- หน้าแรก
- อยากตายใจจะขาด แต่สวรรค์ดันให้ข้าเป็นจักรพรรดิเซียน
- บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม
บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม
บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม
บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม
หลับ หลับไปแล้วหรือ?
ไม่สิ!
คงเป็นเพราะศึกษาเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์จนใช้สมาธิมากเกินไป แถมยังไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันสามวันสามคืน ร่างกายรับไม่ไหวถึงได้ฟุบหลับไปแบบนี้สินะ!
แต่พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็มีความคิดอีกอย่างแทรกตามมา
ผู้แข็งแกร่งระดับนี้ จำเป็นต้องนอนด้วยหรือ?
"หืม? พวกเจ้ามาทำอะไรกัน"
จู่ๆ เจียงหมิงก็เกาหลัง สายตาเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง จึงหาวหวอดๆ แล้วเอ่ยถาม
หลินเทียนอี้ส่งยิ้มให้ก่อนพูด
"ได้ยินว่าอาจารย์อาศึกษาเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์จนไม่ได้ออกจากห้องมาสามวัน พวกเราเป็นรุ่นหลังย่อมต้องมาเยี่ยมเยียนท่านบ้างถึงจะถูก"
ว่าแล้ว เขาก็หยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
"นี่คือโอสถเบิกจิตที่ทางสำนักใช้เป็นประจำ กินแล้วไม่เพียงช่วยคลายความเหนื่อยล้า แต่ยังช่วยเสริมสร้างสมาธิได้อีกด้วย"
เมื่อผู้อาวุโสคนอื่นๆ เห็นเจ้าสำนักมอบโอสถระดับนี้ให้ สีหน้าของพวกเขาต่างก็ตกตะลึง
โอสถเบิกจิตเป็นถึงยาเม็ดระดับสี่ แม้แต่พวกเขาก็ยังแทบไม่ได้กิน สำหรับพวกเขาแล้วยาเม็ดคุณภาพสูงแบบนี้ กินไปหนึ่งเม็ดก็ลดลงไปหนึ่งเม็ด หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายปกติก็จะไม่หยิบมาใช้เด็ดขาด
คิดไม่ถึงว่าเพื่อแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์อาท่านนี้ หลินเทียนอี้ถึงกับยอมมอบให้ทั้งขวด!
ใจป้ำจริงๆ!
เจียงหมิงมองขวดโอสถเบิกจิตแล้วก็รับไว้ส่งๆ ในเมื่อเป็นน้ำใจของเด็กรุ่นหลัง รับไว้พอเป็นพิธีก็พอ
จากนั้นผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็นำสมุนไพรและของบำรุงต่างๆ มามอบให้เช่นกัน
เมื่อมองดูของขวัญเหล่านี้ เจียงหมิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นวัตถุโบราณไปจริงๆ
"เอาล่ะ ที่พวกเจ้ามาหาข้าก็คงอยากจะรู้เนื้อหาในเศษกระดาษแผ่นนี้ ข้าเองก็พอจะมองออกตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว เดี๋ยวข้าจะบอกพวกเจ้าก็แล้วกัน" เจียงหมิงหยิบเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ขึ้นมาพูด
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ดูออกตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ทำไมถึงเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกมาเลยล่ะ?
ยังไม่ทันหายสงสัย ที่ปลายนิ้วของเจียงหมิงก็มีพลังปราณสีทองบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งออกมา ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ ตัวอักษรที่สลับซับซ้อนบางตัวหลุดลอยออกมาราวกับมีชีวิต กระโดดไปมาบนฝ่ามือของเจียงหมิง ก่อนจะเรียงตัวกันเป็นแถว กลายเป็นประโยคสั้นๆ บรรทัดหนึ่ง!
"พลังปราณเสื่อมถอย ประตูแห่งวิถีสวรรค์?"
"นี่มันหมายความว่ายังไง?"
หลินเทียนอี้กอดอกขมวดคิ้ว
เจียงหมิงโบกมือเพียงครั้งเดียว ตัวอักษรสีทองทั้งหมดก็ลอยกลับเข้าไปในเศษกระดาษบนมือเขา
จากนั้นเจียงหมิงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ความหมายคร่าวๆ ก็คือ ทวีปนภาครามเคยเกิดเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ทำให้พลังปราณในโลกของเราเสื่อมถอยลง ส่วนประตูแห่งวิถีสวรรค์ ถ้าข้าเดาไม่ผิด คงเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป็นเซียนไปยังมิติเบื้องบน"
"พวกเจ้ารู้ไหมว่าช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า?"
ทุกคนมองหน้ากันแล้วส่ายหัว
ตอนที่พวกเขาฝึกวิชา ส่วนใหญ่ก็มีอาจารย์อาหลายท่านคอยดูแลสำนักเต๋าสวรรค์อยู่ เมื่อมีอาจารย์อาเหล่านั้นอยู่ สำนักเต๋าสวรรค์ก็สงบสุขมาตลอด ไม่เคยได้ยินว่าทวีปนภาครามเกิดเรื่องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอะไรเลย
ทว่าหลินเทียนอี้กลับกอดอกครุ่นคิดแล้วพูดขึ้น
"ถ้าจะให้พูดก็คงจะเป็นเมื่อราวๆ สามพันปีก่อน อาจารย์อาห้าเคยพูดไว้ว่า พลังปราณในปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน และนับแต่นั้นเป็นต้นมา อัจฉริยะที่โดดเด่นในทวีปนภาครามก็น้อยลงเรื่อยๆ หลังจากอาจารย์อาหกบรรลุเป็นเซียน คนที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักเต๋าสวรรค์ของเราก็อยู่ในระดับแปลงวิญญาณเท่านั้น"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหมิงก็พยักหน้า
เขาเคยคิดถึงผลกระทบจากการที่พลังปราณเสื่อมถอยเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าผลลัพธ์มันจะรุนแรงขนาดนี้
หลินเทียนอี้นับว่าเป็นคนที่เจียงหมิงเห็นมาตั้งแต่เกิด ฝึกตนมาตั้งห้าพันปี ตอนนี้ก็เพิ่งจะอยู่แค่ระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าพลังปราณในทวีปนภาครามเสื่อมถอยลงไปมากกว่าที่เขาคิดไว้มาก
เวลานั้น เซี่ยจื่อมั่วที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้น
"แล้วเศษกระดาษแผ่นนั้นยังบอกอะไรอีกไหม?"
เจียงหมิงส่ายหน้า
"นี่เป็นแค่เศษกระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น ข้อมูลที่รู้ได้จึงมีน้อยมาก แต่สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ถ้าสามารถรวบรวมเศษกระดาษได้ครบทั้งหมด ก็น่าจะรู้สาเหตุที่พลังปราณเสื่อมถอย และสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของทวีปนภาครามในตอนนี้ได้"
เมื่อได้ยินข้อสรุปของเจียงหมิง ทุกคนก็รู้สึกยินดีปรีดา
หากเป็นเช่นนั้นจริง ในอนาคตพวกเขาอาจจะยังมีความหวังที่จะทะลวงผ่านคอขวดไปได้!
ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจ จู่ๆ หลินเทียนอี้ก็คุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะให้เจียงหมิงอย่างแรง
จากนั้นหลินเทียนอี้ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ศิษย์หลานขอวิงวอนอาจารย์อา โปรดนำพาสำนักเต๋าสวรรค์ทวงคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตกลับมาด้วยเถิด!"
คำขอร้องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนประหลาดใจ
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะถาม หลินเทียนอี้ก็พูดต่อ
"ขอบอกตามตรง ศิษย์หลานมีพรสวรรค์ไม่เอาไหน ฝึกตนมาจนถึงตอนนี้ก็ห้าพันปีแล้ว ที่สามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงระดับแปลงวิญญาณ ข้าก็พอใจมากแล้ว อีกไม่นานก็คงต้องสิ้นอายุขัยตามรอยผู้อาวุโสท่านอื่นไป"
"ตอนนี้พลังของสำนักเต๋าสวรรค์เทียบไม่ได้กับเมื่อก่อน พอมาถึงรุ่นของเรา ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของสำนักเต๋าสวรรค์ต้องมัวหมอง!"
"อาจารย์อามีพลังทะลุฟ้า การฟื้นฟูสำนักเต๋าสวรรค์เป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ หวังว่าอาจารย์อาจะรับคำขอของศิษย์หลาน ยอมลงจากเขามาปกป้องสำนักอีกหมื่นปี!"
พูดจบ หลินเทียนอี้ก็ก้มหน้าจรดพื้นอีกครั้ง
ทันใดนั้น
ผู้อาวุโสทุกคนต่างก็มีสีหน้าขมขื่น
ต่อให้เป็นถึงเจ้าสำนัก พวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาหนึ่ง นั่นก็คืออายุขัย!
อายุขัยของระดับแปลงวิญญาณมีเพียงห้าพันปีเท่านั้น ในรุ่นของพวกเขา แม้หลินเทียนอี้จะเป็นเจ้าสำนัก แต่เป็นการส่วนตัวพวกเขาก็เรียกขานกันฉันท์ศิษย์พี่ศิษย์น้อง และหลินเทียนอี้ก็เป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในบรรดาพวกเขา
อีกไม่นาน หลินเทียนอี้ก็คงจะร่วงโรยไป
สำหรับหลินเทียนอี้แล้ว
เขาอาจจะอยู่ไม่ถึงวันที่พลังปราณในทวีปนภาครามจะกลับมาอุดมสมบูรณ์ พลังของเจียงหมิงเขาเคยประจักษ์แก่สายตามาแล้ว หากให้เจียงหมิงมาดูแลสำนักเต๋าสวรรค์ ย่อมต้องฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ในอดีตของสำนักกลับมาได้อย่างแน่นอน!
หากเป็นเช่นนั้น เขาก็ตายตาหลับแล้ว!
"อายุยังน้อย จะมาพูดเรื่องเป็นเรื่องตายอะไรกัน ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม?"
เจียงหมิงพิงขอบโต๊ะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หืม?"
หลินเทียนอี้เงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงง
ตอนนั้นเอง เจียงหมิงก็พูดเรียบๆ
"ที่เจ้ากังวลก็แค่ระดับการฝึกตนไม่ยอมเพิ่มขึ้นไม่ใช่หรือ แต่ถ้าก้าวไปถึงระดับผสานกายา อายุขัยก็เพิ่มขึ้นแล้วไม่ใช่หรือไง?"
หลินเทียนอี้ส่ายหน้ายิ้มขื่น
ระดับผสานกายามันเลื่อนขึ้นไปได้ง่ายๆ เสียที่ไหน?
อันที่จริง เขาติดแหง็กอยู่ที่ระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดมาเป็นพันปีแล้ว! จนถึงป่านนี้เขาก็ยังทะลวงผ่านคอขวดนั้นไปไม่ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาอยากให้เจียงหมิงมาดูแลสำนักเต๋าสวรรค์
สำหรับการทะลวงขึ้นสู่ระดับผสานกายา เขาปลงตกแล้ว
ทว่า
ในตอนที่หลินเทียนอี้กำลังจะอ้าปากพูด เจียงหมิงก็พลิกฝ่ามือดึงขวดหยกห้าขวดออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะยัดเม็ดยาเข้าไปในปากของหลินเทียนอี้อย่างลวกๆ
หลินเทียนอี้ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พอกลืนยาลงไปแล้วก็ได้แต่มองเจียงหมิงด้วยความงุนงง
"อาจารย์อา ท่านให้ข้ากินอะไรน่ะ?"
หลินเทียนอี้รู้สึกว่าพอกลืนเม็ดยาลงไป พลังปราณในร่างกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
แม้แต่เส้นชีพจรก็ยังร้อนผ่าวขึ้นมา!
ตอนนั้นเอง เจียงหมิงก็ค่อยๆ พูดขึ้น
"เจ้าก็ทำหน้าที่เจ้าสำนักของเจ้าต่อไปเถอะ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีทางปล่อยให้เด็กรุ่นหลังอย่างพวกเจ้าชิงตัดหน้าข้าไปก่อนหรอก"
"อ่ะ เอายาพวกนี้ไปแบ่งกันซะ ถ้าไม่พอ ข้ายังมีอีก"
ว่าแล้ว เจียงหมิงก็ชี้ปลายนิ้วไปที่ถุงเก็บของข้างเอว
พริบตาเดียว!
บนโต๊ะก็มีขวดหยกเพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยขวด แม้ขวดเหล่านั้นจะปิดผนึกอย่างดี แต่ก็ยังมีกลิ่นหอมของโอสถลอยอบอวลออกมาอย่างเข้มข้น!
"นี่มัน..."
ทุกคนในที่นั้นถึงกับเบิกตากว้างมองอย่างตกตะลึง
พวกเขาเคยเห็นโอสถมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!
เจียงหมิงกอดอก เอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ
"พวกนี้คือโอสถเซียนจุติทั้งหมด น่าจะช่วยเพิ่มพลังให้พวกเจ้าได้เยอะเลยล่ะ"
อะไรนะ!
โอสถเซียนจุติ!!
เมื่อได้ยินสามคำนี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก