- หน้าแรก
- ตำนานกระบี่สนิมกลืนฟ้า
- บทที่ 18 - จ้าววัวมารขั้นแรก
บทที่ 18 - จ้าววัวมารขั้นแรก
บทที่ 18 - จ้าววัวมารขั้นแรก
บทที่ 18 - จ้าววัวมารขั้นแรก
"โอ๊ย ปวดจัง!"
เมื่อสติของจวงอู๋เต้าค่อยๆ ฟื้นคืน เขาก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางออกมา
เขาชกต่อยวิวาทตามท้องถนนมาตั้งแต่เด็ก โดนอัดมาก็ไม่น้อย ครั้งที่เจ็บหนักที่สุดคือโดนฟันไปตั้งสิบแปดแผล เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ขนาดเจ็บหนักปางตาย เขาก็ยังไม่ยี่หระ ยังหัวเราะร่าคุยโวได้สบายๆ ถือเป็นวีรกรรมที่น่าภาคภูมิใจด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้แล้ว อาการบาดเจ็บครั้งนั้นมันเทียบไม่ติดเลยสักนิด
เขารู้สึกเหมือนมีค้อนเหล็กหนักนับสิบล้านจินกระหน่ำทุบตีลงบนร่างกาย บดขยี้แขนขา หน้าอก และช่องท้องของเขาจนแหลกละเอียด กล้ามเนื้อทุกมัดกระตุกเกร็งไม่หยุด ไม่มีส่วนไหนในร่างกายที่ไม่เจ็บปวด มันเจ็บร้าวลึกไปถึงกระดูก เจ็บจนแทบทนไม่ไหว
ในเวลานี้ จวงอู๋เต้าแทบจะอยากสลบไปอีกรอบ จะได้ไม่ต้องมารับรู้ความเจ็บปวดทรมานขนาดนี้
และทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ท้ายทอยของเขาก็โดนอะไรบางอย่างฟาดเข้าอย่างแรงอีกครั้ง
จวงอู๋เต้าหน้ามืดไปอีกรอบ ก่อนจะหมดสติไป เขาสบถด่าในใจไม่หยุด อีบ้าเอ๊ย นี่มันเล่นตลกอะไรกันเนี่ย?
ครั้งแรกอาจจะโดนลอบกัดโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ครั้งนี้เขารู้สึกได้ชัดเจนเลยว่า ตัวการที่ทุบเขาจนสลบก็คือกระบี่ผุพังเล่มนั้น และแน่นอนว่าต้องเป็นฝีมือของจิตวิญญาณกระบี่อวิ๋นเอ๋อร์ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
ระหว่างที่สลบไสลไม่ได้สติ จวงอู๋เต้ารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกหลายครั้ง และทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา ก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น พอคิดถึงตำนานนรกขุมที่สิบแปดที่มีการทอดในกระทะทองแดงหรือการถอนลิ้น ความเจ็บปวดมันก็คงประมาณนี้แหละ
ทว่าในครั้งที่เจ็ดที่เขาฟื้นขึ้นมา เขากลับพบว่าตัวเองกำลังนอนหงายอยู่ มีเพียงแค่อาการคันยุบยิบตามร่างกายเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ามันรู้สึกสบายกว่าก่อนหน้านี้ลิบลับ
"หายปวดแล้วเหรอ?"
จวงอู๋เต้างุนงงเล็กน้อย เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนแผ่หลาอยู่ก้นหลุมลึกแห่งนี้
หินหล่อเลี้ยงปราณรอบๆ ตัวแตกละเอียดกลายเป็นผุยผงไปหมดแล้ว ส่วนกระบี่ชิงอวิ๋นยังคงลอยคว้างอยู่กลางอากาศ อวิ๋นเอ๋อร์กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตัวกระบี่ แหงนหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่ปากหลุมด้วยท่าทีเหม่อลอย ไม่รู้ทำไม ท่าทางของนางถึงได้ดูน่าทะนุถนอมนัก
จวงอู๋เต้าอึ้งไปพักใหญ่ กว่าสติสัมปชัญญะจะกลับมาครบถ้วน จากนั้นเขาก็โพล่งออกไปด้วยความโมโห "ทำไมต้องตีข้าให้สลบด้วย?"
อวิ๋นเอ๋อร์ยังคงเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน จนกระทั่งจวงอู๋เต้าเริ่มหงุดหงิด นางถึงได้ก้มหน้าลงมาแล้วตอบว่า "การฝึกวิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมารแบบเร่งรัดไม่ใช่วิธีฝึกที่ถูกต้อง เวลาแค่สามวัน จะให้ได้ผลลัพธ์เท่ากับการฝึกอย่างหนักถึงสามสิบปี มันก็เหมือนกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายใหม่ทั้งหมดนั่นแหละ ขั้นตอนมันเจ็บปวดมาก ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำก็ยังแทบจะทนไม่ไหว ถึงแม้นายท่านจะมีจิตใจที่เข้มแข็งกว่าคนทั่วไปมาก ทว่าท่านก็ยังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่เคยฝึกฝนพลังจิตมาก่อน ข้าเกรงว่าหากท่านรับพลังวิญญาณฟ้าดินเข้าไปในขณะที่ยังฝึกวิชาคงกระพันไม่สำเร็จ จิตวิญญาณของท่านอาจจะได้รับความเสียหาย และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคตได้ ข้าจึงตัดสินใจทำไปโดยพละการ ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ"
ขณะที่พูด สายตาอันเย็นชาของอวิ๋นเอ๋อร์ก็จับจ้องมาที่จวงอู๋เต้า "หรือนายท่านคิดว่าตัวเองทนความเจ็บปวดขนาดนั้นได้?"
จวงอู๋เต้าอดนึกถึงตอนที่ตัวเองตื่นขึ้นมากลางคันไม่ได้ ความทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะทนรับไหวจริงๆ
พอมานึกย้อนดูตอนนี้ เขายังรู้สึกหวาดผวาไม่หาย จำได้ว่าตอนที่ฟื้นขึ้นมาครั้งหลังๆ แล้วโดนทุบจนสลบไปอีก ในใจเขายังแอบรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำ แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
เมื่อหาเรื่องด่าต่อไม่ได้ จวงอู๋เต้าจึงทำได้เพียงแค่นเสียงเย็นชา "ครั้งนี้จะปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน แต่อย่าให้มีครั้งหน้าอีกนะ!"
น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนเป็นการตักเตือน แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่จวงอู๋เต้าเกลียดที่สุดก็คือความรู้สึกที่ถูกควบคุม โดนคนอื่นชักใยโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยต่างหาก
"อวิ๋นเอ๋อร์เข้าใจแล้ว จะจำคำสั่งของนายท่านไว้เจ้าค่ะ!"
อวิ๋นเอ๋อร์ลอยตัวขึ้นจากกระบี่ชิงอวิ๋น พร้อมกับส่งยิ้มหวาน "วันหน้าหากมีเหตุการณ์คล้ายๆ กับวันนี้เกิดขึ้นอีก ข้าจะถามความสมัครใจของนายท่านก่อนแน่นอน"
จวงอู๋เต้าพูดไม่ออก แต่เขากลับรู้สึกว่าอวิ๋นเอ๋อร์ในวันนี้ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ไม่ว่าจะสีหน้าหรือน้ำเสียง ก็ไม่ดูแข็งทื่อเหมือนตอนที่อยู่ในความฝัน แถมยังรู้จักพูดล้อเล่นกับเขาอีกด้วย
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รูม่านตาของจวงอู๋เต้าเบิกกว้าง "นี่หมายความว่า วิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมารของข้าสำเร็จแล้วงั้นรึ?"
เขาอยู่ในหลุมลึกนี่มาสามวันแล้วเหรอ? แล้ววิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมารของเขาก็บรรลุขั้นเริ่มต้น ก้าวเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งแล้วงั้นสิ?
"สำเร็จแล้วสิ!" อวิ๋นเอ๋อร์พยักหน้า "นายท่านน่าจะรู้สึกได้ ลองขยับตัวดูก็จะรู้เอง!"
พูดจบ นางก็ชี้นิ้วเรียวงามออกไป จวงอู๋เต้ากำลังระแวงอยู่พอดี กลัวว่าจะโดนกระบี่ชิงอวิ๋นฟาดจนสลบอีก แต่กลับกลายเป็นว่า อาวุธลับและลูกธนูที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ถูกพลังบางอย่างดึงดูดให้พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว
จวงอู๋เต้าตกใจสุดขีด อาวุธลับพวกนั้นเป็นเครื่องมือหากินของหม่าหยวนเชียวนะ หลายชิ้นอาบยาพิษร้ายแรงไว้ด้วย ส่วนลูกธนูนั่นก็ยิ่งแล้วใหญ่ เคลือบยาพิษที่สามารถปลิดชีพสัตว์ร้ายได้ในพริบตา ถ้าโดนเข้าไปล่ะก็ มีหวังตายแหงแก๋แน่ๆ!
แต่ในตอนนั้น แขนขาของเขายังอ่อนแรง รู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย แต่พอผ่านไปสักพัก เมื่อลูกธนูและอาวุธลับพุ่งเข้ามากระทบตัว เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนโดนยุงกัดเท่านั้นเอง ความจริงแล้วความแรงของมันก็ไม่ใช่น้อยๆ ลูกธนูแต่ละดอกมีอานุภาพเทียบเท่ากับการโจมตีแปดส่วนของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตฝึกโลหิตเลยทีเดียว แต่พอกระทบผิวเขา กลับไม่ทิ้งรอยขีดข่วนไว้เลยแม้แต่น้อย แถมยังกระเด้งกลับไปอีกต่างหาก
ในที่สุดจวงอู๋เต้าก็สัมผัสได้ว่า ตอนนี้ร่างกายของเขามีพลังงานบางอย่างห่อหุ้มอยู่ มันไม่ใช่พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์ แต่เป็นพลังแม่เหล็กที่คล้ายกับพลังภายในตาน้ำพลังแม่เหล็กปฐพีแห่งนี้มากกว่า
"นี่แหละคือกายาจ้าววัวมาร! เป็นพลังวิเศษที่ติดตัวแรดเทวะยุคบรรพกาลมาตั้งแต่กำเนิด หลังจากที่มันเปิดจุดทวารได้สำเร็จ โดยใช้พลังธาตุดินเป็นพื้นฐาน และมีม่านพลังแม่เหล็กคุ้มกาย ทำให้ฟันแทงไม่เข้า อาวุธวิเศษทำอันตรายไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่ายอดอัจฉริยะท่านใดในช่วงห้ามหากัป เป็นคนวิเคราะห์และถอดรหัสเคล็ดวิชานี้ จนทำให้ผู้ฝึกตนที่เป็นมนุษย์ก็สามารถฝึกฝนได้"
น้ำเสียงของอวิ๋นเอ๋อร์เต็มไปด้วยความชื่นชมและยกย่อง "เพราะที่นี่คือตาน้ำพลังแม่เหล็กปฐพี ความก้าวหน้าของวิชานี้จึงเหนือความคาดหมายของข้าไปเล็กน้อย หลังจากที่ท่านฝึกสำเร็จแล้ว ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตฝึกไขกระดูกด้วยกัน คงหาคนทำอันตรายท่านได้ยาก พลังธาตุดินนี้เหมาะจะเป็นรากฐานให้ท่านจริงๆ ดีกว่าวิชากายากังวานเกราะทองคำเยอะเลย ข้าเคยคิดว่าหลังจากสงครามครั้งใหญ่ในยุคห้ามหากัป วีรบุรุษในใต้หล้าคงล้มหายตายจากไปหมดแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนข้าจะคิดผิด โลกใบนี้ยังมีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายจริงๆ"
จวงอู๋เต้าพยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขาลองขยับแขนขาดู ก็พบว่าอาการคันและอ่อนแรงเริ่มหายไปแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือพลังลมปราณที่พุ่งพล่าน และพละกำลังที่ซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อราวกับพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
รูปร่างของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อก่อนเขาฝึกวิชาหมัดสยบมังกรปราบพยัคฆ์ ซึ่งเน้นไปที่พละกำลัง ส่วนความคล่องตัวจะด้อยกว่านิดหน่อย แต่ในหมู่ผู้ฝึกตนก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนข้างสูง รูปร่างสูงโปร่งและกำยำ เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่น
ทว่าตอนนี้ รูปร่างของเขากลับดู 'ถดถอย' ลง นอกเหนือจากกล้ามเนื้อหน้าท้องทั้งหกแพ็คที่แข็งแกร่งแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็ดูไม่ต่างจากคนทั่วไปเลย แถมยังดูผอมบางกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อยด้วยซ้ำ
แต่จวงอู๋เต้ากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พละกำลังที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของเขานั้น มันแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน!
เขาหยิบมีดบินอาบยาพิษสีดำที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมา ใช้เพียงสองนิ้วหนีบไว้แล้วออกแรงหักเบาๆ มีดบินที่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดีก็หักดังเป๊าะ
จวงอู๋เต้าอึ้งไปอีกครั้ง เอาแต่จ้องมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง เขาเพิ่งจะรู้ว่าในช่วงเวลาแค่สามวันนี้ พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน แต่ก็ยังวัดค่าที่แน่นอนไม่ได้อยู่ดี
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้พลังนิ้วของเขาแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนอย่างน้อยๆ ก็สามเท่า!
เมื่อสามวันก่อน เขาไม่มีทางใช้แค่นิ้วหักมีดบินได้เด็ดขาด ตอนนั้นเขามีพละกำลังเทียบเท่าวัวป่าสามตัว ถ้าเพิ่มขึ้นสามเท่า ก็เท่ากับว่าเขามีพละกำลังอย่างน้อยๆ ก็เก้าวัวป่าเลยทีเดียว—
นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของร่างกายและแขนขาก็ไม่ได้ลดลงมากนัก แถมยังดูเหมือนจะคล่องตัวขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
พละกำลังกับความคล่องแคล่วว่องไว มักจะเป็นสิ่งที่สวนทางกัน สื่อหู่ฝึกวิชาเกราะทองคำเสวียนกัง ร่างกายแข็งแกร่งดั่งหินผา พละกำลังมหาศาลดั่งเสือร้าย ทว่าการเคลื่อนไหวกลับดูเชื่องช้าเทอะทะ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มันตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายตั้งแต่เริ่มปะทะกับเขา ที่กำลังสู้แบบหลังชนฝา
'ภูเขาเนื้อ' หวังอู่ก็เช่นกัน ต่อให้ฝึกวิชาฝ่ามือทะลวงเงามาเพื่อกลบจุดอ่อน แต่เรื่องการเคลื่อนไหวและย่างก้าวก็ยังมีช่องโหว่ที่แก้ไขไม่ได้อยู่ดี ทำให้คนอื่นฉวยโอกาสโจมตีได้
แต่วิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมารกลับไม่มีจุดอ่อนแบบนั้น มันแทบจะสมบูรณ์แบบทั้งสองด้าน ถึงจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็เล็กน้อยจนมองข้ามไปได้เลย
"สมแล้วที่เป็นสุดยอดวิทยายุทธ์!"
จวงอู๋เต้าดีใจจนเนื้อเต้น เขาลองโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาที่บันทึกไว้ในตำรา 《วิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมาร》 ดู
กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียดขึ้นมาทันที พลังธาตุดินรอบตัวพุ่งเข้ามาพันธงรอบกายเขาอย่างรวดเร็ว และจับตัวกันเป็นเกราะหินหุ้มร่างกายเขาไว้
แรดเทวะยุคบรรพกาล มักจะใช้พลังจากพื้นดินมาสร้างเป็นเกราะ วิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมารก็มีความสามารถนี้เช่นกัน เพียงแต่ประสิทธิภาพอาจจะด้อยกว่าเล็กน้อย ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นที่สองถัดจากม่านพลังแม่เหล็ก
นอกจากนี้ ผิวหนังทั่วร่างของเขายังเหนียวแน่นและแข็งแกร่งขึ้นจนเห็นเป็นชั้นๆ ให้ความรู้สึกว่าแข็งแกร่งไม่แพ้หนังของสัตว์วิเศษพวกนั้นเลย เมื่อรวมกันทั้งสามชั้นแล้ว เขาก็สามารถต้านทานอาวุธมีคมได้อย่างสบายๆ
จวงอู๋เต้าเตรียมตัวจะไปหาชุดเกราะวิเศษชั้นยอดมาใส่อีกสักชุด ถึงตอนนั้น เขาก็จะกลายเป็นมนุษย์เหล็กที่ฟันแทงไม่เข้าอย่างแท้จริง
ทว่าอวิ๋นเอ๋อร์กลับพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง ซึ่งทำให้ความตื่นเต้นดีใจของเขามลายหายไปแทบจะในพริบตา
"แต่นายท่าน วิชานี้ท่านเพิ่งจะฝึกสำเร็จขั้นเริ่มต้นเท่านั้น การจะนำไปใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างน้อยต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกหลายปี พลังวิญญาณฟ้าดินช่วยให้ท่านฝึกสำเร็จอย่างรวดเร็วได้ก็จริง ทว่าการที่ท่านจะควบคุมวิชานี้ได้อย่างใจนึก กลับต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นเสียอีก"
จวงอู๋เต้าเป็นคนฉลาด พออวิ๋นเอ๋อร์บอกใบ้นิดหน่อย เขาก็เข้าใจความหมายทันที
ตามเคล็ดลับที่บันทึกไว้ในตำรายุทธ์ เมื่อวิชากายาต้นกำเนิดจ้าววัวมารบรรลุขั้นเริ่มต้นแล้ว จะสามารถรวบรวมม่านพลังแม่เหล็กและเกราะหินไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้ตามใจนึก ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังป้องกันขึ้นอีกหลายเท่าตัว
แต่ในตอนนี้ เขากลับไม่สามารถควบคุมพลังแม่เหล็กได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น พละกำลังที่เพิ่มขึ้นมาถึงสามเท่านั้น เขาคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
แต่ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง อวิ๋นเอ๋อร์ช่วยประหยัดเวลาให้เขาไปตั้งสามสิบปี ข้อบกพร่องแค่นี้ ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก
จวงอู๋เต้าคลายคิ้วที่ขมวดลง ก่อนจะถามด้วยความคาดหวังว่า "ไม่ทราบว่าพลังวิญญาณฟ้าดินที่ว่านั้น มันคืออะไรกันแน่? แล้วข้าจะไปหามันได้จากที่ไหน?"
(จบแล้ว)