- หน้าแรก
- มหาราชบุตรเขยไร้เทียมทาน
- บทที่ 28 - บทกวีดอกเหมย
บทที่ 28 - บทกวีดอกเหมย
บทที่ 28 - บทกวีดอกเหมย
บทที่ 28 - บทกวีดอกเหมย
"ใช่ขอรับ"
กวนหนิงอธิบาย "นี่คือการโยกย้ายตำแหน่งตามปกติ ไม่ได้ขัดต่อกฎระเบียบการแต่งตั้งขุนนางแต่ประการใด ใต้เท้าลูคงไม่ลำบากใจใช่ไหมขอรับ?"
แววตาของลูจ้าวหลิงฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน
กวนจงซาน เจิ้นเป่ยอ๋อง ผู้เป็นยอดขุนพล ทำไมถึงมีลูกชายที่ไม่ได้เรื่องได้ราวแบบนี้ สถานการณ์บีบคั้นถึงเพียงนี้แล้ว ยังไม่เห็นวี่แววของความร้อนใจ กลับมาขอเรื่องพรรค์นี้ ช่างเกินความคาดหมายจริงๆ
แต่หารู้ไม่ว่า กวนหนิงได้คิดทบทวนมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
เขาจะไปขออะไรได้ล่ะ?
ขอให้ท่านช่วยพูดปกป้อง ขอกราบทูลฝ่าบาทให้เลิกปราบปรามงั้นหรือ?
มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
สู้เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ดีกว่า การสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองต่างหากคือรากฐานที่สำคัญที่สุด
เขาต้องการสร้างเครือข่ายเส้นสายของตัวเอง และค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ...
"ข้าช่วยเจ้าได้ แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง"
"ท่านว่ามาได้เลยขอรับ"
ลูจ้าวหลิงกล่าวว่า "เจ้าต้องแต่งบทกวีชมดอกเหมยมาหนึ่งบท จะเป็นกลอนห้าคำหรือเจ็ดคำก็ได้ ไม่มีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติม ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ (15 นาที) ถ้าเจ้าแต่งไม่ได้ ก็กลับไปเสียเถอะ"
เขารู้สึกผิดหวังในตัวกวนหนิง น้ำเสียงที่ใช้จึงค่อนข้างเย็นชา
และนี่ก็ถือเป็นการทดสอบอย่างหนึ่งด้วย
ลูจ้าวหลิงเป็นผู้นำของพรรคเหมย เขารักดอกเหมยเป็นชีวิตจิตใจ และแน่นอนว่าเขาก็หลงใหลในบทกวีชมดอกเหมยเป็นอย่างมาก
"บทกวีชมดอกเหมยหรือ?"
ลูเหิงและคนอื่นๆ มองหน้ากัน นี่มันจงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ
ใครๆ ก็รู้ว่าซื่อจื่อผู้นี้บุ๋นไม่ได้บู๊ไม่เป็น จะไปแต่งบทกวีได้อย่างไร?
และพวกเขาก็รู้ดีว่า ลูจ้าวหลิงมีมาตรฐานในการตัดสินบทกวีชมดอกเหมยสูงมาก
"ฮ่าฮ่า"
ลูจวิ้นเยี่ยนหัวเราะเยาะ "ถ้าเรื่องตีคนน่ะ กวนซื่อจื่อคงพอไหว แต่ถ้าให้แต่งบทกวี มันก็คงจะฝืนความสามารถเขาเกินไปหน่อยกระมัง"
"แค่เงื่อนไขนี้เองหรือขอรับ?"
กวนหนิงไม่สนใจความคิดของคนอื่น แต่เอ่ยถามกลับไปแทน
น้ำเสียงแบบนี้?
เจ้าคิดว่ามันง่ายงั้นหรือ?
ช่างอวดดีไม่เบา
อันที่จริงกวนหนิงเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องโดนกลั่นแกล้ง สถานการณ์ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน ใครจะมาช่วยซื่อจื่อตกอับอย่างเขาฟรีๆ
"ใช่ แค่เงื่อนไขนี้แหละ"
ลูจ้าวหลิงตอบ "ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่เห็นต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเค่อเลย"
กวนหนิงพูดอย่างสบายๆ
บทกวีชมดอกเหมยมีตั้งมากมาย เขาสามารถท่องออกมาได้เป็นฉากๆ โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ
"ช่างอวดดีเสียจริง!"
ลูจวิ้นเยี่ยนทำเสียงขึ้นจมูก
"อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป บทกวีไม่ใช่ว่าจะแต่งกันได้สุ่มสี่สุ่มห้านะ"
น้ำเสียงของลูจ้าวหลิงเย็นชาลงไปอีก
เขารู้สึกผิดหวังในตัวกวนหนิงมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมถึงได้อวดดีขนาดนี้?
"กิ่งเหมยผลิบานซ่อนมุมกำแพง ท้าลมหนาวเบ่งบานเพียงลำพัง มองแต่ไกลรู้ว่ามิใช่เกล็ดหิมะ เพราะมีกลิ่นหอมโชยมาตามสายลม"
กวนหนิงท่องออกมาอย่างฉะฉาน โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ลูจ้าวหลิงที่กำลังจะอ้าปากสั่งสอนถึงกับชะงักไป คนอื่นๆ ก็ดูเหมือนจะยังตั้งตัวไม่ทัน
"เจ้าช่วยท่องอีกรอบได้ไหม ช้าๆ หน่อย"
ลูเหิงร้องขอ
สงสัยเขาจะท่องเร็วไปหน่อย
ก็มันคุ้นปากนี่นา บทกวีนี้ในชาติก่อนของเขา เด็กอนุบาลก็ท่องได้
กวนหนิงจึงท่องอีกรอบ คราวนี้เขาลดความเร็วลง เพื่อให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
"มองแต่ไกลรู้ว่ามิใช่เกล็ดหิมะ เพราะมีกลิ่นหอมโชยมาตามสายลม"
ลูจ้าวหลิงหลับตาพึมพำบทกวีนี้ซ้ำไปซ้ำมา
คนอื่นๆ ก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน
ด้วยอิทธิพลของลูจ้าวหลิง คนในตระกูลลูต่างก็ชื่นชอบดอกเหมยเป็นพิเศษ เมื่อพูดถึงดอกเหมย ก็ย่อมหลีกหนีบทกวีชมดอกเหมยไปไม่พ้น
"บทกวีชั้นยอด บทกวีชั้นยอด"
ดวงตาของลูจ้าวหลิงเป็นประกาย มือของเขากำที่วางแขนเก้าอี้แน่น แสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้น
เขากล่าวว่า "บทกวีบทนี้ใช้ภาษาเรียบง่าย ดูธรรมดาและถ่อมตน แต่กลับแฝงความหมายลึกซึ้ง ชวนให้ขบคิด"
"มุมกำแพง เป็นจุดที่ไม่สะดุดตา ไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น และยากที่จะมีใครมาชื่นชม สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย แต่ก็ยังคงหยัดยืนในอุดมการณ์ของตนเอง..."
ลูจ้าวหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจ้องมองกวนหนิง
นี่มันกำลังพูดถึงตัวเขาเองไม่ใช่หรือ?
ในตอนนี้ จวนเจิ้นเป่ยอ๋องกำลังถูกปราบปราม ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก นี่ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายหรอกหรือ?
"ท้าลมหนาวเบ่งบานเพียงลำพัง เน้นย้ำให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวต่อความหนาวเหน็บ ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามใคร... คำว่า 'เพียงลำพัง' บ่งบอกถึงความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ไม่สนใจสายตาผู้อื่น ยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย!"
"สองวรรคสุดท้าย คือหัวใจสำคัญของบทกวี เพราะมีกลิ่นหอมโชยมาตามสายลม กลิ่นหอม หมายถึง กลิ่นหอมของดอกเหมย เป็นการนำดอกเหมยมาเปรียบเปรยกับคน ท้าลมหนาวเบ่งบานเพียงลำพัง... ช่างเป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยม วรรคทองที่งดงาม สามารถถ่ายทอดคุณสมบัติของดอกเหมยออกมาได้อย่างไร้ที่ติ!"
ทุกคนต่างก็แย่งกันวิจารณ์บทกวีอย่างออกรสออกชาติ บรรยากาศแตกต่างจากความเงียบเหงากดดันในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
"นี่มัน... ขนาดนี้เลยหรือ?"
กวนหนิงประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ในเวลาต่อมา
บทกวีบทนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชาติก่อน แต่งโดยหวังอานสือ ถือเป็นบทกวีชมดอกเหมยที่คลาสสิกมาก
จังหวะนั้น กวนหนิงก็สัมผัสได้ถึงปราณแค้นสายหนึ่ง
"นี่เจ้าแต่งเองจริงๆ หรือ? ไม่ใช่ไปแอบจำของใครมาท่องหรอกนะ?"
ลูจวิ้นเยี่ยนมองกวนหนิงอย่างจับผิด
คำพูดของเขาดึงสติของทุกคนกลับมา
นั่นสิ บทกวีชมดอกเหมยที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะแต่งได้
ต่อจากนี้ไป วงการบทกวีชมดอกเหมยคงจะมีผลงานชิ้นเอกเพิ่มขึ้นมาอีกบทหนึ่งแล้ว ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก
แต่คุณชายเสเพลอย่างเขาจะแต่งได้จริงๆ หรือ?
พวกเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อ
เพราะที่ผ่านมา กวนซื่อจื่อผู้นี้ไม่เคยมีชื่อเสียงด้านบทกวีเลย
อ๊ะ ไม่สิ ก็พอมีอยู่บ้าง
เมื่อก่อนกวนซื่อจื่อชอบไปเที่ยวเตร่ตามหอนางโลมและสำนักโคมเขียว ก็เคยแต่งบทกวีทิ้งไว้บ้าง แต่พวกนั้นมันบทกวีชมหญิงงาม แต่นี่มันบทกวีชมดอกเหมย มันคนละเรื่องกันเลยนะ
"แน่นอน... ว่าข้าแต่งเอง"
กวนหนิงหน้าไม่อาย ตอบกลับไปหน้าตาเฉย ยังไงนี่ก็เป็นเรื่องปกติของคนทะลุมิตินี่นา
"เหลวไหล"
ลูจวิ้นเยี่ยนไม่เชื่อ
"ถ้าเจ้าแต่งเองจริงๆ ข้าจะยอมกินน้ำหมึกทั้งกล่องเลย"
ก็เป็นลูกเศรษฐีเสเพลเหมือนกัน จู่ๆ เจ้าก็แต่งบทกวีได้ขึ้นมา มันจะเป็นไปได้ยังไง
"แล้วเจ้ามีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าข้าไม่ได้แต่งล่ะ?"
กวนหนิงถามกลับ "ก่อนหน้านี้เจ้าเคยได้ยินบทกวีบทนี้มาก่อนหรือเปล่าล่ะ?"
ลูจวิ้นเยี่ยนเงียบไป เพราะเขาไม่เคยได้ยินจริงๆ
กวนหนิงพยายามปกป้องผลงานของตัวเองอย่างเต็มที่ เขาสังเกตเห็นแล้วว่า ลูจ้าวหลิงดูจะหลงใหลในบทกวีชมดอกเหมยเป็นพิเศษ นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะตีสนิทไม่ใช่หรือ?
ลูจ้าวหลิงเป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่ง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรชั้นดี จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
"แล้วเจ้ามีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าเจ้าแต่งเองล่ะ?"
ลูจวิ้นเยี่ยนถามกลับบ้าง
"แล้วเจ้ามีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าพ่อของเจ้าคือพ่อของเจ้าล่ะ?"
กวนหนิงสวนกลับทันควัน
"เจ้า..."
ลูจวิ้นเยี่ยนชะงักไป หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
ในเวลาเดียวกัน กวนหนิงก็สัมผัสได้ถึงปราณแค้น
สะใจโว้ย!
"นี่เจ้าไม่ได้กำลังชวนทะเลาะอยู่หรือไง?"
ลูจวิ้นเยี่ยนถาม
"เจ้าก็รู้ตัวนี่ว่ากำลังชวนทะเลาะอยู่?"
"เจ้า..."
ลูจวิ้นเยี่ยนเถียงไม่ออก โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง "ข้าเถียงสู้เจ้าไม่ได้หรอก แต่ยังไงซะบทกวีบทนี้เจ้าก็ไม่ได้แต่งเองแน่ๆ"
"จริงๆ แล้วจะพิสูจน์ก็ง่ายนิดเดียวนะ"
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้น
เธอคือลูอวิ๋นอวิ๋น หลานสาวของลูจ้าวหลิงนั่นเอง
"โอ๊ะ อวิ๋นอวิ๋นมีวิธีอะไรหรือ?"
ลูเหิงถามด้วยรอยยิ้ม
ดูออกเลยว่าเขารักและเอ็นดูลูอวิ๋นอวิ๋นมากแค่ไหน
ดวงตาของลูอวิ๋นอวิ๋นทอประกายซุกซน เธอเอ่ยขึ้นว่า "ก็ให้แต่งอีกบทสิเจ้าคะ บทกวีที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ไม่ใช่ผลงานดาดๆ ทั่วไป ต่อให้จะจ้างคนอื่นแต่งให้ ก็คงไม่ง่ายหรอกใช่ไหมเจ้าคะ?"
"อวิ๋นอวิ๋นฉลาดมาก"
ลูจ้าวหลิงกล่าวเสียงเรียบ "กวนหนิง เจ้าแต่งมาอีกสักบทสิ บทกวีนั้นยอดเยี่ยมมากก็จริง แต่จะยืมบทกวีของคนอื่นมาสร้างชื่อให้ตัวเองไม่ได้นะ"
เห็นได้ชัดว่า ลูจ้าวหลิงเองก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน
"พวกท่านไม่มีใครเชื่อข้าเลยหรือ?"
ไม่มีใครตอบ ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของพวกเขาอย่างชัดเจน
"ข้าเชื่อเจ้าค่ะ"
ลูอวิ๋นอวิ๋นกล่าว "แต่ข้าเชื่อก็ไม่มีประโยชน์หรอก ท่านต้องทำให้ท่านปู่เชื่อให้ได้"
เด็กสาวคนนี้ก็มีเหตุผลดีเหมือนกัน
แต่ท่าทีของคนอื่นๆ ทำให้เขาเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
นี่บีบให้เขาต้องโชว์ของสินะ!
(จบแล้ว)