- หน้าแรก
- มหาราชบุตรเขยไร้เทียมทาน
- บทที่ 12 - เข้าใจผิดแล้ว เอาใหม่
บทที่ 12 - เข้าใจผิดแล้ว เอาใหม่
บทที่ 12 - เข้าใจผิดแล้ว เอาใหม่
บทที่ 12 - เข้าใจผิดแล้ว เอาใหม่
เมื่อกวนหนิงพูดจบ เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณแค้นอันรุนแรงพุ่งเป้ามาที่เขาทันที โดยเฉพาะจากเติ้งหมิงจื้อที่รุนแรงที่สุด
บรรยากาศเงียบสงัดลงชั่วขณะ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่กวนหนิง
เจ้ากล้าพูดแบบนี้ออกมาได้อย่างไร?
นี่มันมาหาเรื่องกันชัดๆ!
ทุกคนต่างรู้ดีว่าพรุ่งนี้เติ้งหมิงหย่วนจะถูกเนรเทศ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ เจ้ากลับกล้าพูดว่าเป็นงานเลี้ยงอำลา
คำประชดประชันนี้ รุนแรงเกินไปแล้ว!
ไป๋หย่งเบิกตากว้าง ซื่อจื่อผู้นี้ช่างกล้าพูดจริงๆ โอหังจนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นี่มันงานอะไรกัน!
"กวนหนิง เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอะไร!"
เติ้งหมิงจื้อตวาดลั่น หน้าแดงก่ำ เดิมทีพวกเขาก็รังเกียจที่จะให้ใครพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ตอนนี้กวนหนิงกลับยกมาพูดต่อหน้าธารกำนัล นี่ไม่ใช่การตบหน้าแล้วจะเรียกว่าอะไร?
"ไม่ใช่หรือ?"
กวนหนิงแสร้งทำสีหน้าใสซื่อ "คนที่พวกท่านส่งไปส่งเทียบเชิญเมื่อคืนนี้เป็นคนบอกเองนี่นา รู้สึกจะชื่อไป๋หย่งอะไรนี่แหละ"
"เจ้า... อย่ามาใส่ร้ายกันนะ!"
ไป๋หย่งแทบจะสลบเพราะความโกรธ
ข้าไปพูดตอนไหน ข้าไปพูดแบบนั้นตอนไหน เจ้ามันเลวทรามเกินไปแล้ว!
ความเคียดแค้นนี้ช่างรุนแรงเหลือเกิน รุนแรงกว่าใครๆ ในที่นี้เสียอีก
กวนหนิงแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ แต่ยังคงทำหน้าตางุนงง
"เอ๊ะ? ไม่ใช่เจ้าเป็นคนพูดหรอกหรือ? ว่าวันนี้จัดงานเลี้ยงอำลาให้พี่หมิงหย่วน?"
กวนหนิงจ้องหน้าเขา
"ข้า..."
ไป๋หย่งโกรธจนหน้าซีดเผือด
"ข้าเคยพูดแบบนั้นเมื่อไหร่? อีกอย่าง ในเทียบเชิญก็มีเขียนบอกไว้ชัดเจน"
"เทียบเชิญน่ะหรือ เมื่อคืนข้านอนเร็วเลยลืมดูน่ะสิ อีกอย่าง เจ้าก็บอกข้ามาแล้ว ข้าจะไปเปิดดูทำไมล่ะ?"
ไป๋หย่งตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ตั้งแต่ต้นจนจบมีแต่เจ้าที่เป็นคนพูดทั้งนั้น ถ้าอธิบายเรื่องนี้ไม่เคลียร์ คุณชายใหญ่เอาเขาตายแน่!
"ข้า... ข้า..."
เขาโกรธจนพูดไม่ออก
ปราณแค้นรุนแรงเหลือเกิน
"กวนซื่อจื่อคงจะเข้าใจผิดไปแล้วล่ะมั้ง"
เติ้งชิวกล่าวเรียบๆ "วันนี้คืองานเลี้ยงฉลองที่ข้าได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ใช่งานเลี้ยงอำลาอย่างที่เจ้าว่า..."
ตาแก่คนนี้เก่งจริงๆ กวนหนิงลอบชมอยู่ในใจ
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่สัมผัสได้ถึงปราณแค้นจากตัวอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
นี่แสดงให้เห็นว่า เติ้งชิวนั้นมีจิตใจที่นิ่งสงบดุจน้ำนิ่ง
สมแล้วที่เป็นคนในระดับนี้ ไม่มีใครธรรมดาสักคน แค่ความเยือกเย็นนี้ก็เหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว
ศัตรูแบบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด
กวนหนิงหรี่ตาลง พลางกล่าวว่า "หรือว่าข้าเข้าใจผิดไปเอง?"
"พี่หมิงจื้อ?"
"พี่... หมิงจื้อ?"
เติ้งหมิงจื้อทำหน้ารังเกียจสุดขีด เจ้านี่มันหน้าด้านจริงๆ ใครเป็นพี่ของเจ้ากัน?
"ดูท่าทางข้าจะเข้าใจผิดจริงๆ แฮะ"
กวนหนิงหันไปพูดกับไป๋หย่งว่า "เจ้านี่ก็ช่างกระไร ไม่ยอมอธิบายให้ชัดเจน ดูสิ กลายเป็นเรื่องโอละพ่อไปเลย"
"เจ้า..."
ใบหน้าของไป๋หย่งซีดเผือดลงไปอีก ซ้ำยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยจนแทบจะยืนไม่อยู่ เพราะเขาปล่อยปราณแค้นออกมารุนแรงที่สุด จึงถูกดูดซับไปมากที่สุดเช่นกัน
"เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"
คนข้างๆ เอ่ยถามเขา
"เลว เลวทรามเกินไปแล้ว"
ไป๋หย่งเอาแต่พึมพำ
ตัวเจ้าเองที่ไร้ยางอาย แต่กลับโยนความผิดมาให้ข้า...
กวนหนิงเลิกสนใจเขาแล้ว หันไปหัวเราะร่า "เข้าใจผิดแล้ว เอาใหม่ เอาใหม่"
"ขอแสดงความยินดีที่ใต้เท้าเติ้งได้เลื่อนตำแหน่ง ข้าได้เตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มาให้ด้วย ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ขออุบไว้ก่อน"
"เข้าใจผิดแล้ว เอาใหม่?"
ทุกคนเบิกตากว้าง เรื่องแบบนี้มันให้เอาใหม่กันได้ด้วยหรือ เจ้าคิดว่านี่มันเป็นเรื่องล้อเล่นหรือไง?
ไป๋หย่งได้ยินเข้าก็แทบจะกระอักเลือดด้วยความโกรธ...
"เอาล่ะ พี่หมิงจื้ออย่าโกรธไปเลย ข้าเข้าใจผิดไปเองแหละ ใจกว้างหน่อยสิ ดูอย่างใต้เท้าเติ้งเป็นตัวอย่าง หัดเรียนรู้จากบิดาของเจ้าบ้าง"
กวนหนิงจงใจส่งยิ้มประจบประแจง
"เจ้า..."
ปราณแค้นรุนแรงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกระลอก
เติ้งหมิงจื้อรู้สึกอัดอั้นตันใจอยากจะระเบิดอารมณ์ แต่กวนหนิงเล่นพูดดักทางไว้แบบนี้ ในฐานะเจ้าภาพ เขาจะโวยวายก็ไม่ได้
"ฮึ่ม!"
เขาแค่นเสียงเยาะอย่างเย็นชา และเมินเฉยไม่สนใจอีก
"เอาล่ะ รีบเข้าไปกันเถอะ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว"
เติ้งชิวกล่าวตัดบท เป็นอันยุติเรื่องนี้
"เชิญ!"
"เชิญ!"
กวนหนิงเดินยิ้มร่าเข้าไปในงาน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าเติ้งหมิงจื้อกลับจ้องมองกล่องไม้ที่ผู้ติดตามของกวนหนิงถืออยู่ด้วยลางสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
เมื่อเข้าไปในจวน ทุกคนพากันหลบหลีกกวนหนิงราวกับเขาเป็นโรคระบาด แต่กวนหนิงกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำตัวตามปกติ
คนทั่วไปใครจะทนรับการกีดกันแบบนี้ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าซื่อจื่อคนนี้ซื่อบื้อจริงๆ หรือว่าหน้าหนากันแน่...
จวนของเติ้งชิวกว้างขวางและดูโอ่อ่าสมฐานะ ขุนนางระดับนี้ล้วนได้รับจวนพักอาศัยจากราชสำนัก กินเงินเดือนหลวง ย่อมมีความเป็นอยู่ที่ดีเยี่ยมเป็นธรรมดา
สิ่งที่สะดุดตาคือ เมื่อก้าวเข้าไปในจวน บริเวณมุมกำแพงด้านขวามือมีกรงเหล็กตั้งอยู่ ภายในกรงมีสุนัขตัวหนึ่งถูกขังไว้ มันมีขนสีเทาดำ ตัวใหญ่โตมโหฬาร แม้จะแค่นอนหมอบอยู่ แต่ก็แผ่กลิ่นอายความดุร้ายออกมา
จังหวะนั้น เติ้งหมิงจื้อปรายตามองกวนหนิงแวบหนึ่ง ก่อนจะผิวปากเบาๆ
เมื่อได้ยินเสียงผิวปาก สุนัขที่กำลังหมอบอยู่อย่างสงบก็พลันแยกเขี้ยว เห่ากรรโชกใส่กวนหนิงอย่างเอาเป็นเอาตาย...
"เอ๊ะ?"
เติ้งหมิงจื้อแสร้งทำเป็นประหลาดใจ "เมื่อครู่มันยังนอนสงบอยู่เลย เหตุใดพอกวนซื่อจื่อก้าวเข้ามา มันถึงได้เห่ากรรโชกไม่หยุดเล่า?"
"ท่านว่าสาเหตุคืออะไรกัน?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พากันหัวเราะครืน นี่มันจงใจฉีกหน้ากันชัดๆ หมาไม่เห่าคนอื่น แต่ทำไมถึงเห่าแต่เจ้าคนเดียวล่ะ?
ตอนนั้นเอง ชายอายุราวๆ สามสิบต้นๆ ไว้หนวดทรงแปดจีน ก็ก้าวออกมา แล้วจงใจพูดเสียงดังว่า "สงสัยว่ากวนซื่อจื่อจะทำตัวโอ้อวดเกินไป จนแม้แต่สุนัขยังทนดูไม่ได้ล่ะมั้ง?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
เติ้งหมิงจื้อส่งสายตาชื่นชมให้ชายคนนั้น นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ
เมื่อกี้โดนข่มไปตั้งเยอะ ต้องเอาคืนให้สาสม...
"ต้องเป็นเช่นนั้นแน่"
อีกคนผสมโรง "ได้ยินมาว่าสัตว์เลี้ยงของคุณชายเติ้งตัวนี้แสนรู้ยิ่งนัก สามารถแยกแยะสิ่งผิดปกติได้ การที่มันจู่ๆ ก็เห่ากรรโชกขึ้นมา ย่อมต้องมีความผิดปกติแน่นอน"
เขาตีหน้าขรึมพูดเป็นจริงเป็นจัง
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
คนรอบข้างพากันหัวเราะร่วน
สิ่งผิดปกติที่ว่า จะหมายถึงใครได้อีกถ้าไม่ใช่กวนหนิง?
"ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน ว่าสัตว์บางชนิดมีสัมผัสพิเศษ สามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น..."
คนผู้นี้แสร้งทำเป็นพูดจาลึกลับซับซ้อน แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่กวนหนิง
ส่วนคนอื่นๆ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พากันถอยห่างจากกวนหนิงเพื่อเว้นระยะ
นี่มันเป็นการหยามเกียรติกันอย่างรุนแรง
เติ้งหมิงจื้อยิ้มกว้างยิ่งขึ้น รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อก่อนไม่ว่ากวนหนิงจะไปที่ไหน เขาก็มักจะเป็นจุดสนใจ เป็นเป้าหมายที่ใครๆ ก็อยากประจบสอพลอ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าเสียมารยาทด้วย
แต่ตอนนี้สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตร ทุกคนพากันรังเกียจเดียดฉันท์ ความรู้สึกตกต่ำแบบนี้ต่างหาก ถึงจะเป็นการโจมตีกวนหนิงได้อย่างเจ็บปวดที่สุด!
ความคิดแล่นผ่านไป เขาจึงส่งสายตาชื่นชมไปยังคนที่ออกหน้าเป็นลูกคู่เมื่อครู่
นี่ทำให้คนอื่นๆ ตระหนักได้ว่า การโจมตีกวนหนิงสามารถแลกกับความดีความชอบได้ นี่มันเป็นโอกาสทองไม่ใช่หรือ?
ในเมื่อใต้เท้าเติ้งกำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด มีใครบ้างไม่อยากจะเข้าไปประจบประแจง?
ไม่เห็นหรือว่าใต้เท้าเติ้งเองก็ยืนเงียบยอมรับ แม้แต่ใต้เท้าสวีและใต้เท้าอู๋ก็ยังหยุดยืนดู
โอกาสทำคะแนนแบบนี้ พลาดไม่ได้เด็ดขาด ถึงจะพูดอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อยก็ช่วยเป็นลูกคู่ผสมโรงก็ยังดี
ตอนนั้นเอง ชายคนหนึ่งก็ก้าวออกมา ชายผู้นี้อายุราวสี่สิบ รูปร่างท้วม หน้าผากกว้าง หูใหญ่ ตำแหน่งของเขาในที่นี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เขาคือ หลี่ปิ่ง ขุนนางกรมราชพาหนะสังกัดกรมกลาโหม ขุนนางระดับห้ารอง
เขามีเส้นสายอยู่บ้าง อุตส่าห์ดิ้นรนมาหลายปีจนได้ตำแหน่งนี้ แต่ก็มาถึงทางตันแล้ว จึงหวังจะเกาะใบบุญของเติ้งชิวเพื่อเลื่อนขั้นต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
ทว่าตัวเขาเองไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไรมากมาย พูดจาอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง อาศัยความฉลาดเฉลียวชั่วครู่ จึงเอ่ยขึ้นว่า "เคยได้ยินกิตติศัพท์ของสัตว์วิเศษที่คุณชายเติ้งเลี้ยงไว้มานาน วันนี้ได้ประจักษ์กับตา ช่างสง่างามสมคำร่ำลือจริงๆ..."
หลี่ปิ่งพยายามประจบประแจงอย่างสุดความสามารถ เขารู้ดีว่านี่คือของโปรดของคุณชายเติ้ง แม้แต่เติ้งชิวเองก็ยังมักจะพูดถึงบ่อยๆ
เป็นดังคาด เติ้งหมิงจื้อมีสีหน้าพึงพอใจอย่างมาก
หลี่ปิ่งจึงพูดต่อว่า "เพียงแต่สัตว์วิเศษตัวนี้ดูคล้ายหมาป่าก็จริง แต่ก็คล้ายสุนัข เป็นหมาป่าหรือเป็นสุนัขกันแน่ แยกแยะยากยิ่งนัก!"
"เป็นหมาป่าหรือเป็นสุนัข?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ กวนหนิงก็หลุดหัวเราะออกมา
(จบแล้ว)