- หน้าแรก
- ตำนานจักรพรรดิโอสถสยบสวรรค์
- บทที่ 53 - ตำหนักจิ่วเซียว
บทที่ 53 - ตำหนักจิ่วเซียว
บทที่ 53 - ตำหนักจิ่วเซียว
บทที่ 53 - ตำหนักจิ่วเซียว
"ท่านพ่อ เป็นเพราะข้าสร้างปัญหาให้ตระกูลเจียงใช่ไหม?" เจียงอี้คิ้วขมวดมุ่น
นี่มันหนีเอาชีวิตรอดชัดๆ
หรือว่าเขาคิดตื้นไป?
ราชวงศ์ไม่ได้เห็นความสำคัญของจวนอ๋องเจียงเพราะตราศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับต้องการทำลายจวนอ๋องเจียงให้สิ้นซากงั้นหรือ?
"ข้าเคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว เพียงแต่ยังตัดสินใจไม่ได้เท่านั้นเอง"
"เจ้าเป็นคนมอบความกล้าหาญในการจากไปให้กับข้า"
"ข้าดูแลด่านไป๋หู่มายี่สิบปี ข้าไม่เคยทำผิดต่อบรรพบุรุษ และข้าก็ไม่เคยทำผิดต่อชางโจวเลย"
เจียงหงอู่รู้สึกโล่งใจและไม่มีความอาลัยอาวรณ์ใดๆ อีกต่อไปแล้ว
"ข้าใจร้อนเกินไป ถ้าข้าปรึกษาท่านก่อน บางที..." ยังไม่ทันที่เจียงอี้จะพูดจบ เจียงหงอู่ก็ทำสีหน้าเคร่งขรึม แล้ววางมือลงบนบ่าของเจียงอี้
"อี้เอ๋อร์ เจ้าเพิ่งจะสิบสาม ยังเป็นแค่เด็ก จะให้คิดถี่ถ้วนทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้หรอก"
"เจ้าปลุกตราศักดิ์สิทธิ์ได้แต่ก็ไม่ลืมตัว ยังอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงไปหาสมุนไพรวิเศษในดินแดนรกร้าง นี่แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและความสามารถที่เกินวัย ข้าภูมิใจในตัวเจ้ามาก"
"การที่เจ้ากล้ายืนหยัดเพื่อจวนอ๋องเจียง กล้ายืนชี้หน้าด่าชาวชางโจวบนลานประลอง ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญที่คนในวัยเดียวกันไม่มี ข้ายิ่งภูมิใจในตัวเจ้าเข้าไปใหญ่"
"จำไว้นะ ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ก็จะไม่มีใครโทษเจ้าทั้งนั้น"
"เจ้าเก่งมากแล้ว และข้าก็เชื่อว่าในอนาคตเจ้าจะต้องเก่งกว่านี้แน่นอน"
เจียงอี้พยักหน้ารับอย่างฝืนๆ แต่ก็ยังไม่คาดคิดว่าเรื่องราวมันจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้ "เราจะไปที่ไหนกันขอรับ?"
"ไปหาท่านอาของเจ้าไง"
"ข้ามีท่านอาด้วยหรือ?"
"ข้าก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าท่านอายังมีชีวิตอยู่" เจียงหว่านเอ๋อร์วิ่งเหยาะๆ เข้ามา แม้จะรู้สึกลังเลนิดหน่อยที่ต้องจากไป แต่ก็เข้าใจการตัดสินใจของบิดาดี
นางกลับรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบกับท่านอาเสียด้วยซ้ำ
"แล้วเราจะเดินทางกันทางไหน?"
"ทางดินแดนรกร้างนี่แหละ ก่อนฟ้ามืดเราจะออกเดินทางกัน ท่านอาของเจ้าฝากของวิเศษมาให้ชิ้นหนึ่งเมื่อสามปีก่อน มันจะช่วยไล่ความมืดมิดในดินแดนรกร้างได้ เราจะลัดเลาะผ่านดินแดนรกร้าง เข้าสู่เทือกเขาหลัวฝู ท่านอาของเจ้าก็อยู่ที่หลัวฝู..." เจียงหงอู่กำลังจะอธิบายให้เจียงอี้ฟัง แต่จู่ๆ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป
จากขอบฟ้าอันไกลโพ้น มีเสียงนกร้องแหลมดังแว่วมา พร้อมกับแสงสว่างวาบๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆ และกำลังพุ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
เจียงหงอู่เพ่งตามอง "นั่นมันอินทรีอัสนีบาตไม่ใช่หรือ?"
กลุ่มคุกโลหิตที่ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วจวนอ๋องเจียงปรากฏตัวขึ้นที่ลานหน้าบ้าน ภายใต้หน้ากากสีขาวซีดเผยให้เห็นสีหน้าที่เคร่งเครียด
"ท่านอ๋อง เราเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้วขอรับ"
"องค์ชายสามนี่ฉลาดแกมโกงจริงๆ"
"ถึงกับไปเชิญพวกนั้นมาได้"
เจียงหงอู่ทำหน้าขรึม มือจับดาบเพลิงไว้แน่น แล้วตะโกนสั่งการ "คนของตระกูลเจียง มารวมตัวกันเดี๋ยวนี้!"
ชางหมิงรีบหันไปสั่งลูกน้อง "ไปส่งข่าวให้เยี่ยนเจิง คุนป๋อ และสยงจ้านหยวน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ก็ให้บุกฝ่าเข้ามาที่จวนอ๋อง คุ้มกันพวกเราหนีเข้าดินแดนรกร้างให้ได้"
ลูกน้องคุกโลหิตสามคนรับคำสั่ง แล้วรีบพุ่งตัวออกไปจากจวนอ๋องเจียงอย่างรวดเร็ว เพื่อไปแจ้งข่าวที่ป้อมปราการทั้งสาม
"ท่านพ่อ พวกนั้นเป็นใครกัน?" เจียงอี้แหงนมองท้องฟ้า แสงสว่างจ้าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพียงครู่เดียวก็มาปรากฏอยู่เหนือเมืองไป๋หู่ และกำลังมุ่งหน้ามายังจวนอ๋องเจียง
"ตำหนักจิ่วเซียว! หนึ่งในสามตำหนักใหญ่แห่งชายแดนเหนือ และเป็นอันดับหนึ่งด้วย"
"หลายสิบปีมานี้ ราชวงศ์คอยสนับสนุนตำหนักจิ่วเซียวอย่างลับๆ เพื่อดันให้พวกเขาขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในชายแดนเหนือ เอาไว้คานอำนาจกับจวนอ๋องเจียง"
"ปู่ของเจ้าก็อาจจะตายด้วยน้ำมือพวกมันนี่แหละ" เจียงหงอู่กำดาบเพลิงแน่น ไม่คิดเลยว่าจะประมาทพลาดท่าได้ขนาดนี้
คิดไม่ถึงเลยว่าองค์ชายสามจะไม่กลับเมืองหลวง และไม่ได้ขอคำสั่งจากราชวงศ์ แต่กลับไปขอยืมกำลังจากตำหนักจิ่วเซียวในชายแดนเหนือโดยตรง
"เรายังจะหนีทันไหมขอรับ?" เจียงหว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าตำหนักจิ่วเซียวนั้นทรงอำนาจมากแค่ไหน
ตอนแรกตั้งใจจะหนีออกไปตรงๆ แต่ดูท่าตอนนี้คงจะต้องฝ่าด่านออกไปซะแล้วสิ?
ผู้อาวุโสทั้งสิบสองคนรีบวิ่งหน้าตื่นมาสมทบ สีหน้าแต่ละคนดูไม่ได้เลย
องค์ชายคิดจะดักทางพวกเขาไว้ ถึงกับกล้าข้ามหน้าราชวงศ์ไปขอยืมกำลังจากตำหนักจิ่วเซียวเลยงั้นหรือ?
มิน่าล่ะถึงกล้ามาวางแผนการที่ชางโจว องค์ชายสามผู้นี้มีความเด็ดเดี่ยวไม่เบาเลย
"ขอถามเป็นครั้งสุดท้าย จะตามข้าไป หรือจะอยู่ที่นี่?" เจียงหงอู่ถามเสียงต่ำ
"พวกเราไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้!" ผู้อาวุโสสามและพรรคพวกตอบอย่างหนักแน่น มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาก็ต้องกัดฟันสู้ต่อไป
"แจ้งให้ทุกคนทราบ! คนที่พลังยังไม่ถึงขอบเขตต้นกำเนิดวิญญาณ ให้หาที่ซ่อนตัวให้ดี ส่วนคนที่ถึงขอบเขตต้นกำเนิดวิญญาณแล้ว เตรียมตัวสู้ตาย!"
"ไม่ต้องรอให้ข้าสั่งการแล้ว"
"ขอแค่สบทบกับเยี่ยนเจิงและพรรคพวกได้ วันนี้เราก็จะได้หนีเข้าดินแดนรกร้างแล้ว"
เจียงหงอู่วางแผนอย่างเยือกเย็น ขณะที่คนในตระกูลก็ทิ้งสัมภาระที่ไม่จำเป็น และรีบมารวมตัวกันที่ลานหน้าบ้าน
แม้ตระกูลเจียงจะตกต่ำลง แต่ก็ยังมีคนอยู่เยอะ นับรวมทั้งคนแก่และเด็กแล้วก็ปาเข้าไปห้าร้อยกว่าคน
"หว่านเอ๋อร์ ตามข้ามาติดๆ!" เจียงอี้และคนอื่นๆ ถูกจัดให้อยู่ตรงกลางวงล้อม รอบข้างเต็มไปด้วยใบหน้าเล็กๆ ที่ตื่นตระหนก
เขาเริ่มรู้สึกผิดที่ด่วนตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นจวนอ๋องเจียงก็คงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเช่นนี้
"อ๋องเจียง นี่จะรีบไปไหนหรือ?" อินทรีอัสนีบาตกว่ายี่สิบตัวพุ่งทะยานลงมาอยู่เหนือจวนอ๋องเจียง นกแต่ละตัวแผ่พลังสายฟ้าดุดัน เสียงร้องแหลมดังเสียดแทงแก้วหู พลังสายฟ้ารวมตัวกันบดบังท้องฟ้าเบื้องบน
เมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัว แผ่ปกคลุมอยู่เหนือจวนอ๋องเจียง
ชาวเมืองไป๋หู่กว่าครึ่งค่อนเมืองต่างแหงนหน้ามองมาทางนี้
องค์ชายสามพร้อมด้วยชายหญิงอีกห้าสิบกว่าคนกระโดดลงมาจากหลังอินทรีอัสนีบาต และมาลงจอดที่หน้าประตูจวนอ๋องเจียง
สายตาอันเฉียบคมของพวกเขาพุ่งทะลุประตูจวน จับจ้องไปยังเจียงหงอู่ที่อยู่ด้านใน
เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งในกลุ่มนั้นจ้องมองมาที่เจียงอี้ แววตาของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
"มาทำธุระที่ป้อมปราการ องค์ชายสามมีเวลาแวะมาที่เมืองไป๋หู่ด้วยหรือ?" เจียงหงอู่กระชับดาบเพลิงในมือ แอบกระตุ้นพลังรอยสักสีเลือดที่มือ
ผู้อาวุโสทั้งสิบสองคน ชายฉกรรจ์ในตระกูลกว่าร้อยคน และกองกำลังคุกโลหิตต่างก็เตรียมพร้อมรบ
เพียงแค่เผชิญหน้ากัน ความกระหายเลือดก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งกำแพงจวนอ๋อง
"ข้ามาเพื่อแสดงความยินดีกับท่านอ๋องเจียง" องค์ชายสามหัวเราะร่า
"ยินดีเรื่องอะไรหรือ?"
"หลังจากผ่านไปสองร้อยปี จวนอ๋องเจียงก็มีผู้ถือครองตราศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ฮ่องเต้จะต้องทรงดีพระทัยมากแน่ๆ วันนี้ข้ามาเพื่อพาเจียงอี้เข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้โดยเฉพาะ"
"ไม่รบกวนองค์ชายหรอก รอให้มีพระราชโองการลงมาก่อน ข้าจะพาเจียงอี้เข้าวังไปเข้าเฝ้าด้วยตัวเอง" เจียงหงอู่กวาดสายตามองประเมินพลังของศัตรู
"ฮ่องเต้ทรงเตรียมจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ไม่ค่อยมีเวลามาสนใจราชกิจเท่าไหร่ ข้าคิดว่าเราควรจะชิงไปเซอร์ไพรส์พระองค์ก่อนดีกว่า"
"นับดูแล้ว ท่านอ๋องกับฮ่องเต้ก็ไม่ได้พบหน้ากันมายี่สิบปีแล้วนี่นา สู้ยกหน้าที่ดูแลตระกูลเจียงให้เจียงหงหยางไปก่อน แล้วท่านก็เข้าวังไปกับเจียงอี้เสียเลย" องค์ชายสามจงใจเอ่ยชื่อเจียงหงหยางขึ้นมา
เมื่อถึงตอนนี้ เจียงหงหยาง เจียงเหริน ผู้อาวุโสใหญ่ และผู้อาวุโสรอง จึงเพิ่งจะโผล่มาจากที่ไกลๆ
ถ้าไม่มีองค์ชายสามคอยคุ้มกัน พวกเขาก็ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับเจียงหงอู่และคุกโลหิตหรอก
แต่เจียงหงหยางก็แอบทึ่งในตัวองค์ชายสาม ที่ไม่ได้กลับไปเมืองหลวง แต่กลับไปยืมกำลังคนจากตำหนักจิ่วเซียวมาแทน
โชคดีที่ทำแบบนี้ ไม่อย่างนั้นกว่าราชวงศ์จะตัดสินใจได้ องค์ชายสามพากำลังมาถึง เจียงหงอู่ก็คงจะหนีไปไกลแล้ว
"พี่ใหญ่ ท่านเหนื่อยมามากแล้ว..." เจียงหงหยางปั้นหน้ายิ้ม เดินมาข้างหน้า แต่พูดยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นออกมาจากข้างใน
"เก็บหัวของเจ้าไว้ให้ดีเถอะ! คราวหน้าเจอกัน ข้าจะมาเด็ดหัวเจ้าด้วยตัวเอง!"
ผู้อาวุโสใหญ่ตะโกนด่า "เจียงหงอู่ องค์ชายเสด็จมาถึงที่นี่แล้ว อย่ามาทำตัวเสียมารยาทกับครอบครัวเรานะ"
แต่เสียงของเขาที่ก้องไปทั่วถนน กลับไม่มีใครตอบรับเลย
ถูกเมินซะสนิท
ผู้อาวุโสใหญ่หางตากระตุก ตัวสั่นด้วยความโกรธ
"ท่านอ๋องเจียง องค์ชายสามอุตส่าห์มาเชิญด้วยตัวเอง ถือเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่ง รีบๆ ไปกันเถอะ" ยอดฝีมือจากตำหนักจิ่วเซียวเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
เมื่อก่อนพวกเขามีหน้าที่คานอำนาจกับจวนอ๋องเจียง แต่ตั้งแต่ที่เจียงหงอู่หาเรื่องใส่ตัวเมื่อยี่สิบปีก่อน พวกเขาก็ไม่เคยเห็นหัวจวนอ๋องเจียงอีกเลย
แต่ถ้าได้เป็นคนลงมือทำลายจวนอ๋องเจียงด้วยตัวเอง พวกเขาก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
แววตาของเจียงหงอู่เย็นเยียบลง ไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับพวกมันอีก
"องค์ชายสาม ทุกท่าน ไม่ต้องมาอ้อมค้อมกันแล้วล่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลเจียงของพวกเราขอประกาศแยกตัวออกจากแคว้นหลางหยา ใครกล้าขวาง อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!"
"แยกตัวออกจากแคว้นหลางหยางั้นหรือ? ข้าไม่ค่อยเข้าใจความหมายของท่านอ๋องเลย"
"แคว้นหลางหยาในวันข้างหน้า จะไม่มีจวนอ๋องเจียงอีกต่อไปแล้ว"
"หึๆ ท่านอ๋องเจียง ท่านยังทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ท่านคิดว่าแคว้นหลางหยาเป็นอะไรกัน? นึกอยากจะเป็นอ๋องก็เป็น นึกอยากจะไปก็สะบัดตูดหนีไปงั้นหรือ?"
"วันนี้ท่านมีแค่สองทางเลือกเท่านั้น คือยอมเข้าวังไปกับข้าพร้อมกับเจียงอี้ หรือไม่ก็... ให้คนของตระกูลเจียงทุกคน ไม่ว่าจะแก่หรือเด็ก เข้าวังไปกับข้าให้หมด"
"แค่พวกเจ้า ยังไม่มีน้ำหน้ามาทำกร่างในเมืองไป๋หู่หรอกนะ" เจียงหงอู่ปลดผ้าคาดหัวออก ตราวิญญาณที่หน้าผากส่องประกายดุจดวงอาทิตย์ เปลวไฟอันร้อนแรงพวยพุ่งออกมา
กองกำลังคุกโลหิตก็กำเคียวแน่น เตรียมพร้อมทะยานออกไปฟาดฟัน
"ท่านอ๋องเจียง บารมีไม่ลดลงเลยนะ"
จู่ๆ ก็มีเสียงอันทรงอำนาจดังมาจากเบื้องบน เมฆหมอกบนท้องฟ้าพลันปั่นป่วนราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก กว้างใหญ่ไพศาลและน่าเกรงขาม
เจียงหงอู่เงยหน้าขึ้นมองทันที สายตาอันเฉียบคมทะลุผ่านหมู่เมฆไปเห็นร่างกำยำร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนนั้น
"ซ่งเทียนสยง?"
"รองเจ้าตำหนักอันดับหนึ่งแห่งตำหนักจิ่วเซียว ซ่งเทียนสยง!" ผู้อาวุโสของตระกูลเจียงสูดลมหายใจเฮือก องค์ชายสามถึงกับเชิญเขามาด้วยหรือเนี่ย
องค์ชายสามยิ้มมุมปาก ตำหนักจิ่วเซียวไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา แถมเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับจวนอ๋องเจียงที่มีฐานะละเอียดอ่อนอีกด้วย
ดังนั้น เจ้าตำหนักจึงไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่ก็ยังส่งซ่งเทียนสยงมาตามคำขอร้องของเขา
และยอดฝีมืออีกห้าสิบกว่าคนนี้ ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีฝีมือฉกาจกาจของตำหนักจิ่วเซียวทั้งสิ้น
ระหว่างทางมาที่นี่ เขาได้ให้คำมั่นสัญญากับทุกคนแล้วว่า หากจัดการปัญหาที่ชางโจวได้สำเร็จ เขาจะไม่ลืมบุญคุณของทุกคนอย่างแน่นอน
(จบแล้ว)