เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม

บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม

บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม


บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม

หลับ หลับไปแล้วหรือ?

ไม่สิ!

คงเป็นเพราะศึกษาเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์จนใช้สมาธิมากเกินไป แถมยังไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันสามวันสามคืน ร่างกายรับไม่ไหวถึงได้ฟุบหลับไปแบบนี้สินะ!

แต่พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็มีความคิดอีกอย่างแทรกตามมา

ผู้แข็งแกร่งระดับนี้ จำเป็นต้องนอนด้วยหรือ?

"หืม? พวกเจ้ามาทำอะไรกัน"

จู่ๆ เจียงหมิงก็เกาหลัง สายตาเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง จึงหาวหวอดๆ แล้วเอ่ยถาม

หลินเทียนอี้ส่งยิ้มให้ก่อนพูด

"ได้ยินว่าอาจารย์อาศึกษาเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์จนไม่ได้ออกจากห้องมาสามวัน พวกเราเป็นรุ่นหลังย่อมต้องมาเยี่ยมเยียนท่านบ้างถึงจะถูก"

ว่าแล้ว เขาก็หยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

"นี่คือโอสถเบิกจิตที่ทางสำนักใช้เป็นประจำ กินแล้วไม่เพียงช่วยคลายความเหนื่อยล้า แต่ยังช่วยเสริมสร้างสมาธิได้อีกด้วย"

เมื่อผู้อาวุโสคนอื่นๆ เห็นเจ้าสำนักมอบโอสถระดับนี้ให้ สีหน้าของพวกเขาต่างก็ตกตะลึง

โอสถเบิกจิตเป็นถึงยาเม็ดระดับสี่ แม้แต่พวกเขาก็ยังแทบไม่ได้กิน สำหรับพวกเขาแล้วยาเม็ดคุณภาพสูงแบบนี้ กินไปหนึ่งเม็ดก็ลดลงไปหนึ่งเม็ด หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายปกติก็จะไม่หยิบมาใช้เด็ดขาด

คิดไม่ถึงว่าเพื่อแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์อาท่านนี้ หลินเทียนอี้ถึงกับยอมมอบให้ทั้งขวด!

ใจป้ำจริงๆ!

เจียงหมิงมองขวดโอสถเบิกจิตแล้วก็รับไว้ส่งๆ ในเมื่อเป็นน้ำใจของเด็กรุ่นหลัง รับไว้พอเป็นพิธีก็พอ

จากนั้นผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็นำสมุนไพรและของบำรุงต่างๆ มามอบให้เช่นกัน

เมื่อมองดูของขวัญเหล่านี้ เจียงหมิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นวัตถุโบราณไปจริงๆ

"เอาล่ะ ที่พวกเจ้ามาหาข้าก็คงอยากจะรู้เนื้อหาในเศษกระดาษแผ่นนี้ ข้าเองก็พอจะมองออกตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว เดี๋ยวข้าจะบอกพวกเจ้าก็แล้วกัน" เจียงหมิงหยิบเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ขึ้นมาพูด

เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ

ดูออกตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ทำไมถึงเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกมาเลยล่ะ?

ยังไม่ทันหายสงสัย ที่ปลายนิ้วของเจียงหมิงก็มีพลังปราณสีทองบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งออกมา ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในเศษหน้ากระดาษวิถีสวรรค์ ตัวอักษรที่สลับซับซ้อนบางตัวหลุดลอยออกมาราวกับมีชีวิต กระโดดไปมาบนฝ่ามือของเจียงหมิง ก่อนจะเรียงตัวกันเป็นแถว กลายเป็นประโยคสั้นๆ บรรทัดหนึ่ง!

"พลังปราณเสื่อมถอย ประตูแห่งวิถีสวรรค์?"

"นี่มันหมายความว่ายังไง?"

หลินเทียนอี้กอดอกขมวดคิ้ว

เจียงหมิงโบกมือเพียงครั้งเดียว ตัวอักษรสีทองทั้งหมดก็ลอยกลับเข้าไปในเศษกระดาษบนมือเขา

จากนั้นเจียงหมิงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ความหมายคร่าวๆ ก็คือ ทวีปนภาครามเคยเกิดเรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ทำให้พลังปราณในโลกของเราเสื่อมถอยลง ส่วนประตูแห่งวิถีสวรรค์ ถ้าข้าเดาไม่ผิด คงเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป็นเซียนไปยังมิติเบื้องบน"

"พวกเจ้ารู้ไหมว่าช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า?"

ทุกคนมองหน้ากันแล้วส่ายหัว

ตอนที่พวกเขาฝึกวิชา ส่วนใหญ่ก็มีอาจารย์อาหลายท่านคอยดูแลสำนักเต๋าสวรรค์อยู่ เมื่อมีอาจารย์อาเหล่านั้นอยู่ สำนักเต๋าสวรรค์ก็สงบสุขมาตลอด ไม่เคยได้ยินว่าทวีปนภาครามเกิดเรื่องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอะไรเลย

ทว่าหลินเทียนอี้กลับกอดอกครุ่นคิดแล้วพูดขึ้น

"ถ้าจะให้พูดก็คงจะเป็นเมื่อราวๆ สามพันปีก่อน อาจารย์อาห้าเคยพูดไว้ว่า พลังปราณในปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน และนับแต่นั้นเป็นต้นมา อัจฉริยะที่โดดเด่นในทวีปนภาครามก็น้อยลงเรื่อยๆ หลังจากอาจารย์อาหกบรรลุเป็นเซียน คนที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักเต๋าสวรรค์ของเราก็อยู่ในระดับแปลงวิญญาณเท่านั้น"

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงหมิงก็พยักหน้า

เขาเคยคิดถึงผลกระทบจากการที่พลังปราณเสื่อมถอยเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าผลลัพธ์มันจะรุนแรงขนาดนี้

หลินเทียนอี้นับว่าเป็นคนที่เจียงหมิงเห็นมาตั้งแต่เกิด ฝึกตนมาตั้งห้าพันปี ตอนนี้ก็เพิ่งจะอยู่แค่ระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าพลังปราณในทวีปนภาครามเสื่อมถอยลงไปมากกว่าที่เขาคิดไว้มาก

เวลานั้น เซี่ยจื่อมั่วที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้น

"แล้วเศษกระดาษแผ่นนั้นยังบอกอะไรอีกไหม?"

เจียงหมิงส่ายหน้า

"นี่เป็นแค่เศษกระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น ข้อมูลที่รู้ได้จึงมีน้อยมาก แต่สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ถ้าสามารถรวบรวมเศษกระดาษได้ครบทั้งหมด ก็น่าจะรู้สาเหตุที่พลังปราณเสื่อมถอย และสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของทวีปนภาครามในตอนนี้ได้"

เมื่อได้ยินข้อสรุปของเจียงหมิง ทุกคนก็รู้สึกยินดีปรีดา

หากเป็นเช่นนั้นจริง ในอนาคตพวกเขาอาจจะยังมีความหวังที่จะทะลวงผ่านคอขวดไปได้!

ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจ จู่ๆ หลินเทียนอี้ก็คุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะให้เจียงหมิงอย่างแรง

จากนั้นหลินเทียนอี้ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ศิษย์หลานขอวิงวอนอาจารย์อา โปรดนำพาสำนักเต๋าสวรรค์ทวงคืนความรุ่งโรจน์ในอดีตกลับมาด้วยเถิด!"

คำขอร้องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนประหลาดใจ

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะถาม หลินเทียนอี้ก็พูดต่อ

"ขอบอกตามตรง ศิษย์หลานมีพรสวรรค์ไม่เอาไหน ฝึกตนมาจนถึงตอนนี้ก็ห้าพันปีแล้ว ที่สามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงระดับแปลงวิญญาณ ข้าก็พอใจมากแล้ว อีกไม่นานก็คงต้องสิ้นอายุขัยตามรอยผู้อาวุโสท่านอื่นไป"

"ตอนนี้พลังของสำนักเต๋าสวรรค์เทียบไม่ได้กับเมื่อก่อน พอมาถึงรุ่นของเรา ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของสำนักเต๋าสวรรค์ต้องมัวหมอง!"

"อาจารย์อามีพลังทะลุฟ้า การฟื้นฟูสำนักเต๋าสวรรค์เป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ หวังว่าอาจารย์อาจะรับคำขอของศิษย์หลาน ยอมลงจากเขามาปกป้องสำนักอีกหมื่นปี!"

พูดจบ หลินเทียนอี้ก็ก้มหน้าจรดพื้นอีกครั้ง

ทันใดนั้น

ผู้อาวุโสทุกคนต่างก็มีสีหน้าขมขื่น

ต่อให้เป็นถึงเจ้าสำนัก พวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาหนึ่ง นั่นก็คืออายุขัย!

อายุขัยของระดับแปลงวิญญาณมีเพียงห้าพันปีเท่านั้น ในรุ่นของพวกเขา แม้หลินเทียนอี้จะเป็นเจ้าสำนัก แต่เป็นการส่วนตัวพวกเขาก็เรียกขานกันฉันท์ศิษย์พี่ศิษย์น้อง และหลินเทียนอี้ก็เป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในบรรดาพวกเขา

อีกไม่นาน หลินเทียนอี้ก็คงจะร่วงโรยไป

สำหรับหลินเทียนอี้แล้ว

เขาอาจจะอยู่ไม่ถึงวันที่พลังปราณในทวีปนภาครามจะกลับมาอุดมสมบูรณ์ พลังของเจียงหมิงเขาเคยประจักษ์แก่สายตามาแล้ว หากให้เจียงหมิงมาดูแลสำนักเต๋าสวรรค์ ย่อมต้องฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ในอดีตของสำนักกลับมาได้อย่างแน่นอน!

หากเป็นเช่นนั้น เขาก็ตายตาหลับแล้ว!

"อายุยังน้อย จะมาพูดเรื่องเป็นเรื่องตายอะไรกัน ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม?"

เจียงหมิงพิงขอบโต๊ะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"หืม?"

หลินเทียนอี้เงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงง

ตอนนั้นเอง เจียงหมิงก็พูดเรียบๆ

"ที่เจ้ากังวลก็แค่ระดับการฝึกตนไม่ยอมเพิ่มขึ้นไม่ใช่หรือ แต่ถ้าก้าวไปถึงระดับผสานกายา อายุขัยก็เพิ่มขึ้นแล้วไม่ใช่หรือไง?"

หลินเทียนอี้ส่ายหน้ายิ้มขื่น

ระดับผสานกายามันเลื่อนขึ้นไปได้ง่ายๆ เสียที่ไหน?

อันที่จริง เขาติดแหง็กอยู่ที่ระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดมาเป็นพันปีแล้ว! จนถึงป่านนี้เขาก็ยังทะลวงผ่านคอขวดนั้นไปไม่ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาอยากให้เจียงหมิงมาดูแลสำนักเต๋าสวรรค์

สำหรับการทะลวงขึ้นสู่ระดับผสานกายา เขาปลงตกแล้ว

ทว่า

ในตอนที่หลินเทียนอี้กำลังจะอ้าปากพูด เจียงหมิงก็พลิกฝ่ามือดึงขวดหยกห้าขวดออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะยัดเม็ดยาเข้าไปในปากของหลินเทียนอี้อย่างลวกๆ

หลินเทียนอี้ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พอกลืนยาลงไปแล้วก็ได้แต่มองเจียงหมิงด้วยความงุนงง

"อาจารย์อา ท่านให้ข้ากินอะไรน่ะ?"

หลินเทียนอี้รู้สึกว่าพอกลืนเม็ดยาลงไป พลังปราณในร่างกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!

แม้แต่เส้นชีพจรก็ยังร้อนผ่าวขึ้นมา!

ตอนนั้นเอง เจียงหมิงก็ค่อยๆ พูดขึ้น

"เจ้าก็ทำหน้าที่เจ้าสำนักของเจ้าต่อไปเถอะ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีทางปล่อยให้เด็กรุ่นหลังอย่างพวกเจ้าชิงตัดหน้าข้าไปก่อนหรอก"

"อ่ะ เอายาพวกนี้ไปแบ่งกันซะ ถ้าไม่พอ ข้ายังมีอีก"

ว่าแล้ว เจียงหมิงก็ชี้ปลายนิ้วไปที่ถุงเก็บของข้างเอว

พริบตาเดียว!

บนโต๊ะก็มีขวดหยกเพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยขวด แม้ขวดเหล่านั้นจะปิดผนึกอย่างดี แต่ก็ยังมีกลิ่นหอมของโอสถลอยอบอวลออกมาอย่างเข้มข้น!

"นี่มัน..."

ทุกคนในที่นั้นถึงกับเบิกตากว้างมองอย่างตกตะลึง

พวกเขาเคยเห็นโอสถมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!

เจียงหมิงกอดอก เอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ

"พวกนี้คือโอสถเซียนจุติทั้งหมด น่าจะช่วยเพิ่มพลังให้พวกเจ้าได้เยอะเลยล่ะ"

อะไรนะ!

โอสถเซียนจุติ!!

เมื่อได้ยินสามคำนี้ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

จบบทที่ บทที่ 5 - ข้ายังไม่ตายเจ้ารีบร้อนไปทำไม

คัดลอกลิงก์แล้ว