เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย

บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย

บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย


ในเมื่ออู๋ป๋อโหย่วมองว่าเบื้องหลังของเขา 'มีคนหนุนหลัง' เช่นนั้นวันนี้หากไม่ไปยังป้ายหงหลิง ก็คงไม่มีปัญหาอันใดใหญ่หลวง

...

ยอดเขาสีทอง

ยามที่เฉินชิงหยางยืนอยู่ภายในลานโอสถ หลิวเถาก็รับรู้ได้ถึงการมาเยือนของเขาแล้ว

นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงเขาเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงในทันที

แม้จะเรียกว่าห้อง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นตำหนักหลังหนึ่ง

ภายในมีเตาหลอมโอสถ ชั้นวางสมุนไพร เตียงสำหรับพักผ่อน และสถานที่สำหรับจัดเก็บวัตถุดิบ เรียกได้ว่ามีครบครันทุกสิ่งสรรพ

ลานโอสถยอดเขาสี่ทองมีคนอยู่เพียงยี่สิบกว่าคน ล้วนเป็นศิษย์สายนอกและสายใน วิถีโอสถในที่แห่งนี้ไม่ได้รับความสำคัญนัก ผู้ที่มาเยือนก็เพียงเพื่อหลอมโอสถไว้ใช้รับประทานเอง หรือไม่ก็นำไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเมื่อวานตอนที่เขาเพิ่งมาถึง จึงไม่มีผู้ใดสนใจไยดี

"โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่งของเจ้าหลอมออกมาได้อย่างไรกัน ช่วยสอนข้าหน่อยสิ?"

หลิวเถาไม่เพียงแต่เตรียมน้ำชาและของว่างไว้ให้ ซ้ำยังจงใจสวมชุดสีชมพู ทำให้บรรยากาศดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง

"วิธีเดียวกับศิษย์พี่หญิงเลยขอรับ ศิษย์พี่หญิงสามารถคอยสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างได้"

"เฮ้อ!" หลิวเถาทอดถอนใจ "พูดยากนะ หากมองดูแล้วสามารถทำเป็นได้ ข้าก็เคยสังเกตการณ์ตอนที่ศิษย์พี่ทะลวงสู่ระดับจู้จีมาแล้ว ทว่าระดับการบำเพ็ญเพียรจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอันใดเลย"

อายุอานามของนางถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว บางทีนางอาจจะกำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกับเฉินชิงหยางอยู่ก็เป็นได้

"ไม่ทราบว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่หญิง...?"

"ติดอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่เก้ามาสองร้อยกว่าปีแล้ว อายุขัยมาถึงขีดจำกัด ต้องพึ่งพาเพียงโอสถชักนำปราณถึงจะสามารถดูดซับปราณวิญญาณได้เท่ากับคนปกติ เพื่อรักษาสัญญาณชีพเฮือกหนึ่งเอาไว้ หากคิดจะยกระดับการบำเพ็ญเพียรให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ก็จำเป็นต้องมีโอสถชักนำปราณขั้นสองทุกวัน มิฉะนั้น..." เมื่อนางฉีกยิ้ม ฟันก็หลุดร่วงไปจนหมดแล้ว "คงตายห่าไปตั้งนานแล้ว"

หากพูดถึงเรื่องฟัน เฉินชิงหยางยังคงดูแลรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี ตราบใดที่ไม่ใช่ของที่แข็งจนเกินไป เขาก็ยังสามารถเคี้ยวได้

โอสถชักนำปราณจะเพิ่มจำนวนปราณวิญญาณที่ดูดซับและระยะเวลาในการออกฤทธิ์ตามระดับขั้นที่สูงขึ้น

"จริงสิ เจ้าพอจะสามารถหลอมเพิ่มได้วันละหลายๆ เตา หรือหลอมให้ได้หลายๆ เม็ดในเตาเดียว หรือไม่ก็ยกระดับขั้นของโอสถขึ้นอีกสักหน่อยได้หรือไม่ หากศิษย์พี่สามารถทะลวงระดับได้ กระทั่งชีวิตก็มอบให้เจ้าได้เลยนะ?"

ภายในแววตาประกายความหวานหยดย้อย ทว่าน้ำเสียงกลับแข็งกระด้าง ยามที่แสดงความรู้สึกออกมาจึงดูพิลึกพิลั่น

เฉินชิงหยางนึกถึงความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งของสำนักไท่ซวี นั่นคือ 'การจับคู่อยู่กิน'

คู่บำเพ็ญเพียรคือการแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี ประกาศให้ทุกคนรับรู้ นับจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นหรือตาย คนทั้งสองจะต้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน กระทั่งอาจมีบุตรด้วยกัน ทว่าการจับคู่อยู่กินนั้นเป็นเพียงการใช้ชีวิตร่วมกัน ซ้ำยังเป็นเพียงแค่ชั่วคราว และจะยุติลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทะลวงระดับการบำเพ็ญเพียรได้

"ข้า... ระดับการบำเพ็ญเพียรยังมีจำกัด ชั่วคราวนี้จึงสามารถหลอมได้เพียงวันละสองเม็ด หากมากกว่านี้จะส่งผลเสียต่อปราณแท้ ทว่าศิษย์พี่หญิงโปรดวางใจ ข้าจะพยายามให้มากขึ้นขอรับ"

หลิวเถายิ้มอย่างจงใจอยู่บ้าง "หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ"

เมื่อมีประสบการณ์จากเมื่อวาน วันนี้การจัดการกับวัตถุดิบจึงมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเล็กน้อย

หลังจากนั้นก็ควบคุมไฟ ปลุกฤทธิ์ยา ควบคุมไฟ ชักนำปราณ แล้วก็ควบคุมไฟ... จวบจนกระทั่งโอสถหลอมสำเร็จ

การหลอมโอสถเตานี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า จวบจนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงวันจึงแล้วเสร็จ เฉินชิงหยางหอบหายใจถี่รัว ทั่วทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ

รากฐานยังคงตื้นเขินเกินไปจริงๆ

ยามที่หลิวเถายื่นผ้าขนหนูมาให้ นางคิดอยากจะลงมือเช็ดเหงื่อให้เขาด้วยตนเอง โชคดีที่เฉินชิงหยางหลบได้ทันท่วงที

อีกฝ่ายจึงทำได้เพียงหันขวับไปล้วงดูภายในเตาหลอมอย่างเก้อเขิน "ไม่เลว โอสถสองเม็ดนี้ดีกว่าของเมื่อวานเสียอีก เมื่อพิจารณาจากระดับการบำเพ็ญเพียรของข้า โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการบำเพ็ญเพียรได้หนึ่งชั่วยาม แต่เม็ดนี้ข้าดูแล้วอย่างไรก็คงได้อย่างน้อยหนึ่งชั่วยามครึ่ง"

พื้นผิวเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อย ซ้ำยังมีประกายเงางาม กลิ่นไม่ฉุนจัด ทว่ามีกลิ่นหอมของโอสถแผ่ซ่านออกมาจางๆ

[เฉินชิงหยาง]

[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง]

[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (1/200)]

[โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่ง: (3/100)]

[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 9]

เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ความคืบหน้าในการหลอมโอสถของเขานั้นรวดเร็วกว่าการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างมาก หรือว่าเขาจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้อยู่บ้าง?

เฉินชิงหยางหยิบโอสถเม็ดที่เป็นของตนเองขึ้นมา "ศิษย์พี่หญิง ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ"

ทว่าหลิวเถากลับไม่อยากให้เขาจากไป บนโต๊ะยาวได้จัดเตรียมอาหารและสุราเอาไว้ ซ้ำยังประดับประดาด้วยเทียนแดง ดูประณีตงดงามยิ่งนัก "ศิษย์น้องเฉิน หรือไม่... ก็อยู่ต่ออีกสักหน่อยเถิด"

"ไม่จำเป็นหรอกขอรับ ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ"

อีกฝ่ายแสดงความผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางกระตุกแขนเสื้อของเขา "เช่นนั้น... พรุ่งนี้ยังจะมาอีกหรือไม่?"

เฉินชิงหยางทำสีหน้าขึงขัง "หากศิษย์พี่หญิงยังคงเป็นเช่นนี้อีก ข้าก็จะไม่มาแล้วขอรับ"

หลิวเถาจึงทำได้เพียงหุบรอยยิ้มลง "เฮ้อ แม้จะกล่าวว่าเข้าสู่วิถีเซียนแล้ว ทว่ากิเลสของปุถุชนก็ยังคงไม่อาจลบเลือนไปได้ มนุษย์ล้วนตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ข้อนี้ข้าเข้าใจดี ต่อไปข้าจะไม่พูดจาเช่นนี้อีกแล้ว พรุ่งนี้เจ้าก็มาให้เช้าหน่อยเถิด"

น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความดำดิ่งหลังจากที่ต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมานับร้อยปี

เฉินชิงหยางเชื่อมั่นอย่างสุดซึ้งว่า นางไม่ได้หวังในตัวเขาอย่างแน่นอน อย่างมากก็เป็นเพียงเพราะความเบื่อหน่ายจนเกิดอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น

"ได้ขอรับ"

เมื่อลงมาถึงกึ่งกลางภูเขา ทิวเขาเหลื่อมสลับซับซ้อนอาบไล้ไปด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดง สายลมเย็นพัดพาเมฆบางเบาให้คลายตัว นกกระเรียนขาวสองตัวบินโฉบไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ

สถานที่แรกที่ไปยังคงเป็นป้ายหงหลิง ทันทีที่เดินเข้าไปก็พบเจอกับอู๋ป๋อโหย่วเข้าพอดี

เป็นจริงดังคาด ยามที่เห็นเขา อู๋ป๋อโหย่วก็กำลังหัวเราะฮิฮะ "ศิษย์น้องเฉินเอ๋ย ไม่เห็นหน้าคร่าตามาทั้งวัน หรือว่าขึ้นไปยังยอดเขาสีทองเพื่อไปพบผู้ใดมาอีกแล้วเล่า นี่คงเพราะมีคนคอยหนุนหลังอยู่ ถึงได้ไม่คิดจะใส่ใจความคืบหน้าของงานที่ค้างคาอยู่เลยงั้นหรือ?"

เฉินชิงหยางไม่ได้เดินเข้าไปในห้องเล็กๆ แต่กลับกล่าวว่า "หากศิษย์พี่อู๋สะดวก ข้าขอเชิญไปคุยกันเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ?"

ใบหน้าอ้วนฉุนั้นบีบดวงตาจนกลายเป็นเพียงเส้นบางๆ หรี่มองจนเห็นประกายแสงสายหนึ่ง

"ได้สิ ข้าได้ยินมาว่าระยะนี้ลานกระบี่ไท่ฮ่าวเพิ่งจะจัดการกับนางมารผู้หนึ่งไป ก็เป็นนางนั่นแหละที่ปล่อยข่าวลือเรื่องที่ศิษย์พี่หญิงหลี่เชียนเสวี่ยถูกพรรคมารสูบพลัง ช่างเป็นขยะของสำนักไท่ซวีเราเสียจริง... ไม่คิดบ้างเลยหรือว่านายแห่งกระบี่เป็นบุคคลระดับใด นัยน์ตาของท่านย่อมไม่อาจทนให้มีเศษทรายร่วงหล่นลงไปได้หรอก!"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ตบหน้าอกเฉินชิงหยางไปทีหนึ่ง "ตาแก่เช่นเจ้าโชคดีแล้ว นายแห่งกระบี่ใส่ใจศิษย์พี่หญิงเชียนเสวี่ยถึงเพียงนั้น ในภายภาคหน้านางย่อมต้องฟื้นฟูระดับการบำเพ็ญเพียรกลับมาได้อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นเจ้าก็ต้องรีบฉกฉวยโอกาสไว้ให้ดี รีบไปเยี่ยมเยียนนางสักครั้งก่อนที่ศิษย์พี่หญิงเชียนเสวี่ยจะลืมเลือนเจ้าไปเสียก่อน!"

ศิษย์สายนอกเช่นอู๋ป๋อโหย่วย่อมมีหูตาที่กว้างไกลกว่า ภายในใจของเฉินชิงหยางจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง

"จริงสิ เจ้ามีเรื่องอันใดจะพูดงั้นหรือ?"

"ขอเชิญศิษย์พี่อู๋ไปคุยกันเป็นการส่วนตัวเถิดขอรับ"

"ฮิฮะ ช่างลึกลับเสียจริงนะ!"

ณ มุมหนึ่งที่ลับตาคน เฉินชิงหยางหยิบโอสถชักนำปราณออกมาจากอกเสื้อ

เท่าที่เขารู้ อู๋ป๋อโหย่วอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่สาม สรรพคุณของโอสถเม็ดนี้สำหรับเขานั้นถือว่ามีประโยชน์มากกว่าที่มีต่อหลิวเถาเสียอีก

แววตาของเขาประกายวาววับขึ้นมาในทันที "นี่มัน... ให้ข้าอย่างนั้นหรือ?"

"ได้รับความเมตตาดูแลจากศิษย์พี่อู๋มาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยเอ่ยคำขอบคุณเลยสักครั้ง โอสถชักนำปราณเพียงหนึ่งเม็ดนี้ ขอศิษย์พี่อู๋โปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับ"

อู๋ป๋อโหย่วยิ้มร่าพลางยัดโอสถลงไปในแขนเสื้อ "คนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจไปไย... จริงสิ เจ้าคงไม่ได้คิดจะย้ายออกจากยอดเขาสี่ทองหรอกกระมัง?"

"ชั่วคราวนี้ข้ายังไม่มีแผนการเช่นนั้นขอรับ"

อู๋ป๋อโหย่วลูบปลายคาง "คนที่มอบโอสถให้เจ้าไม่ยอมพาเจ้าไป หรือว่ากำลังรอให้เจ้าทะลวงระดับได้งั้นหรือ?"

สิ่งที่ตอบกลับเขา มีเพียงความเงียบงันของเฉินชิงหยางเท่านั้น

"ฮ่า... ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถามอีก"

เฉินชิงหยางเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง "ตอนนี้ข้ามีเรื่องหนึ่ง อยากจะขอร้องศิษย์พี่อู๋ขอรับ"

อู๋ป๋อโหย่วกลอกตาไปมา "ว่ามาได้เลยๆ!"

"ภายในป้ายหงหลิงแห่งนี้ มีคนผู้หนึ่งที่ไม่ถูกชะตากับข้ามาโดยตลอด ข้าอยากจะ..."

อู๋ป๋อโหย่วปรับสีหน้าเคร่งขรึม "ฆ่าทิ้งเสีย?"

"ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกขอรับ ข้าเพียงแค่อยากให้เขาออกไป ให้ออกไปอย่างน่าสมเพชที่สุดก็พอ!"

อู๋ป๋อโหย่วหรี่ตาลง "ก็แค่ศิษย์รับใช้ผู้หนึ่ง กระทั่งศิษย์อย่างเป็นทางการก็ยังไม่นับว่าเป็นด้วยซ้ำ เรื่องนี้ถือว่าง่ายดายนัก... คนผู้นี้คือหลิวจิ่นหยวนที่อยู่ลานเรือนเดียวกับเจ้างั้นหรือ?"

"ใช่แล้วขอรับ"

"ข้าเข้าใจกระจ่างแจ่มแจ้งแล้ว คนผู้นี้เมื่อสองวันก่อนมาสอพลอข้าจนข้าชักจะรำคาญแล้ว ไม่เพียงแต่เผยแพร่ข่าวลือของศิษย์พี่หญิงเชียนเสวี่ย แต่ยังคิดจะมอบเงินทองก้อนโตให้ข้า เพื่อให้ข้าส่งเจ้าลงจากภูเขาไป... เจ้าก็รู้ดีนี่ ว่าคนอย่างข้านั้นให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ภักดีเป็นที่สุด จะไปตอบตกลงทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร"

เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เฉินชิงหยางก็ยิ่งรู้สึกว่าการปล่อยให้หลิวจิ่นหยวนลงจากภูเขาไปนั้น ออกจะทำให้หมอนั่นได้เปรียบเกินไปเสียด้วยซ้ำ

"เช่นนั้นเรื่องของข้า..."

อู๋ป๋อโหย่วตบบ่าของเขา "คนสอพลอเช่นนี้ข้าเกลียดเป็นที่สุด ภายในเจ็ดวัน... ไม่สิ ภายในสามวัน ข้าจะหาวิธีไล่มันลงจากภูเขาให้ได้ ศิษย์น้องเฉิน เจ้าวางใจได้เลย"

"ขอบคุณศิษย์พี่อู๋ขอรับ หากวันหน้ามีโอสถอีก ข้าจะนำมามอบให้ศิษย์พี่อู๋เช่นกัน"

"คุยกันได้ คุยกันได้"

เป็นจริงดังคาด การจัดการกับคนสอพลอ ก็ต้องใช้วิธีการของคนสอพลอด้วยกันนี่แหละ

...

วันนี้การสลักลวดลายวิถีเต๋าทำสำเร็จเพียงสองชิ้น โดยใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยาม

แม้ความคืบหน้าของเดือนนี้จะยังตามไม่ทัน ทว่าก็ไม่อาจทิ้งห่างจนเกินไป หากอู๋ป๋อโหย่วโยนงานทั้งหมดไปให้ผู้อื่น เกรงว่าตนเองคงต้องเข้าไปพัวพันกับกรรมแห่งเหตุและผลอีกครั้ง

ยามพลบค่ำ ภายในลานเรือนเล็ก

ภายใต้ต้นไหว หลังจากที่คนทั้งสามรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กำลังดื่มชาพักผ่อนกันอยู่

หลิวจิ่นหยวนอยู่ที่ป้ายหงหลิง ทำงานประเภทเดียวกับเฉินชิงหยาง

หลวี่อวิ๋นเชินอยู่ที่ป้ายอี๋หยาง มีหน้าที่บันทึกผลผลิตในแต่ละวัน นับว่าเป็นเสมียนผู้จดบันทึกคนหนึ่ง

สวีหยงอยู่ที่ป้ายหั่วเสิน ซึ่งเป็นสถานที่รับผิดชอบในการหลอมเหล็กกล้าและหินวิเศษในเบื้องต้น

นับตั้งแต่ศิษย์พี่จ้าวจากไป ลานเรือนแห่งนี้ก็ขาดคนไปหนึ่งคนมาโดยตลอด

แตกต่างจากการพูดคุยสัพเพเหระตามปกติ วันนี้ภายในลานเรือนกลับเงียบสงัดเป็นพิเศษ ทั้งสามคนก้มหน้าลง ต่างก็ไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมาเลย

คราวนี้เฉินชิงหยางไม่ได้กลับเข้าไปในห้อง แต่กลับเป็นฝ่ายเดินเข้าไปถามว่า "เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?"

สวีหยงเงยหน้าขึ้นมา "ศิษย์พี่เฉิน วันนี้ศิษย์พี่หลิวถูกผู้ดูแลอู๋ตำหนิที่ป้ายหงหลิงยกใหญ่ ซ้ำยังบอกว่าจะลงโทษให้เขาสลักลวดลายวิถีเต๋าวันละแปดชิ้น หากพรุ่งนี้ทำไม่ได้ ก็จะไล่เขาลงจากภูเขาไป"

เวลาผ่านไปเพียงชั่วประเดี๋ยว ประสิทธิภาพในการทำเรื่องเลวร้ายของอู๋ป๋อโหย่วนั้นช่างรวดเร็วเสียจริง!

"ศิษย์พี่เฉิน เมื่อก่อนผู้ดูแลอู๋เคยดูแลท่านเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ของพวกท่านน่าจะดีไม่น้อย หรือท่านจะลองไปพูดคุยกับเขา ขอให้เขาละเว้นศิษย์พี่หลิวสักครั้งได้หรือไม่?"

หากพูดถึงความหน้าหนาไร้ยางอาย คนเหล่านี้คงเอาชนะตนเองไปได้อย่างราบคาบ เมื่อวานเพิ่งจะลงไม้ลงมือกันไป วันนี้กลับสามารถแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ซ้ำยังหันมาขอร้องตนเองอีกต่างหาก

เฉินชิงหยางย่อมแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "อู๋ป๋อโหย่วก็เคยพูดเช่นนี้กับข้าเหมือนกัน น่าเสียดายที่ข้าสามารถทำสำเร็จได้ทุกครั้ง ข้าว่าศิษย์น้องหลิวควรจะพึ่งพาตนเองดีกว่านะ"

หลิวจิ่นหยวนที่เงียบงันมาเนิ่นนานเงยหน้าขึ้นมา "เจ้า... เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?"

เฉินชิงหยางกล่าว "เป็นฝีมือข้าเอง ข้าเป็นคนขอให้ศิษย์พี่อู๋ไล่เจ้าไป"

"อัยหยา!" ในตอนนั้นหลวี่อวิ๋นเชินก็ส่งเสียงแทรกขึ้นมา "ตอนนี้หลี่เชียนเสวี่ยตกต่ำถึงเพียงใดแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็เห็นประจักษ์แก่สายตา เขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ จะไปมีปัญญาไล่เจ้าไปได้อย่างไรกัน ลองคิดดูให้ดีเถิด ว่าเจ้าไปล่วงเกินศิษย์พี่อู๋ที่ใดมาบ้าง?"

หลิวจิ่นหยวนย่อมรู้ตัวดีว่า ระยะนี้เขาติดต่อกับอู๋ป๋อโหย่วเพียงแค่เรื่องเดียว ทว่าเรื่องเช่นนี้จะให้พูดออกมาได้อย่างไร

เฉินชิงหยางจึงกล่าวต่อ "ข้าว่าเจ้ายอมรับชะตากรรมเสียเถิด รั้งอยู่ต่อไปก็มีแต่จะดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์เช่นเดียวกับข้านี่แหละ" พูดจบ เขาก็เหลือบมองหลวี่อวิ๋นเชินอีกคราหนึ่ง "รีบลงจากภูเขาไปเสียตั้งแต่ตอนที่ยังหนุ่มยังแน่น ยังพอจะแต่งงานมีภรรยา มีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ได้ ในเมื่อเดิมทีก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา การกลับไปเป็นคนธรรมดาอีกครั้งมันมีอันใดไม่ดีเล่า?"

ยิ่งหลิวจิ่นหยวนได้ยินก็ยิ่งโมโหจัด กำลังจะเงยหน้าขึ้นมาด่าทอเฉินชิงหยาง ทว่าจู่ๆ ก็นึกถึงความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่บริเวณหน้าอก จึงทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้

สวีหยงที่อยู่ตรงกลางปิดปากเงียบสนิท เดี๋ยวก็มองคนนี้ที เดี๋ยวก็มองคนนั้นที

ส่วนหลวี่อวิ๋นเชินก็มีสีหน้าอมทุกข์ ทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ "เวลาไม่คอยท่า เวลาไม่คอยท่าจริงๆ!"

ช่างเก่งกาจเรื่องการเสแสร้งแกล้งทำเสียจริง

จบบทที่ บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว