดอย่างอาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 2 ประกอบกันเป็นส่วนอาคารสำนักงานหลักของ "กั๋วเม่าเฟส 1"
เริ่มก่อสร้างในปี 1985 และเปิดให้บริการในปี 1990 เป็นอาคารสำนักงานธุรกิจเพื่อการติดต่อต่างประเทศที่สูงและทันสมัยที่สุดในปักกิ่งยุคนั้น นับเป็นการเปิดฉากยุคย่านธุรกิจของเมืองปักกิ่ง
เฉาปินขยับกระเป๋าเอกสารในมือเล็กน้อย สูดอากาศเย็นเยียบเข้าปอดลึกๆ แล้วก้าวเดินไปที่ทางเข้าอาคาร
เวลานี้เป็นช่วงเวลาเข้างานตอนบ่ายพอดี ประตูกระจกบานหมุนหมุนไปมาไม่หยุดหย่อน ชายหญิงแต่งตัวดูดีหลายคนเดินเข้าออกด้วยความเร่งรีบ
น่าเสียดายที่ด้วยความที่เป็นฤดูหนาว ทุกคนจึงสวมเสื้อคลุมหนาเตอะ ทำให้มองไม่เห็นเรียวขาขาวๆ เลย แม้แต่ถุงน่องตาข่ายสีดำก็ยังแทบจะหาดูได้ยาก
เขาเดินตามฝูงชนเข้าไปที่ชั้นหนึ่งของอาคาร
โถงล็อบบี้เพดานสูงลิ่ว ทัศนียภาพกว้างขวาง พื้นหินอ่อนเงาวับจนสะท้อนภาพคนได้ โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ส่องแสงสว่างนวลตา ดูโอ่อ่าและมีระดับสุดๆ
ไม่นานนัก เฉาปินก็รอจนที่ปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะทางมาถึง ซึ่งก็คือทนายความแบบคิดค่าบริการเป็นรายครั้ง
ไม่เหมือนกับสัญญาซื้อขายรถยนต์ ซึ่งเฉาปินในชาติก่อนเคยเห็นมาแล้ว อีกทั้งสัญญาก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร มองปราดเดียวก็เข้าใจได้
แต่สัญญาของอาคารสำนักงานระดับเกรดเอแบบนี้ เฉาปินอ่านไม่เข้าใจหรอก ดังนั้นตอนที่ขึ้นเครื่องบิน เขาจึงติดต่อสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งเอาไว้แล้ว
แน่นอนว่าราคาก็ไม่ได้ถูกเลย คิดค่าบริการครั้งละเจ็ดพันห้าร้อยหยวน!
เฉาปินพาทนายความเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ต้อนรับ
ที่เคาน์เตอร์มีพนักงานต้อนรับหญิงแต่งหน้าสวยเป๊ะ สวมชุดเครื่องแบบเข้ารูปยืนอยู่
เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา เธอก็เผยรอยยิ้มแบบมืออาชีพ "สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย มีอะไรให้รับใช้ไหมคะ?"
"สวัสดีครับ ผมอยากทราบว่าศูนย์บริหารจัดการทรัพย์สินอยู่ที่ไหนครับ?" เฉาปินถาม
"ศูนย์บริหารจัดการทรัพย์สินอยู่ที่ชั้นสามค่ะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ? ดิฉันสามารถติดต่อให้ได้ค่ะ" พนักงานต้อนรับหญิงตอบกลับอย่างสุภาพ พร้อมกับใช้สายตาสำรวจเฉาปินอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มตรงหน้าแต่งตัวดูดี นาฬิกาที่ข้อมือคือโรเล็กซ์ แต่เขาดูอายุน้อยมาก ไม่ค่อยเหมือนผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่มักจะมาทำธุระที่นี่
เฉาปินพูดตามตรง "ผมซื้อสำนักงานที่นี่ไว้ห้องหนึ่งครับ ดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้ว วันนี้จะมารับมอบครับ"
เมื่อพนักงานต้อนรับหญิงได้ยินดังนั้น รอยยิ้มแบบมืออาชีพบนใบหน้าก็แข็งค้างไปในทันที ก่อนจะเผยให้เห็นถึงความตกใจอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เธออึ้งไปหลายวินาที ถึงได้เอ่ยปากด้วยความไม่ค่อยแน่ใจ "คุณ.... คุณบอกว่าคุณซื้อสำนักงานที่นี่งั้นเหรอคะ? ขอประทานโทษค่ะ ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายชื่อแซ่อะไรคะ? ดิฉันต้องขออนุญาตติดต่อผู้บริหารเพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนค่ะ"
พนักงานต้อนรับหญิงคนนี้เป็นพนักงานเก่าแก่ จึงรู้สถานการณ์ของอาคารกั๋วเม่าทาวเวอร์ 1 เป็นอย่างดี
ตึกนี้สร้างขึ้นในปี 1990 แต่เมื่อสิบปีก่อน หรือก็คือตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา ก็แทบจะไม่มีการขายกรรมสิทธิ์ให้คนนอกอีกเลย
ปัจจุบันเจ้าของพื้นที่ที่นี่ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นบริษัทและองค์กรที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ แทบจะไม่มีผู้ซื้อในนามบุคคลเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ซื้อในนามบุคคลที่ยังดูหนุ่มแน่นขนาดนี้ด้วยซ้ำ
ถ้าหากสิ่งที่ชายหนุ่มท่านนี้พูดเป็นความจริง แล้วเขาจะมีภูมิหลังระดับไหนกันล่ะ?
นี่มันคนใหญ่คนโตชัดๆ!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ท่าทีของพนักงานต้อนรับหญิงก็ยิ่งระมัดระวังและนอบน้อมมากยิ่งขึ้น