- หน้าแรก
- ตำนานจักรพรรดิโอสถสยบสวรรค์
- บทที่ 64 - เจียงอี้ใช้งานได้
บทที่ 64 - เจียงอี้ใช้งานได้
บทที่ 64 - เจียงอี้ใช้งานได้
บทที่ 64 - เจียงอี้ใช้งานได้
"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ"
"ลูกต้องขออภัยที่ตัดสินใจทำตามอำเภอใจ จงใจเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับมาถึงสองเดือน"
เย่อันหรานมาถึงตำหนักชิงอวิ๋นและทำความเคารพบิดา
"เกิดอะไรขึ้น?" เย่เทียนหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย ตามกำหนดการ เย่อันหรานควรจะกลับมาล่วงหน้าสองเดือน
เพื่อใช้ตราศักดิ์สิทธิ์คัมภีร์สวรรค์แสดงพลังอำนาจให้ประจักษ์แก่เทือกเขาหลัวฝูทั้งหมด
หนึ่ง เพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจของสำนักเทียนซือ สอง เพื่อยกระดับอิทธิพลของสำนักเทียนซือ สร้างความมั่นใจในการรับศิษย์ปีนี้
ทว่าเย่อันหรานกลับเพิ่งเดินทางมาถึงในวันรับศิษย์พอดี
นี่มันทำลายแผนการทั้งหมดที่เขาวางไว้ก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น
"ลูกพาผู้ครอบครองตราศักดิ์สิทธิ์อีกคนกลับมาที่สำนักเทียนซือด้วยเจ้าค่ะ"
"โอ้? อยู่ไหนล่ะ!" คิ้วที่ขมวดมุ่นของเย่เทียนหลานคลายลงทันที
"เขาก็คือคนที่ 'ก่อเรื่อง' อยู่ข้างนอกนั่นแหละเจ้าค่ะ ชื่อว่าเจียงอี้"
"เจ้าไปเจอเขามาจากไหน?"
"เขาเป็นบุตรบุญธรรมของเจียงหงอู่ ท่านอ๋องเจียงแห่งจวนอ๋องเจียงเจ้าค่ะ"
"จวนอ๋องเจียงปรากฏผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์อีกแล้วหรือ? แล้วราชวงศ์มีท่าทีอย่างไร? ทำไมเจียงหงอู่ถึงยอมปล่อยเขาออกมา?"
เย่เทียนหลานรู้สึกประหลาดใจมาก และสังหรณ์ใจว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในทันที
การมีตราศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นเป็นเรื่องดีสำหรับจวนอ๋องเจียงอย่างแน่นอน แต่สำหรับราชวงศ์แล้ว มันกลับเป็นภัยคุกคามเสียมากกว่า
"จวนอ๋องเจียงล่มสลายแล้วเจ้าค่ะ"
เย่อันหรานเล่าถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ด่านไป๋หู่ให้ฟังคร่าวๆ
"น่าเสียดายจริงๆ อุตส่าห์ยึดมั่นในความจงรักภักดี แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับจุดจบอันน่าสลดใจ" เย่เทียนหลานส่ายหน้าถอนหายใจ รู้สึกสงสารจวนอ๋องเจียง
"เจ้าแน่ใจนะว่าตระกูลเจียงหนีเข้ามาในเทือกเขาหลัวฝู?"
"ไม่น่าจะพลาดเจ้าค่ะ ขอให้ท่านพ่อโปรดช่วยตามหาพวกเขาให้พบด้วยเถิด ตระกูลเจียงแข็งแกร่งมาก ถึงแม้พวกเขาจะไม่ยอมเข้าร่วมสำนักเทียนซือ แต่เราก็สามารถสนับสนุนพวกเขาให้เป็นขุมกำลังใหม่ได้"
"ข้าจะสั่งการให้คนไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง" แม้เย่เทียนหลานจะอยู่ไกลถึงเทือกเขาหลัวฝู แต่เขาก็พอจะรู้จักจวนอ๋องเจียงและเจียงหงอู่ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันอยู่บ้าง
"ท่านพ่อ ในสำนักเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกหรือเปล่าเจ้าคะ?" เย่อันหรานหยั่งเชิงถาม พ่อของนางเป็นคนที่เด็ดขาดปานนั้น ทำไมถึงปล่อยให้สำนักเทียนซือตกอยู่ในสภาพนี้ได้?
"หลังจากที่เจ้าจากไป สำนักเทียนกังก็เพิ่มการกดขี่พวกเราหนักขึ้นเรื่อยๆ"
"ข้าพยายามทุกวิถีทางเพื่อขอความช่วยเหลือจากสำนักอวี้ติ่ง จนในที่สุดก็หยุดยั้งสำนักเทียนกังได้ แต่พอสำนักเทียนกังหยุดกดขี่เราโดยตรง พวกมันกลับหันไปสนับสนุนสำนักจินกังแทน"
"พวกหมาบ้าจากสำนักจินกังนั่น อาศัยบารมีของสำนักเทียนกัง ทำตัวกำเริบเสิบสานไม่เกรงกลัวใคร"
"ข้าไม่สามารถเสียเวลากับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ได้ จึงตัดสินใจเข้าเก็บตัวเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เพื่อเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณสถิตขั้นเก้า"
"ก่อนเก็บตัว ข้าได้สั่งการให้ผู้อาวุโสหนานกงและคนอื่นๆ 'ระมัดระวังตัว'"
"ผลก็อย่างที่เจ้าเห็น ผู้อาวุโสหนานกงตีความคำว่าระมัดระวังตัวเป็นความขี้ขลาด"
"สำนักเทียนซือสูญเสียความเด็ดขาด สูญเสียความกล้าหาญ จนแทบจะไม่เหลือความภาคภูมิใจอยู่เลย"
เย่เทียนหลานเพิ่งออกจากจากการเก็บตัวเมื่อสองเดือนก่อน เพื่อเตรียมต้อนรับการกลับมาของเย่อันหรานและฟื้นฟูสำนักเทียนซือ
แต่เย่อันหรานกลับไม่มาตามกำหนด แถมผู้อาวุโสหนานกงยังเปลี่ยนสำนักเทียนซือจากราชสีห์ให้กลายเป็นสุนัขไปเสียแล้ว
"ผู้อาวุโสหนานกงก็มีนิสัยแบบนี้แหละเจ้าค่ะ" เย่อันหรานส่ายหน้า การมอบหมายให้ผู้อาวุโสหนานกงดูแลสำนักทั้งสำนักไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดเลย
แต่ทว่า ในสภาพของสำนักเทียนซือตอนนี้ ก็มีเพียงบารมีและฝีมือของผู้อาวุโสหนานกงเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนยอมรับได้
"ท่านพ่อ เราสามารถร่วมมือกับเจียงอี้ได้นะเจ้าคะ!"
"ถึงเขาจะยังเด็ก แต่ก็มีเค้าความห้าวหาญของเจียงหงอู่ไม่น้อย ข้าถึงกับสงสัยว่าเขาอาจจะเป็นลูกนอกสมรสของเจียงหงอู่ด้วยซ้ำ"
"เราสามารถดันเจียงอี้ให้เป็นที่รู้จักในเทือกเขาหลัวฝูก่อน เพื่อปลุกปั่นกระแส"
"ส่วนข้าจะรอจังหวะที่เหมาะสม แล้วค่อยเผยตัวพร้อมตราศักดิ์สิทธิ์"
"ด้วยพลังของตราศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ผนวกกับฝีมือของท่านพ่อ สำนักเทียนซือจะต้องรักษาตำแหน่งในสิบแปดสำนักเอาไว้ได้อย่างมั่นคงแน่นอน"
เย่เทียนหลานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่กลับถามว่า "เจ้ารู้จักเขาดีแค่ไหน?"
"ไม่ค่อยดีนักเจ้าค่ะ แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวเขา" เย่อันหรานไม่ค่อยรู้จักเจียงอี้จริงๆ แต่จากการกระทำของเขาที่สำนักยุทธ์ชางโจว รวมถึงการที่เขาสามารถตีฝ่าวงล้อมหนีออกจากด่านไป๋หู่ได้ นางก็พอมองออกว่าเด็กคนนี้จะมีอนาคตที่ไกลเกินกว่าจะจินตนาการได้
พอเห็นสภาพอันอ่อนแอของสำนักเทียนซือในตอนนี้ นางก็ยิ่งรู้สึกโชคดีที่พาเจียงอี้กลับมาด้วย
เจียงอี้นั่งอยู่กลางลานบ้าน กำลังตรวจสอบร่างกายของตัวเอง
หลังจากเกิดเรื่องในวันนั้น ระดับพลังของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายของเขามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป
อย่างเช่น ทะเลลมปราณของเขาขยายใหญ่ขึ้นมาก เทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตทารกวิญญาณขั้นเก้าเลยทีเดียว
อีกอย่าง สัมผัสทางวิญญาณของเขาก็เฉียบคมขึ้นมาก เขาเคยสังเกตเห็นเรื่องนี้ตอนที่เดินทางข้ามดินแดนรกร้างมาแล้ว
นอกจากนี้ อุณหภูมิของเปลวไฟสีทองก็เพิ่มสูงขึ้นจนสามารถหลอมละลายก้อนหินได้อย่างช้าๆ
ดูเหมือนว่าตราวิญญาณจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วย มันเปล่งประกายสีทองอร่ามอยู่ตลอดเวลา จนเขาต้องพันผ้าเอาไว้ถึงสามชั้นเพื่อปกปิดมัน
แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เจียงอี้รู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขาเปลี่ยนไป ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างแทรกซึมเข้ามาในความทรงจำของเขา
เจียงอี้กำหมัด ปล่อยเปลวไฟสีทองออกมา แล้วสัมผัสมันอย่างตั้งใจ
เขาแข็งแกร่งขึ้น!
รู้สึกเหมือนได้รับการยกระดับในทุกๆ ด้าน!
แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เจียงอี้ส่ายหัว เลิกคิดเรื่องนี้ ในเมื่อมันไม่ได้ส่งผลเสียอะไร ก็ช่างมันเถอะ
เขายิ้มมุมปาก แล้วเรียกงูน้อยที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในเจดีย์ทองสัมฤทธิ์ออกมา
หลังจากฟักออกจากไข่ งูน้อยก็อาศัยอยู่ในมิติอันมืดมิดของเจดีย์ทองสัมฤทธิ์ พอจู่ๆ ก็โผล่มาอยู่ในมือเจียงอี้ มันก็ชะงักไปเล็กน้อย
ดวงตากลมโตสุกใสราวมณีจ้องมองเจียงอี้ พร้อมกับเอียงคออย่างน่ารักน่าเอ็นดู
หางที่แหลมคมดุจใบมีดแกว่งไปมาเบาๆ เกล็ดสีดำสนิทสั่นไหวน้อยๆ
เจียงอี้พินิจพิจารณาเจ้าตัวเล็กอย่างละเอียด มันดูไม่เหมือนงูยักษ์ที่เขาเจอในถ้ำเลยสักนิด
หรือว่ามันจะกลายพันธุ์จริงๆ?
เจ้างูน้อยตัวนี้มีสีดำสนิท เกล็ดของมันสะท้อนแสงแวววาว ลำตัวเรียวยาวประมาณครึ่งเมตร ขดตัวเป็นก้อนเล็กๆ
ปีกเล็กๆ ของมันดูบอบบางแต่กลับกว้างขวาง ไม่เหมือนปีกที่เล็กและแคบของแม่มันเลย
ครู่ต่อมา ตาของเจ้างูน้อยก็เป็นประกาย มันพุ่งพรวดขึ้นไปพันคอเจียงอี้ แล้วเลื้อยมาพันรอบแขน พร้อมกับกระพือปีกพับๆ
เจียงอี้ยิ้มออก การทำพันธสัญญาสำเร็จแล้ว!
"ปัง!!"
จู่ๆ ประตูบ้านก็ถูกผลักออกอย่างแรง กลุ่มชายหญิงวัยรุ่นท่าทางดุดันบุกรุกเข้ามา
เจ้างูน้อยตกใจ แต่ไม่ได้มุดหนี มันกลับกางปีกออก แยกเขี้ยวส่งเสียงขู่ฟ่อๆ อย่างเกรี้ยวกราด
หืม?
เจียงอี้พอใจกับปฏิกิริยาของเจ้าตัวเล็กมาก เขาเอื้อมมือไปจับมัน แล้วเก็บกลับเข้าไปในเจดีย์ทองสัมฤทธิ์ชั่วคราว
"มีธุระอะไร?"
กู่หลัวนำศิษย์สำนักเทียนซือกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาล้อมเจียงอี้ไว้ ก่อนจะโยนโซ่ตรวนให้เขาเส้นหนึ่ง
"มัดตัวเองซะ"
"หมายความว่าไง? จะส่งตัวข้าให้สำนักจินกังงั้นหรือ?"
"ถือว่าเจ้าฉลาด เราไม่อยากใช้กำลัง เจ้าจัดการตัวเองเถอะ"
"นี่พวกเจ้าตัดสินใจกันเอง หรือเป็นคำสั่งของสำนักเทียนซือ?"
"พวกเราเป็นตัวแทนของสำนักเทียนซือ!" กู่หลัวมองเจียงอี้อย่างเย็นชา ไม่ว่าเจ้านี่จะเป็นใคร มีความสัมพันธ์อะไรกับเย่อันหราน แต่ในเมื่อมันเป็นภัยคุกคามต่อสำนักเทียนซือ เขาจะไม่มีวันปรานีเด็ดขาด
"ขอโทษทีนะ ข้ายังไม่ได้เป็นคนของสำนักเทียนซือ พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งข้า"
"ในเมื่อไม่ใช่คนของสำนักเทียนซือ ก็ยิ่งต้องไสหัวออกไป"
"เจ้าชื่อกู่หลัวใช่ไหม? เหอะ ทีอยู่หน้าสำนัก ไม่เห็นทำเก่งกับคนของสำนักจินกังแบบนี้เลย เก่งแต่ในบ้านนี่นา ไปเรียนมาจากไหนล่ะวิชานี้"
"บังอาจ!" ศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังกู่หลัวตวาดลั่น
กู่หลัวจ้องตาเจียงอี้เขม็ง "อย่ามาทำเป็นอวดดี! รีบมัดตัวเองซะ!"
"ถ้าข้าไม่ทำล่ะ?" เสียงเย็นชาดังมาจากด้านหลัง
กู่หลัวไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นเย่อันหราน "ถ้าไม่ทำ พอคนของสำนักจินกังมาถึง สำนักเทียนซือจะเอาอะไรไปอธิบายกับพวกเขา?"
"ศิษย์พี่กู่หลัว เวลาผ่านไปแค่สามปี เจ้ากลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ยังไง"
"สามปีที่ผ่านมา ข้าได้เรียนรู้ที่จะอดทนอดกลั้น! แต่เจ้าล่ะ? ทำไมถึงยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตแบบนี้!"
เย่อันหรานรู้สึกผิดหวัง และไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงอีกต่อไป "เจียงอี้ ไปกันเถอะ คนของสำนักจินกังใกล้จะมาถึงแล้ว"
"ด้วยความขี้ขลาดของคนสำนักเทียนซือในตอนนี้ ข้ากล้าออกไปที่ไหนล่ะ?"
"เจ้าอยากจะอาละวาดแค่ไหนก็ทำไปเถอะ! ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่แค่ไหน ข้าจะรับผิดชอบเอง!"
(จบแล้ว)