เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - เป็นแค่อุบัติเหตุ

บทที่ 11 - เป็นแค่อุบัติเหตุ

บทที่ 11 - เป็นแค่อุบัติเหตุ


บทที่ 11 - เป็นแค่อุบัติเหตุ

"นี่คืองานเลี้ยงส่วนตัว ไม่ใช่งานราชการที่เป็นทางการ แต่ก็ยังต้องระวังเรื่องผลกระทบ ฝ่าบาททรงเข้มงวดเรื่องวินัยขุนนาง ข้าในฐานะผู้ตรวจการ จะไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างได้อย่างไร?"

อู๋ชิงคุนหัวเราะเบาๆ ซึ่งทำให้หลายคนประหลาดใจ ปกติแล้วเขามีฉายาว่าผู้ตรวจการหน้าหยก เคยถวายฎีกาถอดถอนขุนนางมาแล้วไม่รู้กี่คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเจิ้นเป่ยอ๋อง กวนจงซาน รวมอยู่ด้วย...

คนที่ควรมาและคนที่สามารถมาได้ต่างก็มากันหมดแล้ว ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเริ่มงานเต็มที แต่ทำไมคนที่ไม่สมควรมาถึงยังไม่ปรากฏตัวอีกล่ะ?

"เหตุใดกวนซื่อจื่อถึงยังไม่มา? เมื่อวานเขารับปากไว้แล้วว่าจะมานี่นา"

ตอนนั้นเอง ไป๋หย่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็โพล่งขึ้นมา

เขาจงใจพูดขึ้นมา ด้วยฐานะของเขานั้นเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นคนเปิดประเด็น เป็นแค่คนดูแลจวนตระกูลเติ้ง จะพูดจาโผงผางไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...

"นั่นสิ กวนซื่อจื่อทำไมยังไม่มา?"

สิ้นเสียงของเขา ก็มีคนผสมโรงทันที

"เกรงว่าจะไม่กล้ามาล่ะมั้ง?"

"เด็กคนนี้โอหังมาแต่ไหนแต่ไร กล้าตบหน้าคุณชายเติ้งกลางประตูเมือง ซ้ำยังสังหารจูเหนิง เกรงว่าคงไม่มีเรื่องไหนที่เขาจะหวาดกลัวกระมัง!"

"ตอนนั้นเขายังไม่รู้สถานการณ์ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เขาก็น่าจะพอรู้ตัวบ้างแหละ"

"ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะรู้ตัว แต่หมอนี่ไม่มีทางเด็ดขาด"

"ก็จริงนะ!"

ผู้คนจำนวนมากร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ แน่นอนว่าเติ้งชิวและคนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้

"น่าเสียดายจริงๆ เดิมทีตั้งใจจะขอบคุณกวนซื่อจื่อให้ดีเสียหน่อย"

เติ้งหมิงจื้อกล่าวขึ้น

"ฮ่าฮ่า!"

คนรอบข้างพากันหัวเราะร่วน พูดเช่นนี้ก็ไม่ผิดนัก หากไม่มีจุดเปลี่ยนนี้ เติ้งชิวก็คงไม่ได้เลื่อนตำแหน่งจริงๆ

"ไปกันเถอะ ใกล้จะเริ่มงานแล้ว"

เติ้งชิวส่ายหน้า ดูเหมือนว่าซื่อจื่อจอมเสเพลผู้นั้นคงจะไม่มาแล้วจริงๆ

"ทุกท่าน เชิญ!"

"ใต้เท้าอู๋ เชิญขอรับ!"

ขณะที่กลุ่มคนกำลังเตรียมตัวจะเดินเข้าจวน ทันใดนั้นก็มีคนร้องขึ้นมาว่า "นั่นใครมาน่ะ?"

เมื่อมองไปตามเสียง ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามา รถม้าคันนี้หรูหราโอ่อ่าเป็นอย่างยิ่ง ตัวรถเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขอบตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลัก ด้านนอกมีหน้าต่างฉลุลายประณีตเพื่อให้มองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้สะดวก รอบด้านประดับด้วยผ้าม่าน ตรงกลางหลังคามีม่านอ่อนผืนหนึ่งถูกเลิกขึ้น ประดับประดาด้วยกระดิ่งทองเหลืองและพู่ห้อย

หัวงอนรถม้าเป็นรูปหัวสัตว์ร้ายที่ดูน่าเกรงขาม ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงฐานะอันสูงศักดิ์ของเจ้าของรถ!

แถมรถม้าคันนี้ยังใช้ม้าลากถึงสี่ตัว ม้าเหล่านั้นตัวใหญ่และกำยำกว่าม้าทั่วไป สีขนกลมกลืนเป็นสีเดียวกัน ดูสง่างามหาใดเปรียบ!

จำนวนม้าที่ใช้ลากรถนั้นมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ องค์ฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถใช้ม้าแปดตัวลากรถได้ ชินอ๋องและฟานอ๋องใช้ม้าหกตัว องค์ชายและองค์หญิงใช้ม้าสี่ตัว ขุนนางในราชสำนักทั่วไปใช้ได้ไม่เกินสองตัว ส่วนคนส่วนใหญ่ใช้ได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น

ฐานะแตกต่างกัน ระดับชั้นก็ย่อมแตกต่างกันไป

การปรากฏตัวของรถม้าคันนี้ดึงดูดสายตาทุกคู่ในทันที ช่างโอ้อวดเกินไปแล้ว!

"นี่มัน?"

ในหัวของทุกคนปรากฏชื่อหนึ่งขึ้นมาพร้อมกัน

คนที่กล้าทำตัวโอ้อวดเช่นนี้ นอกจากซื่อจื่อจอมเสเพลผู้นั้นก็คงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว นี่คือกวนซื่อจื่อมาแล้ว!

รถม้าใกล้จะถึงหน้าประตูจวนตระกูลเติ้งแล้ว แต่ความเร็วกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ทางนี้มีคนยืนอยู่เต็มไปหมด ดูราวกับว่ารถม้าตั้งใจจะพุ่งชนเข้ามา...

"ใต้เท้าสวี รีบหลบเร็วเข้า!"

"ใต้เท้าอู๋!"

"รีบหลบเร็ว!"

"ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย!"

ฝูงชนแตกตื่นลุกลี้ลุกลน หากรถม้าพุ่งเข้ามาจริงๆ ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา พร้อมกันนั้นพวกเขาก็โกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด!

ซื่อจื่อจอมเสเพลคนนี้ทำเกินไปแล้ว!

แต่สวีฉางอิง เสนาบดีกรมกลาโหม และผู้ตรวจการฝ่ายขวาแห่งสำนักผู้ตรวจการกลับยืนนิ่งสงบ หันหน้ามองตรงไปโดยไม่ขยับฝีเท้าแม้แต่ก้าวเดียว...

และในตอนนั้นเอง รถม้าก็หยุดลงอย่างนิ่มนวล จากตรงนี้ทำให้เห็นได้ว่า ม้าทั้งสี่ตัวนี้ถูกฝึกมาอย่างดี และคนขับรถม้าก็มีฝีมือยอดเยี่ยมเช่นกัน

แม้รถม้าจะหยุดแล้ว แต่ความหวาดผวาที่สร้างให้กับผู้คนกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย!

โอหังเกินไปแล้ว!

คนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์หรือไม่ก็ร่ำรวย พวกเขามองออกว่า นี่เป็นความจงรักตั้งใจอย่างแน่นอน!

"ไอ้เด็กบ้า!"

ขุนนางคนหนึ่งสบถด่าเสียงต่ำ

สีหน้าของเติ้งชิวก็ดูไม่สู้ดีนัก วันนี้เขาเป็นคนจัดงานเลี้ยง หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คนที่เสียหน้าก็คือเขา...

ท่ามกลางสายตาของทุกคน กวนหนิงก้าวลงมาจากรถม้า

พวกเขาทายไม่ผิด รถม้าคันนี้เป็นของกวนหนิงจริงๆ และเขาก็จงใจทำแบบนั้นจริงๆ

เขาสวมชุดผ้าไหมสีม่วง รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ทำให้หลายคนแอบอิจฉาในใจ แต่ทันใดนั้นความอิจฉาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง คนเยอะแยะขนาดนี้ เขายังกล้าทำเรื่องแบบนี้อีก

โอหังจนไม่เห็นหัวใครแล้ว!

แต่กวนหนิงกลับยิ้มอย่างเบิกบานใจ

ปราณแค้นอันมหาศาลและเข้มข้นพุ่งเข้าใส่หน้า ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างชัดเจน

แข็งแกร่งขึ้นแล้ว!

จะบอกว่าแข็งแกร่งขึ้นตรงไหนก็อธิบายไม่ถูก แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนมาก

"ทำไมล่ะ? ซื่อจื่ออย่างข้ามาถึงแล้ว ไม่ต้อนรับกันหรือ?"

เมื่อดึงสติกลับมา กวนหนิงมองดูฝูงชนตรงหน้าแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกวนอวัยวะเบื้องล่าง

"ไอ้คนโอหังบังอาจ!"

คราวนี้เติ้งหมิงจื้อตะคอกด่าทันที เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว

ขุนนางผู้ใหญ่และผู้มีชื่อเสียงอยู่ที่นี่ตั้งมากมาย ซ้ำยังมีขุนนางระดับสองถึงสองท่าน... กวนหนิงทำเกินไปจริงๆ

"ใต้เท้าสวี ใต้เท้าอู๋ และใต้เท้าทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่"

เติ้งหมิงจื้อก้าวออกมาแล้วชี้หน้าด่า "เจ้ายังกล้าขับรถม้าพุ่งชนเข้ามาอีก ช่างไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาเลย!"

"โอ้?"

"เจ้าหมายถึงเรื่องนี้น่ะหรือ?"

กวนหนิงทำหน้าซื่อตาใส อธิบายว่า "เดิมทีรถม้าก็วิ่งมาดีๆ แต่พอม้าเห็นคนเยอะแยะยืนอออยู่ตรงนี้ มันก็เลยตกใจ อันที่จริงข้าเองก็ตกใจแทบแย่เหมือนกัน..."

"เจ้า..."

เติ้งหมิงจื้อและคนอื่นๆ โกรธจัด เจ้าจงใจชัดๆ ยังกล้าบอกว่าตกใจแทบแย่อีกหรือ?

ปราณแค้นยิ่งเพิ่มสูงขึ้น คุ้มค่าที่มาจริงๆ กวนหนิงยิ้มกริ่มในใจ

"เอาล่ะ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร กวนซื่อจื่อ เข้ามาคารวะใต้เท้าสวีและใต้เท้าอู๋สิ"

จังหวะนั้นเติ้งชิวก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

นี่แหละจิ้งจอกเฒ่าตัวจริง ถึงกับไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย

กวนหนิงจำเติ้งชิวได้ เคยเจอกันครั้งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน

"ท่านนี้คือเสนาบดีกรมกลาโหม ใต้เท้าสวี"

"ท่านนี้คือผู้ตรวจการฝ่ายขวา ใต้เท้าอู๋"

เติ้งชิวแนะนำทีละคน

ทำให้กวนหนิงรู้สึกลอบตกใจ บุคคลระดับนี้ยังมาร่วมงาน เติ้งชิวจงใจใช้บารมีข่มคนอื่นชัดๆ นี่ไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองเลื่อนตำแหน่งแล้ว แต่เป็นการชุมนุมเพื่อต่อต้านจวนเจิ้นเป่ยอ๋องต่างหาก!

กวนหนิงรู้ดีว่า ปัจจุบันนี้มีวิธีการปราบปรามอยู่สองรูปแบบ หนึ่งคือพุ่งเป้าไปที่อวิ๋นโจวทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง การที่กรมกลาโหมยึดอำนาจทหารคืนคือจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นก็จะส่งขุนนางต่างๆ เข้าไปประจำการ เพื่อค่อยๆ ทำลายฐานอำนาจ

สองคือ พุ่งเป้ามาที่ตัวเขา

กดหัวเขาให้จมมิด

แค่นี้ก็สามารถยุบจวนเจิ้นเป่ยอ๋องได้แล้ว

คนอื่นๆ ย่อมรู้เรื่องนี้ดี ตอนนี้ต่างก็ยิ้มเยาะอยู่ในใจ

กวนหนิงในตอนนี้เป็นเพียงซื่อจื่อตกอับ คงมีชีวิตสุขสบายได้อีกไม่กี่วันแล้ว

"กวนซื่อจื่อ ถึงเวลาที่ควรจะรักษามารยาทสักหน่อยแล้วนะ?"

เติ้งหมิงจื้อเตือนอยู่ข้างๆ

"นั่นสิ นั่นสิ"

กวนหนิงหัวเราะฮ่าๆ "คารวะใต้เท้าทั้งสองขอรับ"

สองคนนี้คือศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจของบิดาเขา ตอนนี้รีบกระโดดออกมาเปิดตัว เจตนามันชัดเจนมาก

ทว่า สวีฉางอิงและอู๋ชิงคุนกลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง หรือตอบรับคำทักทาย พวกเขาเดินตรงเข้าไปในจวนทันที

เมิน!

เมินกันซึ่งๆ หน้า!

ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของคนอื่นๆ พวกเขารู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง การได้เห็นกวนหนิงหน้าแตกทำให้พวกเขามีความสุข

"หือ?"

ตาแก่สองคนนี้มีของแฮะ

กวนหนิงไม่ได้โกรธ วันเวลาอยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล พวกท่านทำให้ข้าหน้าแตก ข้าก็จะทำให้พวกท่านอยู่ไม่เป็นสุขเหมือนกัน

"หลานชาย ในเมื่อมาแล้วก็ทำตัวให้สงบเสงี่ยมหน่อย อย่าทำให้ชื่อเสียงของเจิ้นเป่ยอ๋องต้องมัวหมองล่ะ"

เติ้งชิวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

"ข้าก็ขอฝากคำเตือนไว้ให้เจ้าประโยคหนึ่ง เก็บอาการไว้บ้างจะดีกว่านะ"

เติ้งหมิงจื้อแค่นหัวเราะ

คนอื่นๆ ต่างก็ยืนมองด้วยสายตาเย็นชา จงใจกีดกันกวนหนิงออกจากกลุ่ม...

แต่กวนหนิงกลับหัวเราะร่วน ไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

"เอาของขวัญที่ข้าเตรียมมาไปหยิบมาสิ"

"ยังมีของขวัญมาด้วยหรือ?"

เติ้งหมิงจื้อหรี่ตามองกวนหนิงอย่างเคลือบแคลง

"แน่นอนสิ"

กวนหนิงทำหน้าเศร้าสร้อย "หมิงหย่วน สหายรักของซื่อจื่ออย่างข้า พรุ่งนี้ต้องจากเมืองหลวงไปถูกเนรเทศ งานเลี้ยงอำลาแบบนี้ ข้าจะมามือเปล่าได้อย่างไร?"

เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของทุกคนต่างก็เปลี่ยนไป

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 11 - เป็นแค่อุบัติเหตุ

คัดลอกลิงก์แล้ว