- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 2 ครบบริบูรณ์
บทที่ 2 ครบบริบูรณ์
บทที่ 2 ครบบริบูรณ์
ในที่สุดแผ่นหลังของศิษย์พี่จ้าวก็ลับหายไปเบื้องหลังหุบเขา!
...
เฉินชิงหยางซึ่งไร้ถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ยกับอีกสามคนได้กลับเข้าห้องไปตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากรวบรวมสติให้มั่น ตัวอักษรเล็กๆ สีทองบรรทัดนั้นก็ลอยขึ้นมาตรงหน้าอีกครั้ง
สิ่งนี้ยังทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความโหดร้ายของผู้บำเพ็ญเพียรในอีกแง่มุมหนึ่งด้วย
ความเพียรพยายามนับร้อยปี ความอัปยศอดสูนับไม่ถ้วน ท้ายที่สุดกลับขาดไปเพียงคืบเดียว อาจเป็นเพราะวาสนา อาจเป็นเพราะรากฐานกระดูก หรืออาจเป็นเพราะชาติกำเนิด ทว่าหากไม่มีก็คือไม่มี ขาดหายก็คือขาดหาย
'เจี่ยจื่อครบบริบูรณ์ มรรคาสามารถลักขโมย' ระยะเวลาหกสิบปีที่ขัดขวางเส้นทางเซียนของคนหกสิบคน ต้นกล้าเซียนที่ลักขโมยมานั้น กำลังจะกลายเป็นบันไดให้เขาก้าวทะยานขึ้นไป
ศิษย์พี่จ้าวที่ลงจากเขาไปในวันนี้ก็คือคนที่หกสิบ
ช่างเถอะ ช่างมันเถิด ไม่ว่าผู้ใดต่างก็เป็นเพียงจอกแหนไร้รากที่ล่องลอยเคว้งคว้าง นอกจากการยอมรับแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกเล่า?
ต่อให้บรรดาศิษย์น้องชายหญิงทั้งหมดสามารถอยู่ต่อได้ ก็ใช่ว่าจะสามารถบรรลุเป็นเซียนได้อย่างแน่นอนเสียเมื่อ
เฉินชิงหยางขยับความคิดเล็กน้อย หักลบต้นกล้าเซียนออกหนึ่งแต้ม แล้วนำไปเพิ่มในเคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีหนึ่งแต้ม
ชั่วพริบตานั้น ความทุกข์ยากสิ้นสุดลงความหวานชื่นก็มาเยือน สถานะศิษย์รับใช้ถือเป็นอันครบบริบูรณ์
สรรพสิ่งในฟ้าดินพลันแจ่มชัดขึ้นเป็นพิเศษ รอบกายบังเกิดสายลมบริสุทธิ์พัดโชย ราวกับวสันตวาตพัดผ่านหมู่แมกไม้เขียวขจี หรือหยาดพิรุณชโลมผืนดินที่แห้งแล้งมายาวนาน ลมปราณควบแน่นขึ้น ไหลเวียนไปตามเส้นประสาท ทะลวงผ่านจุดชีพจร ก่อนจะก่อตัวเป็นรูปน้ำวนที่จุดตันเถียน หมุนวนพวยพุ่งไม่หยุดหย่อน ท้ายที่สุดจึงแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายสีทองลอยเด่นออกมา
เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีได้กล่าวไว้ว่า 'ตันเถียนสถิตทองคือเข้าสู่ขั้นหนึ่ง' นี้นี่เองคือระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง
เขานั่งลงบนเตียง คอยสูดลมหายใจเพื่อบำเพ็ญปราณต่อไป สายลมพัดเอื่อยๆ โดยรอบไม่ขาดสาย ร่างกายทุกส่วนได้รับการหล่อเลี้ยง กระทั่งความเหนื่อยล้าก็มลายหายไปจนสิ้น
เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีเป็นเคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนักไท่ซวี เน้นย้ำเรื่องการหลอมกลั่นเส้นลมปราณ เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง และหล่อหลอมจุดตันเถียน พละกำลังและพลังชีวิตที่เฉินชิงหยางสูญเสียไป กำลังฟื้นฟูกลับมาด้วยความเร็วอันน้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น
[เฉินชิงหยาง]
[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง]
[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (0/200)]
[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 59]
ตัวอักษรเล็กๆ สีทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง ขีดจำกัดสูงสุดของเคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีได้เปลี่ยนเป็นสองร้อยแล้ว ต่อให้นำต้นกล้าเซียนทั้งหมดมาใช้ ก็ยังคงห่างไกลอยู่อีกมาก
ช่างเถิด เอาเป็นว่าพักเรื่องวุ่นวายไว้ก่อน เก็บมันไว้ใช้ยามเผชิญอุปสรรคก็แล้วกัน
ณ ที่ทำการป้ายหงหลิง
วันนี้พละกำลังและจิตวิญญาณล้วนเปี่ยมล้น การควบคุมท่อนแขนถือว่าทรงพลังที่สุดในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา
เพียงชั่วเวลาสั้นๆ เขาก็สามารถสลักลวดลายวิถีเต๋าเสร็จไปแล้วหนึ่งชิ้น รวดเร็วกว่าเดิมไม่รู้กี่สิบเท่า อู๋ป๋อโหย่วเมื่อเห็นเข้าก็เกิดความฉงนใจเป็นธรรมดา "เหตุใดวันนี้ถึงรวดเร็วนัก?"
"อาจเป็นเพราะเมื่อคืนข้านั่งสมาธิฟื้นฟูพลังสติปัญญาจนเต็มเปี่ยม ก็เลยไม่ค่อยเหนื่อยล้าเท่าใดนัก"
อู๋ป๋อโหย่วกลับแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาใส่เขา "เรื่องของหลี่เชียนเสวี่ย เจ้าคงจะรู้แล้วกระมัง?"
แต่ไหนแต่ไรมามักจะเรียกขานว่าศิษย์พี่หลี่ ทว่าบัดนี้กลับเรียกขานชื่อแซ่ของนางออกมาตรงๆ ขนาดหลวี่อวิ๋นเชินยังรับรู้เรื่องนี้ เขาเองก็คงจะรู้เรื่องเข้าแล้วเช่นกัน
"อืม"
"ศิษย์น้องจ้าวก็ยอมจากไปแทนเจ้าแล้ว เรื่องราวที่ผ่านมาข้าจะไม่เอาความกับเจ้าอีก ข้าให้เวลาเจ้าอย่างมากที่สุดเจ็ดวัน หากภายในเจ็ดวันนี้เจ้ายังทำผลงานตามไม่ทัน ก็คงต้องแหกกฎลงโทษให้เจ้าลงจากเขาไป สำนักไท่ซวีอันยิ่งใหญ่ของข้าเคยเลี้ยงดูตัวไร้ประโยชน์เสียที่ไหนกัน!"
ท่าทีอันเย็นชาของเขา ช่างแตกต่างไปจากเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน กระทั่งตอนที่เอ่ยปากให้เฉินชิงหยางลงจากเขา ก็ไม่จำเป็นต้องปูเรื่องใดๆ ให้ยืดยาวอีกต่อไป
โชคดีที่เฉินชิงหยางรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนสอพลอหน้าเนื้อใจเสือ ภายในใจจึงไม่ได้บังเกิดระลอกคลื่นมากนัก สีหน้ายังคงราบเรียบดังเดิม
"ศิษย์พี่อู๋ยวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องลำบากใจ วันนี้ข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอกก่อนเวลาสักหน่อย หวังว่าศิษย์พี่อู๋จะอนุญาต!"
อู๋ป๋อโหย่วโบกมือด้วยความรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง "ข้าไม่สนเรื่องพวกนี้ของเจ้าหรอก จะได้ไม่มีใครมาหาว่าคนแซ่อู๋อย่างข้าเป็นคนสอพลอ พอไม่มีหลี่เชียนเสวี่ยแล้วก็มากดดันเจ้า อย่างไรเสีย หากภายในเจ็ดวันเจ้าทำงานไม่สำเร็จ ถึงเวลานั้นใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้!"
เฉินชิงหยางประสานมือคารวะตามธรรมเนียมปฏิบัติ "ขอบคุณมาก!"
แน่นอนว่าเขาสามารถเอ่ยเรื่องที่ตนทะลวงระดับออกมาได้ เพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอกโดยตรง และจะได้ไม่ต้องมาทนทำงานหนักหน่วงเช่นนี้อีก
เพียงแต่อายุร้อยยี่สิบปีแล้วเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับได้ นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งในสำนักไท่ซวี บรรดาอาจารย์บนยอดเขาสายนอกคงไม่มีผู้ใดยินยอมรับเขาเป็นศิษย์ ถึงตอนนั้นก็คงต้องทนคลุกคลีอยู่ในหมู่ศิษย์รับใช้อยู่ดี คงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย
สู้ทนอยู่บริเวณกึ่งกลางภูเขาต่อไป ค่อยๆ ขัดเกลาฝีมือให้มีทักษะความสามารถ รอจนสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนแล้ว ค่อยมองหาหนทางที่ดีกว่านี้ก็ยังไม่สาย ในวงการบำเพ็ญเซียน อาจารย์ที่เก่งกาจก็คือทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หนทางบางสายอาจจะก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้าได้ ทว่าการตัดสินใจเลือกเส้นทางนั้นจะต้องถูกต้องแม่นยำ
ในช่วงเช้า เขาทำการสลักลวดลายวิถีเต๋าเสร็จสมบูรณ์ไปสามชิ้น ส่วนช่วงบ่ายก็ไม่ได้ไปทำต่ออีก
ยอดเขาสี่ทองนั้นตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ภูเขามีขนาดใหญ่โตมหึมา
เมื่อเดินขึ้นไปตามบันไดหินสีเขียว ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ กว่าจะปีนป่ายขึ้นมาจนถึงยอดเขาได้
บริเวณที่เคยเห็นแสงสีทองสาดส่องลงมาในยามค่ำคืนเมื่อวันวาน ก็คือสถานที่แห่งนี้นี่เอง
เหล่าศิษย์สายนอกและศิษย์สายในของยอดเขาสี่ทอง ล้วนใช้สถานที่แห่งนี้เป็นหลักในการบำเพ็ญเพียร คนอย่างอู๋ป๋อโหย่วนั้น โดยปกติแล้วหลังจากทำงานรับใช้ได้สักสี่ห้าปี ก็จะได้กลับขึ้นมาที่นี่อีกครั้ง
บนลานกว้างเหนือยอดเขาล้วนปูด้วยหยกขาวบริสุทธิ์ ทั้งสี่ทิศรายล้อมไปด้วยพระตำหนัก หอคอย ศาลาริมน้ำ และระเบียงเก๋ง มีนกกระเรียนโบยบินลงมาเกาะพักพิง ทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของกวางวิญญาณ เมื่อนำไปเทียบกับบริเวณกึ่งกลางภูเขาแล้ว ที่แห่งนี้ถึงจะคู่ควรกับคำว่าดินแดนลี้ลับแห่งเซียนอย่างแท้จริง
เฉินชิงหยางเดินตามหาจนพบเข้ากับตำหนักแห่งหนึ่ง ซึ่งมีป้ายจารึกอักษรคำว่า 'อวิ๋นจี๋อวี้เชวี่ย' แขวนเอาไว้
ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในสำนักไท่ซวี เขาก็รู้แล้วว่าการบำเพ็ญเซียนนั้นมีศาสตร์วิชาอยู่เจ็ดแขนง ได้แก่ โอสถ ค่ายกล หลอมอาวุธ อักขระยันต์ การควบคุม พฤกษาวิเศษ และวิถีกระบี่
ศิษย์ทุกคนที่ทะลวงผ่านระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่งได้ จะสามารถมายังยอดเขาแห่งนี้ เพื่อเลือกศึกษาเจาะลึกศาสตร์วิชาแขนงใดแขนงหนึ่ง
ศาสตร์วิชาทั้งเจ็ดนี้ล้วนมีคุณูปการอเนกอนันต์ ทว่ากลับต้องสิ้นเปลืองพลังสติปัญญาเป็นอย่างมาก ศิษย์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่ห้าจึงแทบจะไม่มาเยือนที่นี่ เฉินชิงหยางขบคิดอยู่ในใจว่า สามารถนำต้นกล้าเซียนทั้งห้าสิบเก้าสายนั้นมาใช้งานก่อนได้ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางในการเอาชีวิตรอดให้ตนเอง
"หยุดนะ เจ้าเป็นใคร?"
ผู้ที่สวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวนวลหรือสีเทาล้วนแต่เป็นศิษย์รับใช้ เมื่อเห็นเขามีสภาพแก่ชราถึงเพียงนี้ โลหิตแก่นแท้ในร่างก็สูญสิ้นไปจนเกือบหมด เด็กหนุ่มผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูจึงไม่ยอมให้เขาเข้าไปด้านในเป็นธรรมดา
"ศิษย์พี่ เมื่อคืนนี้ข้าเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับบำเพ็ญเพียรมาได้ จึงตั้งใจมาเพื่อขอเลือกศึกษาเจาะลึกศาสตร์วิชาหนึ่งในเจ็ดแขนงขอรับ"
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง ก่อนจะปล่อยกลิ่นอายสายหนึ่งพุ่งเข้ามาปะทะร่างของเฉินชิงหยาง เฉินชิงหยางไม่เพียงแต่ไม่ต่อต้าน ทว่าเขากลับปลดปล่อยปราณแท้ออกมา รอคอยให้อีกฝ่ายเข้ามาสัมผัส
"เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว?"
"หนึ่งร้อยยี่สิบปี"
"หา... ยังไม่ถึงระดับเลี่ยนชี่ทว่ากลับมีชีวิตอยู่มาได้ตั้งหนึ่งร้อยยี่สิบปี!" เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "อาจารย์ของเจ้าคือผู้ใดกัน คงไม่ใช่ว่าเขาป้อนโอสถให้เจ้ากินหรอกกระมัง?"
"ชั่วคราวนี้ข้ายังไม่มีอาจารย์ การทะลวงระดับก็ล้วนเป็นเพียงเรื่องของความบังเอิญและวาสนาเท่านั้น"
"ไม่มีอาจารย์ เช่นนั้นก็ยังเป็นเพียงศิษย์รับใช้อยู่สินะ ประหลาดนัก ช่างประหลาดจริงๆ... ตามกฎแล้วเจ้าไม่สามารถเข้าไปในสถานที่แห่งนี้ได้... ทว่าเจ้าก็บรรลุระดับเลี่ยนชี่แล้ว โอ๊ย จะทำอะไรก็เชิญตามสบายเถอะ!" เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมืออย่างเริ่มรำคาญ
ทางด้านเฉินชิงหยางก็ประสานมือคารวะเขาพลางกล่าวว่า "ขอบคุณศิษย์พี่"
โถงด้านในมีขนาดไม่กว้างขวางมากนัก อย่างมากก็กว้างยาวประมาณสิบจั้ง บนชั้นวางของที่เรียงรายอยู่เบียดเสียด ล้วนเต็มไปด้วยม้วนตำราจัดวางเอาไว้
เฉินชิงหยางมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว เขาจึงเดินตรงดิ่งไปยังหมวดวิถีโอสถในทันที
ประการแรก เขานั้นเคยศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีแร่ธาตุและสมุนไพรมาเนิ่นนานแล้ว ถือได้ว่าพอจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง
ประการที่สอง เมื่อครั้งที่อยู่กับหลี่เชียนเสวี่ย เขาเคยประจักษ์ถึงความร้ายกาจของวิถีโอสถมานานแล้ว กระทั่งเคยได้ยินมาว่ามีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจทะลวงคอขวดของระดับพลังได้ ต่างก็จะเลือกหันมาพึ่งพาวิถีโอสถเพื่อเบิกเส้นทางสายใหม่
ศาสตร์วิชาแขนงนี้ครอบคลุมสรรพสิ่ง สามารถยกระดับการบำเพ็ญเพียร รักษาอาการบาดเจ็บ ป้องกันน้ำและไฟ ขจัดสารพิษ... สำหรับผู้ที่ยากจนข้นแค้นและไร้ซึ่งสิ่งใดติดตัวอย่างเขา มันไม่พอเหมาะพอเจาะหรอกหรือ
"หยุดก่อน!"
ในยามที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตู เฉินชิงหยางก็ถูกเด็กหนุ่มเฝ้าประตูร้องเรียกเอาไว้อีกครั้ง "เจ้าเลือกสิ่งใดไป เอามาให้ข้าดูหน่อยสิ?"
เขาล้วงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา มันคือเทียบโอสถที่ถูกคัดลอกเอาไว้ โดยมีชื่อว่า 'โอสถชักนำปราณ'
เมื่อเด็กหนุ่มรับไปดูก็ถึงกับต้องกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ "ข้าอุตส่าห์นึกว่าคนที่ใช้เวลายาวนานถึงเพียงนี้กว่าจะทะลวงระดับได้ จะมีนิสัยหนักแน่นมั่นคงเสียอีก ไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะเลือกโอสถชักนำปราณชนิดนี้ กระทั่งตัวข้าเองก็ยังไม่กล้าลิ้มลองมันสุ่มสี่สุ่มห้าเลย"
เฉินชิงหยางกำลังจะอธิบายให้เขาฟัง ทว่าเด็กหนุ่มกลับโบกไม้โบกมือด้วยความรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง "เอาเถอะ คำพูดหวังดีไม่อาจรั้งผีที่รนหาที่ตายได้ หนึ่งปีเจ้าจะสามารถมาที่นี่ได้เพียงแค่ครั้งเดียว และแต่ละครั้งก็คัดลอกได้เพียงหนึ่งฉบับเท่านั้น ข้าจดจำใบหน้าของเจ้าเอาไว้แล้ว แน่นอนว่าหากเจ้าสามารถคว้าสิทธิ์จากลานโอสถมาได้ ก็จะไม่ถูกจำกัดสิทธิ์อีกต่อไป... เจ้านี่นะ จบเห่แล้วจริงๆ"
เฉินชิงหยางหาได้ใส่ใจในคำพูดของอีกฝ่ายไม่ "ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยชี้แนะ!"
เมื่อเดินมาถึงบริเวณกึ่งกลางภูเขา เขาก็คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก แล้วเริ่มศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลังจากจดจำเนื้อหาทั้งหมดเอาไว้ในหัวได้อย่างแม่นยำแล้ว เขาก็ฉีกมันทำลายทิ้งทันที
โอสถจำพวกโอสถรวบรวมปราณ หรือโอสถหล่อเลี้ยงปราณอะไรเทือกนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อช่วยยกระดับการบำเพ็ญเพียรให้แก่บรรดาศิษย์ที่อยู่ในระดับเลี่ยนชี่ ทว่าปราณแท้ที่ได้รับจากวิธีการเช่นนี้มักจะมีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป ก็ย่อมส่งผลให้เส้นลมปราณอุดตัน ซ้ำยังต้องคอยจัดหาโอสถชนิดอื่นมาช่วยชำระล้างอย่างสม่ำเสมอเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง
ทว่าโอสถชักนำปราณกลับเป็นข้อยกเว้น หน้าที่หลักของมันคือการแผ่กระจายปราณไปทั่วสรรพางค์กาย เพื่อให้สามารถดูดซับปราณวิญญาณเข้ามาด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยแก่นแท้แล้วก็ยังคงเป็นการหลอมกลั่นผ่านร่างกายของตนเอง จึงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ
โอสถชนิดนี้แม้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศ ทว่ากลับหลอมสร้างได้ยากยิ่งนัก ผู้คนจำนวนไม่น้อยกว่าจะสามารถควบคุมทักษะนี้ได้ ระดับการบำเพ็ญเพียรก็พุ่งสูงขึ้นจนหมดความจำเป็นที่จะต้องใช้มันอีกแล้ว ส่วนคนที่อยากจะใช้ ก็กลับหลอมมันออกมาไม่ได้
[เฉินชิงหยาง]
[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง]
[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (0/200)]
[โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่ง: (0/50)]
[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 59]
หลังจากจดจำเนื้อหาเสร็จสิ้น อักษรคำว่าโอสถชักนำปราณก็ปรากฏขึ้นมาดังคาด โดยมีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่ห้าสิบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หากสะสมได้จนครบห้าสิบ ทักษะนี้ก็จะถือว่าอยู่ในขั้นที่สามารถควบคุมได้ในเบื้องต้นแล้ว
เฉินชิงหยางฮึดสู้รวดเดียวจบ นำแต้มไปเติมใส่โอสถชักนำปราณจนเต็มเปี่ยม อย่างน้อยๆ บนยอดเขาสี่ทองแห่งนี้ ในบรรดาศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ด้วยกัน ผู้ที่สามารถบรรลุทักษะนี้ได้ก็มีอยู่ไม่มากนัก
ยามที่เขากลับมาถึง พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว
ภายในลานเรือนเล็ก ศิษย์อีกสามคนกำลังนั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นไหว พวกเขาต่างก็ทำเป็นไม่สนใจใยดีต่อเฉินชิงหยาง มีเพียงสวีหยงผู้เดียวที่ร้องทักทายเขาขึ้นมาประโยคหนึ่ง "ศิษย์พี่เฉิน จะมาร่วมดื่มด้วยกันสักจอกไหม?"
ชายผู้นี้มีอายุสิบเก้าปีแล้ว เป็นเด็กหนุ่มที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ เขาเข้ามาในสำนักตั้งแต่อายุสิบสี่ปี และคอยติดตามการบำเพ็ญเพียรของเฉินชิงหยางมาโดยตลอด ทางด้านเฉินชิงหยางเองก็คอยดูแลเอาใจใส่ ทั้งยังคอยสั่งสอนแบบจับมือทำอยู่เสมอ ทว่าเมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านไป เขากลับรู้สึกว่าหลวี่อวิ๋นเชินผู้ซึ่งมักจะพร่ำบ่นแต่เรื่องของคุณธรรมและมรรคานั้นดูน่าชื่นชมมากกว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็มักจะคอยเดินตามหลังหลวี่อวิ๋นเชินต้อยๆ และค่อยๆ เหินห่างจากเฉินชิงหยางไป
"ไม่ต้องหรอก ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว"
ภายในห้อง มีสายลมบริสุทธิ์พัดโชยมาเอื่อยๆ
เฉินชิงหยางนั่งขัดสมาธิลงบนเตียงไม้ แล้วเริ่มสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อทำการโคจรลมปราณ
เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อนอีกต่อไป เพียงแค่ทำสมาธิอย่างสงบจิตสงบใจก็เพียงพอแล้ว
เขาปฏิบัติเช่นนี้ไม่หยุดหย่อนตลอดทั้งคืน จวบจนกระทั่งรุ่งสาง ความคืบหน้าของเคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีก็ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์ดังเดิม