- หน้าแรก
- อยากตายใจจะขาด แต่สวรรค์ดันให้ข้าเป็นจักรพรรดิเซียน
- บทที่ 6 - วังลอยฟ้า
บทที่ 6 - วังลอยฟ้า
บทที่ 6 - วังลอยฟ้า
บทที่ 6 - วังลอยฟ้า
โอสถเซียนจุติ!
ยาเซียนระดับเก้าในตำนาน!
แม้แต่ตอนที่บรรดาปรมาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ยาประเภทนี้ก็ยังมีน้อยจนแทบจะนับเม็ดได้ มาถึงตอนนี้อย่าว่าแต่จะมีโอกาสได้กินเลย แค่ได้เห็นก็เป็นเรื่องยากเต็มที แทบจะมีเพียงเศษซากปรักหักพังของยอดฝีมือระดับข้ามทัณฑ์สวรรค์บางคนเท่านั้น ถึงจะได้เห็นร่องรอยของโอสถเซียนจุติ
พวกเขาคงคิดไม่ถึงไปจนตาย ว่าวันหนึ่งโอสถเซียนจุติจะถูกทิ้งขว้างเกลื่อนกลาดเหมือนกองขยะอยู่ในห้อง ให้พวกเขากินเล่นได้ตามใจชอบ
ทำอย่างกับโอสถเซียนจุติเป็นลูกอมอย่างนั้นแหละ!
"อาจารย์อา นี่คือโอสถเซียนจุติจริงๆ หรือ? เป็นโอสถเซียนจุติที่ข้ารู้จักใช่ไหม?"
เซี่ยจื่อมั่วแทบไม่อยากจะเชื่อ
นางไม่ได้คิดว่าเจียงหมิงกำลังโกหก แต่นางไม่กล้าเชื่อว่าจะมีโอสถเซียนจุติมากมายขนาดนี้ นอกจากจะฝันไป!
"ถ้าชื่อโอสถเซียนจุติไม่เคยถูกเปลี่ยน ก็น่าจะใช่นะ"
เจียงหมิงยิ้มบางๆ
ทำไงได้ล่ะ เขาอยู่ในห้องหินมาห้าพันปี แค่นอนเฉยๆ พลังก็เพิ่มขึ้น แถมทุกครั้งที่ระดับพลังเพิ่มขึ้น ก็จะได้ยาราวกับแจกฟรี
ในเมื่อเขาไม่ต้องการระดับพลังอะไรอีกแล้ว เอาไปให้เด็กรุ่นหลังพวกนี้ไล่ตามเป้าหมายของเขาแทนก็แล้วกัน
วัยหนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ!
เซี่ยจื่อมั่วจ้องมองกองขวดหยกตรงหน้า ลองเปิดดูขวดหนึ่งด้วยความอยากรู้
วินาทีที่เปิดขวด กลิ่นหอมจางๆ ของตัวยาก็โชยออกมา แม้แต่ตอนที่เปิดจุกขวดออก ฝ่ามือที่จับขวดหยกอยู่ก็รู้สึกเหมือนได้รับการหล่อเลี้ยงไปด้วย
กลิ่นหอมของตัวยาจางมาก ไม่ฉุนจัดเหมือนยาที่พวกเขากินเป็นประจำ
แต่กลิ่นหอมของตัวยานี้ กลับเป็นกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกสดชื่นไปถึงกระดูก แม้เพียงได้สูดดมเข้าไปนิดเดียว ก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย สรรพคุณเทียบเท่ากับการกินโอสถเบิกจิตเลยทีเดียว!
"โอสถเซียนจุติระดับเก้า เป็นโอสถเซียนจุติจริงๆ!"
เซี่ยจื่อมั่วอุทานออกมา
ขนาดนางที่เป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ ปกติมักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ ตอนนี้ยังเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่!
มันคือโอสถเซียนจุติจริงๆ!
พอได้ยินคำนี้ ทุกคนก็พากันคุกเข่าโขกศีรษะให้เจียงหมิงอย่างแรง
ของขวัญชิ้นนี้
มันยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว!
ตั้งแต่สามพันปีก่อนที่สมุนไพรวิญญาณในทวีปนภาครามเริ่มเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว ยาคุณภาพสูงหลายชนิดก็ไม่สามารถปรุงขึ้นมาได้อีก กินไปเม็ดหนึ่งก็หายไปเม็ดหนึ่ง ยาระดับเก้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทบไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ!
วันนี้พวกเขาได้เห็นโอสถเซียนจุติเยอะขนาดนี้ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
"ศิษย์หลานขอขอบคุณในความเมตตาของอาจารย์อา บุญคุณของอาจารย์อา พวกเราจะไม่มีวันลืม!"
เซี่ยจื่อมั่วและคนอื่นๆ เอ่ยจากใจจริง
เจียงหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น
"แค่นี้ไม่เยอะเท่าไหร่หรอกนะ ข้ายังมีอีกเพียบ จะเอาเพิ่มอีกไหม..."
พูดจบ เจียงหมิงก็โบกมือใหญ่อีกครั้ง
คราวนี้ แม้แต่บนพื้นก็ยังมีโอสถเซียนจุติวางกองอยู่อีกหลายพันขวด
ทุกคน: "..."
วันนั้น ศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์ทุกคนต่างก็เข้าฌานฝึกจิตอย่างสงบ
ส่วนผู้อาวุโสทุกคน ล้วนปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาของตัวเอง มีเพียงเจียงหมิงคนเดียวที่กลับไปยังยอดเขาโดดเดี่ยวลูกเดิม มองดูวัชพืชบนยอดเขา และป้ายหินที่ซ่อนอยู่ในกอหญ้า ก็อดนึกถึงความหลังอันยาวนานไม่ได้
"อาจารย์ ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง หลายปีมานี้สำนักยังคงสบายดี"
เจียงหมิงกรีดนิ้วชี้เบาๆ วัชพืชก็สลายหายไปในพริบตา
เขานั่งลงบนเบาะรองนั่งพลางเอ่ยเรียบๆ
"เด็กรุ่นหลังพวกนี้ยากจนกันเกินไปแล้ว พวกท่านจากไปทำไมไม่ทิ้งอะไรไว้ให้พวกเขาบ้างเลย ขี้เหนียวกันเกินไปหรือเปล่า"
"แต่ข้าก็เชื่อสายตาพวกท่านนะ ในเมื่อพวกท่านเลือกพวกเขา ก็ต้องมีความสามารถพอที่จะดูแลสำนักต่อไปได้ รอข้าหาวิธีบรรลุเป็นเซียนได้เมื่อไหร่ข้าจะไปหาพวกท่าน ถึงตอนนั้นหวังว่าพวกท่านจะรู้จักคนเก่งๆ ที่พอจะจัดการข้าได้แบบรวดเดียวจบนะ"
พอคิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของเจียงหมิงก็ปรากฏรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ที่สุดออกมาอย่างหาดูได้ยาก
หลังจากรำลึกความหลังเสร็จ เจียงหมิงก็ถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นยืน
จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปลูบป้ายหินก้อนนั้น
ทันใดนั้น
ทั่วทั้งสำนักเต๋าสวรรค์ก็เริ่มสั่นสะเทือน!
บรรดาศิษย์ที่กำลังเข้าฌานต่างก็รีบวิ่งหน้าตื่นออกจากห้อง เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน ทุกคนต่างก็ตื่นตัวถึงขีดสุด!
เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น บางทีอาจจะมีสำนักไหนคิดจะมาลงมือกับพวกเขาอีกก็ได้!
"รีบไปรายงานเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสเร็ว!"
ศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์คนหนึ่งตะโกนอย่างร้อนรน
ทว่า พวกเขายังไม่ทันได้ขยับตัว สายตาของทุกคนก็มองไปที่ภูเขาโดดเดี่ยวทางทิศเหนือ
ภูเขาลูกนั้นปกติพวกเขาไม่เคยให้ความสนใจเลย แต่วันนี้ ภูเขาลูกนั้นกลับถูกถอนรากถอนโคนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับเป็นวังลอยฟ้า!
แถมหลังจากภูเขาลูกนั้นลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้ว เมฆหมอกรอบๆ ก็ยังลอยมาล้อมรอบกลางภูเขา ราวกับว่าเมฆหมอกเหล่านั้นเป็นตัวอุ้มภูเขาลูกนี้เอาไว้ เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก!
"นี่มัน..."
บรรดาศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์ต่างก็มองจนตาค้าง
สถานการณ์แบบนี้อธิบายได้ด้วยคำว่า ปาฏิหาริย์เซียน เท่านั้น ศิษย์ที่ยืนอยู่กลางสำนักต่างก็อ้าปากค้าง
แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จู่ๆ ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
มีปาฏิหาริย์เซียนเช่นนี้ แสดงว่าแม้แต่สวรรค์ก็ยังคุ้มครองสำนักเต๋าสวรรค์!
เวลานี้
หลินเทียนอี้เพิ่งจะออกจากด่าน
ที่จริงพรสวรรค์ของเขาไม่ได้แย่ เพียงแต่ถูกจำกัดด้วยพลังปราณแห่งฟ้าดินที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถรวบรวมพลังปราณจำนวนมากมาช่วยให้เขาทะลวงผ่านคอขวดด่านสุดท้ายไปได้ แต่หลังจากกินโอสถเซียนจุติ พลังปราณจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่จุดตันเถียน แปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณอันแข็งแกร่งมหาศาล และทะลวงผ่านคอขวดเข้าสู่ระดับผสานกายาได้ในพริบตา!
แต่เขายังดีใจได้ไม่ทันไร ก็เห็นภูเขาโดดเดี่ยวที่สำนักเต๋าสวรรค์ไม่เคยเข้าไปบุกเบิก ตอนนี้ลอยอยู่เหนือสำนักเต๋าสวรรค์ กลายเป็นวังลอยฟ้าไปเสียแล้ว
ตอนนี้ใครจะทำแบบนี้ได้อีก?
นอกจากอาจารย์อาเจียงหมิงแล้วยังจะมีใครอีก?
"เคยได้ยินมานานแล้วว่าอาจารย์อาเล็กมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ พอมาเห็นกับตาวันนี้ ถึงได้รู้ว่าสายตาของข้ามันคับแคบแค่ไหน" หลินเทียนอี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจ
เขาทุ่มเทมาพันกว่าปีเพื่อก้าวไปสู่ระดับผสานกายา แต่เจียงหมิงกลับยกภูเขาถมทะเลได้สบายๆ เพียงแค่ขยับมือ
เพียงแต่เขาไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง
ตามหลักแล้ว อาจารย์อาเล็กน่าจะเป็นคนแรกที่บรรลุเป็นเซียนไม่ใช่หรือ ทำไมผ่านไปตั้งหลายปี อาจารย์อาเล็กยังอยู่ในทวีปนภาครามอีกล่ะ?
แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ถ้าไม่มีเจียงหมิง สำนักเต๋าสวรรค์ก็คงล่มสลายไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว
"ขึ้นไปขอบคุณอาจารย์อาข้างบนดีกว่า"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินเทียนอี้ก็เหาะเหินขึ้นไปบนภูเขาโดดเดี่ยวบนท้องฟ้าด้วยท่วงท่าที่เบาหวิว
แคว้นจงเต้า
ตั้งอยู่ใจกลางทวีปนภาคราม เป็นสถานที่ที่มีผู้ฝึกตนและราชวงศ์ไปมาหาสู่กันมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ในอดีตแคว้นจงเต้าก็เคยมีสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงเทียบเคียงกับสำนักเต๋าสวรรค์ จนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นสำนักใหญ่อันดับต้นๆ ของทวีปนภาคราม!
สำนักแสวงมรรค!
เวลานี้ ภายในสำนักแสวงมรรค ชายผมขาวหน้าเด็กคนหนึ่งขมวดคิ้วแน่น ในมือถือจดหมายอยู่ฉบับหนึ่ง
ผ่านไปราวสิบลมหายใจ แววตาของชายผู้นี้ก็ปรากฏร่องรอยของความโหดเหี้ยม เอ่ยเสียงต่ำว่า
"หลินเทียนอี้ ยอมหายไปพร้อมกับสำนักสวะของเจ้าดีๆ ไม่ชอบใช่ไหม? หรือจะต้องให้ข้าลงมือเอง เจ้าถึงจะยอมเลิกรา?"
ทันใดนั้นเอง เบื้องหน้าชายผู้นี้ก็มีเงาดำปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อเห็นเงาดำนั้น ท่าทีของชายผู้นี้ก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อมขึ้นมาทันที
"ผู้น้อยคารวะท่านเซียนเบื้องบน!"
ชายผู้นี้ประสานมือคำนับ กล่าวทักทายอย่างนอบน้อม
"หลินเนี่ยนเจวี๋ย เรื่องที่มอบหมายให้เจ้าไปจัดการ ยังทำไม่สำเร็จอีกหรือ?"
น้ำเสียงของเงาดำฟังดูแหบพร่า ราวกับไม่ใช่เสียงที่มาจากโลกใบนี้
"ท่านเซียนโปรดวางใจ สำนักชั้นสองกระจอกๆ แบบนั้น ขอเวลาข้าอีกนิด ข้าจะต้องนำเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์มามอบให้ท่านเซียนได้อย่างแน่นอน!"
"ขอเวลาข้าอีกสักนิดเถอะ!"
หลินเนี่ยนเจวี๋ยกล่าวอย่างนอบน้อมยิ่ง
ดวงตาสีเขียวอมฟ้าคู่หนึ่งสว่างวาบขึ้นในเงามืด เอ่ยเสียงต่ำว่า
"งั้นข้าจะให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งเดือน เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ"
พูดจบ เงาดำนั้นก็อันตรธานหายไปจากสายตา
เมื่อเงาดำหายไปแล้ว หลินเนี่ยนเจวี๋ยก็มีสีหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม เอ่ยขึ้นว่า
"หลินเทียนอี้ ครั้งนี้ก็อย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมอำมหิตก็แล้วกัน!"