- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย
บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย
บทที่ 4 อุบายเล็กน้อย
ในเมื่ออู๋ป๋อโหย่วมองว่าเบื้องหลังของเขา 'มีคนหนุนหลัง' เช่นนั้นวันนี้หากไม่ไปยังป้ายหงหลิง ก็คงไม่มีปัญหาอันใดใหญ่หลวง
...
ยอดเขาสีทอง
ยามที่เฉินชิงหยางยืนอยู่ภายในลานโอสถ หลิวเถาก็รับรู้ได้ถึงการมาเยือนของเขาแล้ว
นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงเขาเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงในทันที
แม้จะเรียกว่าห้อง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นตำหนักหลังหนึ่ง
ภายในมีเตาหลอมโอสถ ชั้นวางสมุนไพร เตียงสำหรับพักผ่อน และสถานที่สำหรับจัดเก็บวัตถุดิบ เรียกได้ว่ามีครบครันทุกสิ่งสรรพ
ลานโอสถยอดเขาสี่ทองมีคนอยู่เพียงยี่สิบกว่าคน ล้วนเป็นศิษย์สายนอกและสายใน วิถีโอสถในที่แห่งนี้ไม่ได้รับความสำคัญนัก ผู้ที่มาเยือนก็เพียงเพื่อหลอมโอสถไว้ใช้รับประทานเอง หรือไม่ก็นำไปแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเมื่อวานตอนที่เขาเพิ่งมาถึง จึงไม่มีผู้ใดสนใจไยดี
"โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่งของเจ้าหลอมออกมาได้อย่างไรกัน ช่วยสอนข้าหน่อยสิ?"
หลิวเถาไม่เพียงแต่เตรียมน้ำชาและของว่างไว้ให้ ซ้ำยังจงใจสวมชุดสีชมพู ทำให้บรรยากาศดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง
"วิธีเดียวกับศิษย์พี่หญิงเลยขอรับ ศิษย์พี่หญิงสามารถคอยสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างได้"
"เฮ้อ!" หลิวเถาทอดถอนใจ "พูดยากนะ หากมองดูแล้วสามารถทำเป็นได้ ข้าก็เคยสังเกตการณ์ตอนที่ศิษย์พี่ทะลวงสู่ระดับจู้จีมาแล้ว ทว่าระดับการบำเพ็ญเพียรจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอันใดเลย"
อายุอานามของนางถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว บางทีนางอาจจะกำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกับเฉินชิงหยางอยู่ก็เป็นได้
"ไม่ทราบว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของศิษย์พี่หญิง...?"
"ติดอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่เก้ามาสองร้อยกว่าปีแล้ว อายุขัยมาถึงขีดจำกัด ต้องพึ่งพาเพียงโอสถชักนำปราณถึงจะสามารถดูดซับปราณวิญญาณได้เท่ากับคนปกติ เพื่อรักษาสัญญาณชีพเฮือกหนึ่งเอาไว้ หากคิดจะยกระดับการบำเพ็ญเพียรให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ก็จำเป็นต้องมีโอสถชักนำปราณขั้นสองทุกวัน มิฉะนั้น..." เมื่อนางฉีกยิ้ม ฟันก็หลุดร่วงไปจนหมดแล้ว "คงตายห่าไปตั้งนานแล้ว"
หากพูดถึงเรื่องฟัน เฉินชิงหยางยังคงดูแลรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี ตราบใดที่ไม่ใช่ของที่แข็งจนเกินไป เขาก็ยังสามารถเคี้ยวได้
โอสถชักนำปราณจะเพิ่มจำนวนปราณวิญญาณที่ดูดซับและระยะเวลาในการออกฤทธิ์ตามระดับขั้นที่สูงขึ้น
"จริงสิ เจ้าพอจะสามารถหลอมเพิ่มได้วันละหลายๆ เตา หรือหลอมให้ได้หลายๆ เม็ดในเตาเดียว หรือไม่ก็ยกระดับขั้นของโอสถขึ้นอีกสักหน่อยได้หรือไม่ หากศิษย์พี่สามารถทะลวงระดับได้ กระทั่งชีวิตก็มอบให้เจ้าได้เลยนะ?"
ภายในแววตาประกายความหวานหยดย้อย ทว่าน้ำเสียงกลับแข็งกระด้าง ยามที่แสดงความรู้สึกออกมาจึงดูพิลึกพิลั่น
เฉินชิงหยางนึกถึงความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งของสำนักไท่ซวี นั่นคือ 'การจับคู่อยู่กิน'
คู่บำเพ็ญเพียรคือการแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี ประกาศให้ทุกคนรับรู้ นับจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นหรือตาย คนทั้งสองจะต้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน กระทั่งอาจมีบุตรด้วยกัน ทว่าการจับคู่อยู่กินนั้นเป็นเพียงการใช้ชีวิตร่วมกัน ซ้ำยังเป็นเพียงแค่ชั่วคราว และจะยุติลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทะลวงระดับการบำเพ็ญเพียรได้
"ข้า... ระดับการบำเพ็ญเพียรยังมีจำกัด ชั่วคราวนี้จึงสามารถหลอมได้เพียงวันละสองเม็ด หากมากกว่านี้จะส่งผลเสียต่อปราณแท้ ทว่าศิษย์พี่หญิงโปรดวางใจ ข้าจะพยายามให้มากขึ้นขอรับ"
หลิวเถายิ้มอย่างจงใจอยู่บ้าง "หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ"
เมื่อมีประสบการณ์จากเมื่อวาน วันนี้การจัดการกับวัตถุดิบจึงมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเล็กน้อย
หลังจากนั้นก็ควบคุมไฟ ปลุกฤทธิ์ยา ควบคุมไฟ ชักนำปราณ แล้วก็ควบคุมไฟ... จวบจนกระทั่งโอสถหลอมสำเร็จ
การหลอมโอสถเตานี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า จวบจนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงวันจึงแล้วเสร็จ เฉินชิงหยางหอบหายใจถี่รัว ทั่วทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ
รากฐานยังคงตื้นเขินเกินไปจริงๆ
ยามที่หลิวเถายื่นผ้าขนหนูมาให้ นางคิดอยากจะลงมือเช็ดเหงื่อให้เขาด้วยตนเอง โชคดีที่เฉินชิงหยางหลบได้ทันท่วงที
อีกฝ่ายจึงทำได้เพียงหันขวับไปล้วงดูภายในเตาหลอมอย่างเก้อเขิน "ไม่เลว โอสถสองเม็ดนี้ดีกว่าของเมื่อวานเสียอีก เมื่อพิจารณาจากระดับการบำเพ็ญเพียรของข้า โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการบำเพ็ญเพียรได้หนึ่งชั่วยาม แต่เม็ดนี้ข้าดูแล้วอย่างไรก็คงได้อย่างน้อยหนึ่งชั่วยามครึ่ง"
พื้นผิวเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อย ซ้ำยังมีประกายเงางาม กลิ่นไม่ฉุนจัด ทว่ามีกลิ่นหอมของโอสถแผ่ซ่านออกมาจางๆ
[เฉินชิงหยาง]
[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่หนึ่ง]
[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (1/200)]
[โอสถชักนำปราณขั้นหนึ่ง: (3/100)]
[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 9]
เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ความคืบหน้าในการหลอมโอสถของเขานั้นรวดเร็วกว่าการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างมาก หรือว่าเขาจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้อยู่บ้าง?
เฉินชิงหยางหยิบโอสถเม็ดที่เป็นของตนเองขึ้นมา "ศิษย์พี่หญิง ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ"
ทว่าหลิวเถากลับไม่อยากให้เขาจากไป บนโต๊ะยาวได้จัดเตรียมอาหารและสุราเอาไว้ ซ้ำยังประดับประดาด้วยเทียนแดง ดูประณีตงดงามยิ่งนัก "ศิษย์น้องเฉิน หรือไม่... ก็อยู่ต่ออีกสักหน่อยเถิด"
"ไม่จำเป็นหรอกขอรับ ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ"
อีกฝ่ายแสดงความผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางกระตุกแขนเสื้อของเขา "เช่นนั้น... พรุ่งนี้ยังจะมาอีกหรือไม่?"
เฉินชิงหยางทำสีหน้าขึงขัง "หากศิษย์พี่หญิงยังคงเป็นเช่นนี้อีก ข้าก็จะไม่มาแล้วขอรับ"
หลิวเถาจึงทำได้เพียงหุบรอยยิ้มลง "เฮ้อ แม้จะกล่าวว่าเข้าสู่วิถีเซียนแล้ว ทว่ากิเลสของปุถุชนก็ยังคงไม่อาจลบเลือนไปได้ มนุษย์ล้วนตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ข้อนี้ข้าเข้าใจดี ต่อไปข้าจะไม่พูดจาเช่นนี้อีกแล้ว พรุ่งนี้เจ้าก็มาให้เช้าหน่อยเถิด"
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความดำดิ่งหลังจากที่ต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมานับร้อยปี
เฉินชิงหยางเชื่อมั่นอย่างสุดซึ้งว่า นางไม่ได้หวังในตัวเขาอย่างแน่นอน อย่างมากก็เป็นเพียงเพราะความเบื่อหน่ายจนเกิดอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น
"ได้ขอรับ"
เมื่อลงมาถึงกึ่งกลางภูเขา ทิวเขาเหลื่อมสลับซับซ้อนอาบไล้ไปด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดง สายลมเย็นพัดพาเมฆบางเบาให้คลายตัว นกกระเรียนขาวสองตัวบินโฉบไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
สถานที่แรกที่ไปยังคงเป็นป้ายหงหลิง ทันทีที่เดินเข้าไปก็พบเจอกับอู๋ป๋อโหย่วเข้าพอดี
เป็นจริงดังคาด ยามที่เห็นเขา อู๋ป๋อโหย่วก็กำลังหัวเราะฮิฮะ "ศิษย์น้องเฉินเอ๋ย ไม่เห็นหน้าคร่าตามาทั้งวัน หรือว่าขึ้นไปยังยอดเขาสีทองเพื่อไปพบผู้ใดมาอีกแล้วเล่า นี่คงเพราะมีคนคอยหนุนหลังอยู่ ถึงได้ไม่คิดจะใส่ใจความคืบหน้าของงานที่ค้างคาอยู่เลยงั้นหรือ?"
เฉินชิงหยางไม่ได้เดินเข้าไปในห้องเล็กๆ แต่กลับกล่าวว่า "หากศิษย์พี่อู๋สะดวก ข้าขอเชิญไปคุยกันเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ?"
ใบหน้าอ้วนฉุนั้นบีบดวงตาจนกลายเป็นเพียงเส้นบางๆ หรี่มองจนเห็นประกายแสงสายหนึ่ง
"ได้สิ ข้าได้ยินมาว่าระยะนี้ลานกระบี่ไท่ฮ่าวเพิ่งจะจัดการกับนางมารผู้หนึ่งไป ก็เป็นนางนั่นแหละที่ปล่อยข่าวลือเรื่องที่ศิษย์พี่หญิงหลี่เชียนเสวี่ยถูกพรรคมารสูบพลัง ช่างเป็นขยะของสำนักไท่ซวีเราเสียจริง... ไม่คิดบ้างเลยหรือว่านายแห่งกระบี่เป็นบุคคลระดับใด นัยน์ตาของท่านย่อมไม่อาจทนให้มีเศษทรายร่วงหล่นลงไปได้หรอก!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ตบหน้าอกเฉินชิงหยางไปทีหนึ่ง "ตาแก่เช่นเจ้าโชคดีแล้ว นายแห่งกระบี่ใส่ใจศิษย์พี่หญิงเชียนเสวี่ยถึงเพียงนั้น ในภายภาคหน้านางย่อมต้องฟื้นฟูระดับการบำเพ็ญเพียรกลับมาได้อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นเจ้าก็ต้องรีบฉกฉวยโอกาสไว้ให้ดี รีบไปเยี่ยมเยียนนางสักครั้งก่อนที่ศิษย์พี่หญิงเชียนเสวี่ยจะลืมเลือนเจ้าไปเสียก่อน!"
ศิษย์สายนอกเช่นอู๋ป๋อโหย่วย่อมมีหูตาที่กว้างไกลกว่า ภายในใจของเฉินชิงหยางจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง
"จริงสิ เจ้ามีเรื่องอันใดจะพูดงั้นหรือ?"
"ขอเชิญศิษย์พี่อู๋ไปคุยกันเป็นการส่วนตัวเถิดขอรับ"
"ฮิฮะ ช่างลึกลับเสียจริงนะ!"
ณ มุมหนึ่งที่ลับตาคน เฉินชิงหยางหยิบโอสถชักนำปราณออกมาจากอกเสื้อ
เท่าที่เขารู้ อู๋ป๋อโหย่วอยู่ในระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่สาม สรรพคุณของโอสถเม็ดนี้สำหรับเขานั้นถือว่ามีประโยชน์มากกว่าที่มีต่อหลิวเถาเสียอีก
แววตาของเขาประกายวาววับขึ้นมาในทันที "นี่มัน... ให้ข้าอย่างนั้นหรือ?"
"ได้รับความเมตตาดูแลจากศิษย์พี่อู๋มาโดยตลอด แต่กลับไม่เคยเอ่ยคำขอบคุณเลยสักครั้ง โอสถชักนำปราณเพียงหนึ่งเม็ดนี้ ขอศิษย์พี่อู๋โปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับ"
อู๋ป๋อโหย่วยิ้มร่าพลางยัดโอสถลงไปในแขนเสื้อ "คนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจไปไย... จริงสิ เจ้าคงไม่ได้คิดจะย้ายออกจากยอดเขาสี่ทองหรอกกระมัง?"
"ชั่วคราวนี้ข้ายังไม่มีแผนการเช่นนั้นขอรับ"
อู๋ป๋อโหย่วลูบปลายคาง "คนที่มอบโอสถให้เจ้าไม่ยอมพาเจ้าไป หรือว่ากำลังรอให้เจ้าทะลวงระดับได้งั้นหรือ?"
สิ่งที่ตอบกลับเขา มีเพียงความเงียบงันของเฉินชิงหยางเท่านั้น
"ฮ่า... ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถามอีก"
เฉินชิงหยางเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง "ตอนนี้ข้ามีเรื่องหนึ่ง อยากจะขอร้องศิษย์พี่อู๋ขอรับ"
อู๋ป๋อโหย่วกลอกตาไปมา "ว่ามาได้เลยๆ!"
"ภายในป้ายหงหลิงแห่งนี้ มีคนผู้หนึ่งที่ไม่ถูกชะตากับข้ามาโดยตลอด ข้าอยากจะ..."
อู๋ป๋อโหย่วปรับสีหน้าเคร่งขรึม "ฆ่าทิ้งเสีย?"
"ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกขอรับ ข้าเพียงแค่อยากให้เขาออกไป ให้ออกไปอย่างน่าสมเพชที่สุดก็พอ!"
อู๋ป๋อโหย่วหรี่ตาลง "ก็แค่ศิษย์รับใช้ผู้หนึ่ง กระทั่งศิษย์อย่างเป็นทางการก็ยังไม่นับว่าเป็นด้วยซ้ำ เรื่องนี้ถือว่าง่ายดายนัก... คนผู้นี้คือหลิวจิ่นหยวนที่อยู่ลานเรือนเดียวกับเจ้างั้นหรือ?"
"ใช่แล้วขอรับ"
"ข้าเข้าใจกระจ่างแจ่มแจ้งแล้ว คนผู้นี้เมื่อสองวันก่อนมาสอพลอข้าจนข้าชักจะรำคาญแล้ว ไม่เพียงแต่เผยแพร่ข่าวลือของศิษย์พี่หญิงเชียนเสวี่ย แต่ยังคิดจะมอบเงินทองก้อนโตให้ข้า เพื่อให้ข้าส่งเจ้าลงจากภูเขาไป... เจ้าก็รู้ดีนี่ ว่าคนอย่างข้านั้นให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ภักดีเป็นที่สุด จะไปตอบตกลงทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร"
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เฉินชิงหยางก็ยิ่งรู้สึกว่าการปล่อยให้หลิวจิ่นหยวนลงจากภูเขาไปนั้น ออกจะทำให้หมอนั่นได้เปรียบเกินไปเสียด้วยซ้ำ
"เช่นนั้นเรื่องของข้า..."
อู๋ป๋อโหย่วตบบ่าของเขา "คนสอพลอเช่นนี้ข้าเกลียดเป็นที่สุด ภายในเจ็ดวัน... ไม่สิ ภายในสามวัน ข้าจะหาวิธีไล่มันลงจากภูเขาให้ได้ ศิษย์น้องเฉิน เจ้าวางใจได้เลย"
"ขอบคุณศิษย์พี่อู๋ขอรับ หากวันหน้ามีโอสถอีก ข้าจะนำมามอบให้ศิษย์พี่อู๋เช่นกัน"
"คุยกันได้ คุยกันได้"
เป็นจริงดังคาด การจัดการกับคนสอพลอ ก็ต้องใช้วิธีการของคนสอพลอด้วยกันนี่แหละ
...
วันนี้การสลักลวดลายวิถีเต๋าทำสำเร็จเพียงสองชิ้น โดยใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยาม
แม้ความคืบหน้าของเดือนนี้จะยังตามไม่ทัน ทว่าก็ไม่อาจทิ้งห่างจนเกินไป หากอู๋ป๋อโหย่วโยนงานทั้งหมดไปให้ผู้อื่น เกรงว่าตนเองคงต้องเข้าไปพัวพันกับกรรมแห่งเหตุและผลอีกครั้ง
ยามพลบค่ำ ภายในลานเรือนเล็ก
ภายใต้ต้นไหว หลังจากที่คนทั้งสามรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กำลังดื่มชาพักผ่อนกันอยู่
หลิวจิ่นหยวนอยู่ที่ป้ายหงหลิง ทำงานประเภทเดียวกับเฉินชิงหยาง
หลวี่อวิ๋นเชินอยู่ที่ป้ายอี๋หยาง มีหน้าที่บันทึกผลผลิตในแต่ละวัน นับว่าเป็นเสมียนผู้จดบันทึกคนหนึ่ง
สวีหยงอยู่ที่ป้ายหั่วเสิน ซึ่งเป็นสถานที่รับผิดชอบในการหลอมเหล็กกล้าและหินวิเศษในเบื้องต้น
นับตั้งแต่ศิษย์พี่จ้าวจากไป ลานเรือนแห่งนี้ก็ขาดคนไปหนึ่งคนมาโดยตลอด
แตกต่างจากการพูดคุยสัพเพเหระตามปกติ วันนี้ภายในลานเรือนกลับเงียบสงัดเป็นพิเศษ ทั้งสามคนก้มหน้าลง ต่างก็ไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมาเลย
คราวนี้เฉินชิงหยางไม่ได้กลับเข้าไปในห้อง แต่กลับเป็นฝ่ายเดินเข้าไปถามว่า "เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือ?"
สวีหยงเงยหน้าขึ้นมา "ศิษย์พี่เฉิน วันนี้ศิษย์พี่หลิวถูกผู้ดูแลอู๋ตำหนิที่ป้ายหงหลิงยกใหญ่ ซ้ำยังบอกว่าจะลงโทษให้เขาสลักลวดลายวิถีเต๋าวันละแปดชิ้น หากพรุ่งนี้ทำไม่ได้ ก็จะไล่เขาลงจากภูเขาไป"
เวลาผ่านไปเพียงชั่วประเดี๋ยว ประสิทธิภาพในการทำเรื่องเลวร้ายของอู๋ป๋อโหย่วนั้นช่างรวดเร็วเสียจริง!
"ศิษย์พี่เฉิน เมื่อก่อนผู้ดูแลอู๋เคยดูแลท่านเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ของพวกท่านน่าจะดีไม่น้อย หรือท่านจะลองไปพูดคุยกับเขา ขอให้เขาละเว้นศิษย์พี่หลิวสักครั้งได้หรือไม่?"
หากพูดถึงความหน้าหนาไร้ยางอาย คนเหล่านี้คงเอาชนะตนเองไปได้อย่างราบคาบ เมื่อวานเพิ่งจะลงไม้ลงมือกันไป วันนี้กลับสามารถแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ซ้ำยังหันมาขอร้องตนเองอีกต่างหาก
เฉินชิงหยางย่อมแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "อู๋ป๋อโหย่วก็เคยพูดเช่นนี้กับข้าเหมือนกัน น่าเสียดายที่ข้าสามารถทำสำเร็จได้ทุกครั้ง ข้าว่าศิษย์น้องหลิวควรจะพึ่งพาตนเองดีกว่านะ"
หลิวจิ่นหยวนที่เงียบงันมาเนิ่นนานเงยหน้าขึ้นมา "เจ้า... เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?"
เฉินชิงหยางกล่าว "เป็นฝีมือข้าเอง ข้าเป็นคนขอให้ศิษย์พี่อู๋ไล่เจ้าไป"
"อัยหยา!" ในตอนนั้นหลวี่อวิ๋นเชินก็ส่งเสียงแทรกขึ้นมา "ตอนนี้หลี่เชียนเสวี่ยตกต่ำถึงเพียงใดแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็เห็นประจักษ์แก่สายตา เขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ จะไปมีปัญญาไล่เจ้าไปได้อย่างไรกัน ลองคิดดูให้ดีเถิด ว่าเจ้าไปล่วงเกินศิษย์พี่อู๋ที่ใดมาบ้าง?"
หลิวจิ่นหยวนย่อมรู้ตัวดีว่า ระยะนี้เขาติดต่อกับอู๋ป๋อโหย่วเพียงแค่เรื่องเดียว ทว่าเรื่องเช่นนี้จะให้พูดออกมาได้อย่างไร
เฉินชิงหยางจึงกล่าวต่อ "ข้าว่าเจ้ายอมรับชะตากรรมเสียเถิด รั้งอยู่ต่อไปก็มีแต่จะดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์เช่นเดียวกับข้านี่แหละ" พูดจบ เขาก็เหลือบมองหลวี่อวิ๋นเชินอีกคราหนึ่ง "รีบลงจากภูเขาไปเสียตั้งแต่ตอนที่ยังหนุ่มยังแน่น ยังพอจะแต่งงานมีภรรยา มีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ได้ ในเมื่อเดิมทีก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา การกลับไปเป็นคนธรรมดาอีกครั้งมันมีอันใดไม่ดีเล่า?"
ยิ่งหลิวจิ่นหยวนได้ยินก็ยิ่งโมโหจัด กำลังจะเงยหน้าขึ้นมาด่าทอเฉินชิงหยาง ทว่าจู่ๆ ก็นึกถึงความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่บริเวณหน้าอก จึงทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้
สวีหยงที่อยู่ตรงกลางปิดปากเงียบสนิท เดี๋ยวก็มองคนนี้ที เดี๋ยวก็มองคนนั้นที
ส่วนหลวี่อวิ๋นเชินก็มีสีหน้าอมทุกข์ ทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ "เวลาไม่คอยท่า เวลาไม่คอยท่าจริงๆ!"
ช่างเก่งกาจเรื่องการเสแสร้งแกล้งทำเสียจริง