เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 หลิวเถา

บทที่ 3 หลิวเถา

บทที่ 3 หลิวเถา


วันรุ่งขึ้น

เฉินชิงหยางตื่นแต่เช้าตรู่ จงใจจัดการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ แล้วสวมชุดคลุมยาวสีขาวนวล

หนวดเคราขาวโพลน รูปร่างผ่ายผอมแห้งเหี่ยว ซ้ำยังมีริ้วรอยเต็มใบหน้า โชคดีที่หลังจากฟื้นฟูพละกำลังและจิตวิญญาณแล้ว กลิ่นอายก็ดูมีลักษณะของเซียนผู้หลุดพ้นอยู่บ้าง

การบำเพ็ญเพียรก็เป็นเช่นนี้ ขอเพียงก้าวนี้ช้าลง ทุกก้าวก็จะช้าตามไปด้วย ทว่าในภายภาคหน้า เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงขั้นหนึ่ง ก็จะสามารถกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวได้อีกครั้ง

อย่างไรเสียเมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังเป็นเพียงชายหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย แม้จะหลอมรวมเข้ากับความทรงจำของชายชราวัยหนึ่งร้อยยี่สิบปี แต่ความเยาว์วัยในสายเลือดนั้นยังคงไม่อาจลบเลือนไปได้

ที่ทำการป้ายหงหลิงอยู่ห่างจากลานเรือนเล็กไม่ไกลนัก เพียงแค่เดินไปตามเส้นทางสายเล็กที่ทอดยาวเลียบหน้าผาประมาณหนึ่งเค่อ เมื่อมองเห็นถ้ำภูเขาที่ประดับประดาด้วยซุ้มประตูหยกขาว นั่นก็คือสถานที่แห่งนั้นแล้ว

ช่วงเช้า เฉินชิงหยางสลักลวดลายวิถีเต๋าเสร็จไปถึงสี่ชิ้น ซึ่งนี่คือปริมาณงานทั้งวันของศิษย์รับใช้ทั่วไป

สำนักไท่ซวีเชี่ยวชาญการคำนวณและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ กระทั่งปริมาณงานของศิษย์รับใช้ก็ยังผ่านการคำนวณมาอย่างรัดกุม สี่ชิ้นคือขีดจำกัดสูงสุดของคนคนหนึ่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

ผู้ดูแลอู๋ป๋อโหย่วเห็นเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เมื่อวานที่เจ้าไปยังยอดเขาคงไม่ได้ไปพบผู้ใดมาหรอกกระมัง พละกำลังและจิตวิญญาณถึงได้เปี่ยมล้นถึงเพียงนี้?"

เพียงแค่วันเดียวความเปลี่ยนแปลงนั้นถือว่าไม่น้อยเลย หากปราศจากวาสนาบางประการ เขาคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

เฉินชิงหยางครุ่นคิดเล็กน้อย "ได้รับอะไรมาบ้างนิดหน่อยจริงๆ ทว่าไม่อาจนำไปบอกกล่าวแก่คนนอกได้"

เมื่อได้ยินเขาทำท่าทีลึกลับ อู๋ป๋อโหย่วกลับหัวเราะฮิฮะ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็แฝงไปด้วยความกระตือรือร้นขึ้นมาหลายส่วน "ดูท่าศิษย์น้องเฉินคงคิดจะปิดบังแม้กระทั่งข้าสินะ ก็ต้องโทษที่เบื้องบนเร่งรัดมาอย่างหนัก คำพูดเมื่อวานอาจจะรุนแรงไปเสียหน่อย เรื่องลวดลายวิถีเต๋ายังไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก"

คนที่จะเป็นพวกสอพลอหน้าเนื้อใจเสือได้ ย่อมต้องมีทักษะในการสังเกตสีหน้าและท่าทีของผู้คน ยิ่งเฉินชิงหยางทำตัวเช่นนี้ เขาก็ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

"ตอนนี้มีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้องศิษย์พี่?"

"ว่ามาได้เลย เรื่องอันใดหรือ?"

"ช่วงบ่ายข้าอยากจะไปยังยอดเขาอีกสักรอบ!"

อู๋ป๋อโหย่วตบมือฉาด "ไปเถอะๆ หากมีเรื่องอันใดเจ้าก็บอกมาคำเดียว"

ณ ยอดเขาสีทอง

นอกเหนือจาก 'อวิ๋นจี๋อวี้เชวี่ย' แล้ว ก็ยังมีลานโอสถ ลานอักขระยันต์ ลานพฤกษาวิเศษ และสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย ศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่งที่ต้องการศึกษาเจาะลึกวิถีโอสถ สามารถไปศึกษาได้ที่ลานโอสถ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่ในทางทฤษฎีเท่านั้น

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและสถานะของเฉินชิงหยาง เรื่องนี้ถือว่าไม่ง่ายเลย ทว่าหากไม่ลองพยายาม ก็จะไม่มีโอกาสได้หลอมโอสถไปตลอดกาล และไม่อาจใช้วิธีนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองได้

ลานโอสถตั้งอยู่ด้านข้างของลานพฤกษาวิเศษ เพื่อความสะดวกในการจัดหาวัตถุดิบ มีเพียงเรือนพักไม่กี่หลังที่ถูกสร้างและล้อมรอบกลายเป็นลานเรือนเล็กๆ หลายชั้น

ยอดเขาสี่ทองมีหน้าที่หลักในการจัดหาทรัพยากรให้แก่สำนักไท่ซวี มีศิษย์รับใช้มากมายทว่าศิษย์สายนอกกลับมีน้อย ส่วนผู้ที่สามารถศึกษาวิชาทั้งเจ็ดแขนงได้นั้นยิ่งน้อยจนน่าเวทนา อู๋ป๋อโหย่วเคยเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า 'แดนร้างแห่งไท่ซวี' เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

ลานโอสถไม่มีป้ายชื่อแขวนเอาไว้ ซ้ำร้ายกระทั่งคนเฝ้าประตูก็ยังไม่มี หลังจากเฉินชิงหยางเดินเข้าไปก็ไม่ได้รีบร้อนอันใด เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ภายในลานกว้าง

รออยู่ครู่หนึ่ง ถึงมีชายหนุ่มในชุดสีเขียวปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยถาม ชายหนุ่มคนนั้นกลับเดินจากไปโดยไม่เหลียวแล

การมาเยือนเป็นครั้งแรกยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง บรรดาศิษย์สายนอกมักจะไม่เห็นศิษย์รับใช้เป็นคนอยู่แล้ว ดังนั้นเขายอมกลับไปมือเปล่าในวันนี้ ดีกว่าจะต้องบุกเข้าไปส่งเดช

เขายืนรออยู่นานโข ในที่สุดก็มีหญิงชราผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านข้าง

นางสวมชุดคลุมนักพรตสีดำ เส้นผมหงอกขาวโพลน มีไฝเม็ดใหญ่ที่มุมปาก บนแก้มมีรอยกระเล็กน้อย ซ้ำยังหลังค่อมคดงอ เพียงแค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว แทบจะดูไม่ต่างอะไรกับเฉินชิงหยางเลย

"ศิษย์รับใช้มาจากที่ใดกัน มาทำงานแทนผู้ใด?"

ก่อนจะทิ้งท้าย ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยเสริมอีกประโยคหนึ่ง "แก่ปูนนี้แล้ว จะทำงานไหวหรือ?"

เฉินชิงหยางไม่อ่อนน้อมและไม่แข็งกร้าว เขาประสานมือคารวะนางพลางกล่าว "ข้าน้อยเพิ่งจะเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง ขณะนี้ยังไม่พบเจออาจารย์ จึงได้ศึกษาทฤษฎีวิถีโอสถ และสามารถควบคุมวิธีการหลอมโอสถชักนำปราณได้อย่างถ่องแท้แล้ว จึงตั้งใจมาเพื่อหางานหลอมโอสถ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่หญิงท่านนี้มีนามว่ากระไรขอรับ?"

มีกลิ่นอายสายหนึ่งพุ่งเข้ามาสำรวจเขาอีกครั้ง สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับ 'การเปลื้องผ้าดูเรือนร่าง' ทว่าเฉินชิงหยางกลับไม่รู้สึกโกรธเคือง ยอมเปิดเผยให้นางตรวจสอบแต่โดยดี

หญิงชราหัวเราะหึๆ "ข้าเองก็ต้องการคนหลอมโอสถชักนำปราณอยู่พอดี แต่ตาแก่ไร้ค่าอย่างเจ้ามาจากที่ใดก็รีบไสหัวกลับไปที่นั่นเสียเถอะ!"

กล่าวจบก็ทำท่าจะหันหลังกลับ

การด่าทอจะนับเป็นสิ่งใดเล่า การไม่มีโอกาสต่างหากถึงจะเป็นความอัปยศที่แท้จริง เฉินชิงหยางก้าวเท้าตามไปไม่กี่ก้าว "หากศิษย์พี่หญิงท่านนี้ไม่เชื่อ ลองทดสอบข้าดูสักตั้งก็ได้ ขอเพียงศิษย์พี่หญิงยอมให้โอกาสข้า!"

หญิงชราสะบัดแขนเสื้อเบาๆ พลังมหาศาลขุมหนึ่งพุ่งเข้าปะทะ ร่างของเฉินชิงหยางล้มลงกับพื้นลานในชั่วพริบตา "อย่ามาเกะกะข้า ครั้งหน้าข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ!"

เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อความเจ็บปวด สิ่งที่เขากังวลมีเพียงการสูญเสียโอกาสในครั้งนี้ เมื่อมั่นใจในตัวหญิงชราผู้นี้แล้ว เขาก็ยันกายลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามตัวแล้วกล่าวต่อ "ศิษย์พี่หญิงกล้าพนันกับข้าหรือไม่?"

การกระทำอันเอิกเกริกเช่นนี้ ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยออกมาดูเรื่องสนุก

กระทั่งมีคนที่ไม่กลัวเรื่องราวจะใหญ่โตตะโกนขึ้นมาว่า "ศิษย์พี่หญิงหลิว ไม่สู้ให้โอกาสตาแก่นี่ดูหน่อยเล่า... จะว่าไปแล้วอายุอานามก็ดูเหมาะสมกับท่านดีนะ"

"ข้าก็เห็นด้วยนะ หรือไม่ก็ลองเชื่อเขาสักครั้ง ตอนนี้ท่านเองก็อายุมากแล้ว หากไม่ทุ่มสุดตัวเพื่อควบแน่นแก่นแท้ ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว..."

...

เมื่อถูกคนอื่นส่งเสียงโห่ร้อง ซ้ำยังมาหาว่านางแก่ ศิษย์พี่หญิงหลิวจึงทำได้เพียงระบายโทสะลงที่เฉินชิงหยาง นางสะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง คราวนี้เฉินชิงหยางถึงกับโซเซ เข่าอ่อนยวบ เกือบจะล้มหน้าคะมำลงไปกองกับพื้น

"ไสหัวไป! ไสหัวไปให้พ้น!"

มาถึงขั้นนี้แล้ว จะยอมถอยหนีได้อย่างไร

เขาไม่ยินดียินร้าย ยังคงลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตามตัว ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เผชิญมานั้นไม่เคยเกิดขึ้น "ดูท่าศิษย์พี่หญิงหลิวคงไม่กล้าพนันกับข้า ขอเพียงตอนนี้ศิษย์พี่หญิงหลิวเอ่ยปากยอมรับว่าพ่ายแพ้ ข้ารับรองว่าจะจากไปในทันที!"

เมื่อถูกศิษย์รับใช้ท้าทายเช่นนี้ ซ้ำยังมีคนส่งเสียงโห่ร้องหาว่าศิษย์พี่หญิงหลิวขี้ขลาด

หญิงชราโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม เส้นผมสีเงินยวงชี้ฟูขึ้นมา "ดี ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตาย ข้าก็จะให้โอกาสนั้นแก่เจ้า หากหลอมโอสถชักนำปราณออกมาไม่ได้ เจ้าก็ต้องมาเป็นเด็กเฝ้าเตาให้ข้าไปตลอดหนึ่งร้อยปี เจ้ากล้าหรือไม่เล่า?"

เด็กเฝ้าเตา ก็คือผู้ที่ใช้ปราณแท้ของตนเองกระตุ้นเตาหลอมโอสถ

อย่าว่าแต่หนึ่งร้อยปีเลย ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของเฉินชิงหยาง เพียงแค่ปีเดียวก็คงต้องตัวตายมรรคาสูญแล้ว

นางกำลังจะเอาชีวิตมาเป็นเดิมพัน

เรื่องนี้ช่างเข้าทางเฉินชิงหยางพอดี "ขอบคุณศิษย์พี่หญิงหลิวที่ให้โอกาสขอรับ"

วัตถุดิบในการหลอมโอสถชักนำปราณหาใช่ของหายาก สิ่งที่ยากก็คือทักษะและความสามารถในการควบคุมไฟต่างหาก

โชคดีที่ภายในห้องหลอมโอสถแห่งนี้มีทุกสิ่งที่ต้องการ เฉินชิงหยางเลือกวัตถุดิบออกมาจากในนั้นจำนวนเจ็ดชนิด

หลงหลิงจื่อ หญ้ารากงู ไซ่อิงหง เสวี่ยจงอีเตี่ยนชิง พร้อมด้วยหญ้าเซียนที่สำคัญที่สุดสองชนิด และหินหวงจิงอีกหนึ่งชนิด

ขั้นตอนแรกในการหลอมโอสถ คือการจัดการกับวัตถุดิบ

แม้ที่นี่จะมีอุปกรณ์ครบครัน ทว่าเฉินชิงหยางเคยอ่านเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น เมื่อต้องลงมือปฏิบัติจริง ย่อมต้องมีความทุลักทุเลอยู่บ้างเป็นธรรมดา

"ดูท่าตำแหน่งเด็กเฝ้าเตาคงหนีไม่พ้นเจ้าแล้ว วางใจเถอะ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าได้มีชีวิตสุขสบายเลยแม้แต่วันเดียว!"

หญิงชรามองเห็นชัยชนะของตนเองล่วงหน้าแล้ว

บรรดาศิษย์ที่เบียดเสียดเข้ามามุงดูต่างก็ทอดถอนใจ กระทั่งมีคนเอ่ยขึ้นมาว่า "ศิษย์พี่หญิงหลิวคลุกคลีอยู่กับศาสตร์แขนงนี้มานับร้อยปี สิ่งที่ขาดหายไปก็คือการควบคุมไฟ ตอนนี้มีเด็กเฝ้าเตาแล้ว อย่างน้อยๆ หนึ่งปีนี้ก็คงไม่ขาดแคลนโอสถชักนำปราณอีก"

"ข้าว่าไม่แน่หรอก ชายผู้นี้แก่ชราถึงเพียงนี้ ซ้ำยังเพิ่งจะทะลวงระดับได้ ไม่เกินสามเดือนต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"

...

"สิ้นเปลือง ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง!"

ยังมีศิษย์ที่เห็นเฉินชิงหยางโยนวัตถุดิบที่จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วลงไปในเตาหลอม ถึงกับต้องทอดถอนใจว่าของทั้งหมดนั้นจะต้องสูญเปล่า

เขาไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอก ภายในใจครุ่นคิดเพียงตำรับโอสถ เพราะภาพเหตุการณ์ต่อจากนี้จะทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง!

เฉินชิงหยางนั่งตัวตรง ดันฝ่ามือทั้งสองข้างออกไป เปลวไฟบนเตาหลอมโอสถขยับไหวเล็กน้อย กลิ่นอายค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา ไม่เร็วไม่ช้า

ช่างเป็นทักษะการควบคุมไฟที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ในที่แห่งนี้มีอยู่ไม่มาก ดูท่าเขามีโอกาสที่จะหลอมโอสถชักนำปราณออกมาได้จริงๆ

หญิงชรายืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มโบกไม้โบกมือไล่ทุกคนให้ออกไปด้านนอก "เลิกดูได้แล้ว ตาแก่นี่ทำไม่สำเร็จหรอก ออกไปให้หมด ไสหัวออกไป!"

มีบางคนเริ่มไม่พอใจ

"ศิษย์พี่หญิงหลิว ทำไมข้าถึงมองว่าเขาจะทำสำเร็จเล่า?"

"ยายเฒ่าอย่างท่านเห็นว่าเขาไม่มีอาจารย์ คงไม่ได้คิดจะฮุบไว้กินคนเดียวหรอกนะ?"

...

หลังจากออกแรงผลักไสทุกคนออกไปจนหมด ก็ปิดประตูลงอย่างแรง

คราวนี้นางไม่เร่งเร้าอีกต่อไป เพียงแค่ยืนรออยู่อย่างเงียบๆ ด้านข้าง

หนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม จวบจนกระทั่งท้องฟ้ามืดมิดลงอย่างสมบูรณ์ นางก็ยังคงแสดงท่าทีอดทนอดกลั้นได้อย่างยอดเยี่ยม

จนกระทั่งเฉินชิงหยางเก็บรั้งพลังงาน บนหน้าผากของเขาก็มีหยาดเหงื่อผุดซึมออกมาเป็นชั้นบางๆ

แม้จะควบคุมทักษะได้แล้ว ทว่ารากฐานการบำเพ็ญเพียรนั้นตื้นเขินเกินไป ร่างกายจึงแทบจะหมดเรี่ยวหมดแรง

"มา เช็ดเหงื่อเสียหน่อย!"

หญิงชราก็เริ่มอ่อนโยนขึ้นมา นางยื่นผ้าขนหนูให้ ก่อนจะเข้าไปค้นหาบางสิ่งในเตาหลอม

"สำเร็จแล้ว ซ้ำยังได้ถึงสองเม็ดในการหลอมเพียงครั้งเดียว!"

โอสถชักนำปราณมีสีดำสนิท บนพื้นผิวยังมีรอยขรุขระอยู่บ้าง นางนำมันขึ้นมาดมที่ปลายจมูก "สรรพคุณของโอสถระดับขั้นที่หนึ่งย่อมมีอยู่อย่างแน่นอน"

อย่าว่าแต่รอยยิ้มที่เบิกบานเลย กระทั่งยามที่มองไปยังเฉินชิงหยาง แววตาก็ยังเปล่งประกายเจิดจ้า "ข้ามีนามว่าหลิวเถา ไม่ทราบว่าศิษย์น้องมีนามว่ากระไร?"

ในที่สุดเฉินชิงหยางก็ได้พักหายใจ เขามีต้นทุนที่จะต่อรองกับนางแล้ว "เฉินชิงหยาง ความสามารถของข้าศิษย์พี่หญิงก็ได้เห็นแล้ว ต่อไปเราควรจะมาพูดคุยเรื่องความร่วมมือกันดีหรือไม่?"

"ร่วมมือก็ดีสิ หรือไม่เจ้าก็เข้ามาอยู่ในสายของข้า ปกติก็คอยหลอมโอสถอยู่ที่นี่ ข้าวของทุกอย่างข้าจะเป็นคนจัดหาให้ เจ้าเห็นว่าอย่างไรเล่า?" น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาล้วนแฝงไปด้วยความปรึกษาหารือ

"เรื่องจะเข้าสายของศิษย์พี่หญิงหรือไม่นั้นยังไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้ข้าเพียงอยากพูดคุยเรื่องความร่วมมือกับศิษย์พี่หญิงเท่านั้น"

หลิวเถาไม่ครุ่นคิดอีกต่อไป นางตบโต๊ะยาวอย่างแรง "ตกลง ตามกฎแล้ว วัตถุดิบและเตาหลอมเป็นของข้า เจ้ามีหน้าที่ลงแรง ของที่หลอมออกมาได้เราแบ่งกันคนละครึ่ง อย่างเช่นโอสถสองเม็ดนี้ หนึ่งเม็ดเป็นของเจ้า"

นางยื่นมันมาวางลงในมือของเฉินชิงหยาง โอสถยังคงอุ่นอยู่

"ตกลง เพียงแต่ตอนนี้ข้ายังไม่ได้เข้าสู่สายนอก จึงไม่อยากให้ข่าวนี้แพร่งพรายออกไป ศิษย์พี่หญิงต้องช่วยปิดบังให้ข้าด้วย"

เรื่องนี้ช่างเข้าทางหลิวเถาพอดี นางแค่อยากจะฮุบไว้กินคนเดียวอยู่แล้ว "วางใจเถอะ คนนอกรู้แค่ว่าเจ้าเป็นเด็กจุดไฟของข้า ข้าเองก็มีข้อสงสัย เจ้าไปเรียนรู้ทักษะนี้มาจากที่ใดกัน..."

นอกเหนือจากเรื่องความร่วมมือแล้ว หลิวเถายังมีคำถามอีกมากมาย

"...ศิษย์พี่หญิง เรื่องอื่นข้ายังไม่อยากพูดถึงในตอนนี้"

หลิวเถาพยักหน้าอย่างเด็ดขาด "ตกลง เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถาม"

ค่ำคืนบนยอดเขาสี่ทอง ไม่ได้มืดมิดจนมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า

อย่าว่าแต่แสงสว่างบนยอดเขาสีทองเลย กระทั่งบริเวณกึ่งกลางภูเขาก็ยังมีแสงไฟสว่างไสวเป็นจุดๆ

เฉินชิงหยางไม่ได้รั้งอยู่ด้านบนนานนัก เขาเดินลงไปตามบันไดหินสีเขียว ท้ายที่สุดก็หาต้นสนเขียวชอุ่มพบแล้วนั่งลง

เมื่อกลืนโอสถชักนำปราณลงคอ ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่ตำราได้กล่าวไว้ จุดชีพจรทั่วร่างเปิดออก แปรเปลี่ยนเป็นรูปน้ำวน สายลมพัดวนรอบกายไม่หยุดหย่อน ความเร็วในการดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินรวดเร็วขึ้นนับสิบเท่า

เฉินชิงหยางรวบรวมสติให้มั่น ใช้เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีค่อยๆ หลอมกลั่น

หลังจากผ่านไปสองชั่วยาม รูปน้ำวนก็เริ่มเบาบางลง จวบจนกระทั่งรุ่งสางจึงเลือนหายไปจนหมดสิ้น

[เฉินชิงหยาง]

[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง]

[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (1/200)]

[โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่ง: (1/100)]

[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 9]

เช่นนี้จึงมีความคืบหน้าขึ้นมาหนึ่งแต้ม เป็นจริงดังคาด เรื่องการบำเพ็ญเซียน ทรัพยากรนั้นสำคัญยิ่งกว่าความพยายามเสียอีก

ภายในลานเรือนเล็ก

ทั้งสามคนมาดื่มชาตอนเช้าด้วยกันอีกครั้ง เมื่อเห็นเฉินชิงหยางเดินเข้ามาจากด้านนอก หลิวจิ่นหยวนก็เป็นฝ่ายถือถ้วยชาเดินเข้ามาหา

"ศิษย์พี่เฉิน เมื่อวานมีเรื่องเกิดขึ้น ข้าตั้งใจจะบอกท่านอยู่พอดี แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของท่านเลย?"

เฉินชิงหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เรื่องอันใด?"

หลิวจิ่นหยวนแสร้งทำเป็นทอดถอนใจ ก่อนจะปรายตามองไปยังคนทั้งสอง "เป็นเรื่องของหลี่เชียนเสวี่ย รอท่านนั่งลงก่อนข้าค่อยเล่าให้ฟัง เกรงว่าอายุท่านมากแล้วจะรับไม่ไหว!"

สีหน้าที่ดูเป็นห่วงเป็นใย ทว่าน้ำเสียงกลับเย้ยหยัน คนผู้นี้ย่อมไม่มีทางเอ่ยคำพูดดีๆ ออกมาอย่างแน่นอน

"พูดมาตรงๆ เถอะ"

"เฮ้อ! ข่าวลือจากลานกระบี่ไท่ฮ่าวบอกว่า ที่หลี่เชียนเสวี่ยต้องสูญเสียรากฐานมรรคานั้น ล้วนเป็นเพราะถูกวิชาหยินหยางของสำนักมารอวี้เซียวสูบพลังไป ท่านก็รู้ดีว่าพวกมันถนัดเรื่องการเสพสังวาส... ได้ยินมาว่า ดูเหมือนนางจะเป็นคู่หมั้นหมายแต่เยาว์วัยของท่านงั้นหรือ?"

แม้จะรู้ว่าหลิวจิ่นหยวนเชื่อถือไม่ได้ ทว่ามือที่ถือถ้วยชาก็ยังไม่อาจควบคุมให้หยุดชะงักอยู่กลางอากาศได้ ความคิดหวนกลับไปยังเมื่อหลายปีก่อน

แสงจันทร์กระจ่างใส เทพธิดาผู้เย็นชา

ชุดสีขาวที่สวมใส่อยู่บนเรือนร่างของนาง ทำให้กระทั่งกระบี่ที่ยังไม่ได้ชักออกจากฝัก ก็ยังดูบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมา

"พี่ชิงหยาง ลานกระบี่ไท่ฮ่าวไม่ต้อนรับท่าน ข้าตกลงไว้แล้ว ท่านไปอยู่กับศิษย์พี่จางในสายในเถิด เขาจะคอยดูแลท่าน..."

"แล้วก็... สิ่งนี้ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้า การจากไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อใดถึงจะได้ออกจากด่าน ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก ก็เก็บไว้เป็นตัวแทนความคิดถึงเถิด!"

สิ่งนั้นคือปิ่นหยก ซึ่งในตอนนี้ก็ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในห้องของเฉินชิงหยาง

เมื่อเห็นเขามีสีหน้าย่ำแย่ ภายในแววตาของหลิวจิ่นหยวนกลับประกายรอยยิ้มออกมา "ยังมีข่าวลืออีกว่า หลี่เชียนเสวี่ยเป็นฝ่ายเสนอตัวให้เอง ข้าว่าในสายเลือดของนางคงร่านน่าดู หญิงงามล่มเมืองบัดซบอะไรกัน ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ยังตัดกิเลสตัณหาไม่ขาด..."

คนทั้งสองที่อยู่ด้านข้างล้วนอยากจะดูเรื่องขบขันนี้ ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่ายามที่เฉินชิงหยางเงยหน้าขึ้นมา ภายในแววตาที่แก่ชราจะประกายความเย็นชาออกมาสายหนึ่ง

"ฝีปากกล้าถึงเพียงนี้ มรรคายิ่งใหญ่จะมีวาสนากับคนเช่นเจ้าได้อย่างไร!"

เมื่อหลิวจิ่นหยวนได้ยิน ก็อดไม่ได้ที่จะตอบโต้กลับไป "เจ้ากล้าต่อปากต่อคำงั้นหรือ หรือว่าสิ่งที่ข้าพูดไม่ใช่ความจริง?"

"ใช่หรือไม่ใช่ ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว"

เพียงแค่กระทืบเท้าเบาๆ ลมปราณสายหนึ่งก็พัดโชยขึ้นมา ผลักให้ร่างของหลิวจิ่นหยวนถอยร่นไปห้าก้าวในชั่วพริบตา

เขากุมหน้าอกเอาไว้ สีหน้าเริ่มซีดเผือด ที่มุมปากมีเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา คนทั้งสองที่หวังจะดูเรื่องขบขันต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา

รู้อยู่ก่อนแล้วว่าศิษย์พี่เฉินสั่งสมพลังมาอย่างลึกล้ำ ไม่คาดคิดเลยว่าอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปี ลมปราณและโลหิตเสื่อมถอยลงถึงขั้นนี้แล้ว ทว่าก็ยังคงอยู่เหนือพวกตน

"หากมีครั้งหน้า ข้าจะตบปากเจ้า!"

จบบทที่ บทที่ 3 หลิวเถา

คัดลอกลิงก์แล้ว