- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยการหยุดเวลา แม้แต่เทพยังต้องคุกเข่าให้ข้า
- บทที่ 22 ความกล้า
บทที่ 22 ความกล้า
บทที่ 22 ความกล้า
เอี๊ยด!
เสียงเบรกดังแสบแก้วหูเมื่อท้ายรถเอสยูวีสะบัดอย่างรุนแรงจากแรงกระแทก ฝุ่นสีเหลืองคลุ้งกระจายราวกับระเบิด ทิ้งรอยยางไหม้เกรียมไว้บนพื้นดิน
ไป๋เย่หรี่ตาลง มองดูถานเจี๋ยกับลูกสมุนทั้งห้าที่ก้าวออกมาจากรถเอสยูวี
คนเหล่านั้นถือมีดพร้าด้วยท่าทางดุร้ายและคุกคาม เนื่องจากกระสุนปืนหมด พวกเขาจึงทิ้งอาวุธปืนแล้วเปลี่ยนมาใช้มีดแทน
มีดพร้าขึ้นสนิมสะท้อนแสงเย็นเยียบยามกระทบแสงอาทิตย์ มันเป็นใบมีดอาบสนิมที่แฝงพลังเวทมนตร์ แม้บาดแผลจะไม่ถึงตาย แต่ในดินแดนรกร้างที่ไร้ยารักษาเช่นนี้ บาดแผลเพียงเล็กน้อยก็แทบไม่ต่างจากคำตัดสินประหารชีวิต
เมื่อเห็นถานเจี๋ยและพวกพ้องรุกคืบเข้ามาอย่างคุกคาม ไป๋เย่รู้ดีว่าวันนี้เรื่องคงไม่จบลงด้วยดีแน่
หลี่โย่วแทบจะหมดสภาพการต่อสู้ หากเขายังอยู่ก็จะเป็นเพียงตัวถ่วง ไป๋เย่จึงไม่ได้ตั้งใจจะให้เขาเข้ามายุ่ง
“หลี่จั่ว พวกมันตามฉันมา นายไปก่อนเลย... หือ!?”
“ไป๋เย่ ฉันจะแก้แค้นให้นายเอง!” เสียงของหลี่โย่วดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ขณะที่เขารีบเร่งจากไป ทิ้งร่องรอยฝุ่นไว้บนผืนดินสีเหลือง
ไป๋เย่: “...”
ไป๋เย่ไม่ได้ตำหนิหลี่โย่วที่หนีไป อีกฝ่ายยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเขาก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว ตอนนี้ในเมื่อสถานการณ์ไร้ทางออก การหนีเอาตัวรอดก็เป็นเรื่องปกติ
อีกอย่างตอนที่ตกลงร่วมมือกัน หลี่โย่วเคยบอกว่าจะช่วย แต่ถ้ามีความเสี่ยงที่เกินกำลังจริงๆ เขาจะไม่เอาชีวิตมาทิ้ง เพราะเขายังมีแม่ที่รออยู่ที่บ้าน
แต่ว่า... หมอนั่นวิ่งเร็วเกินไปแล้ว
ขณะที่ไป๋เย่กำลังคิดเช่นนั้น หลี่โย่วก็นึกครึ้มอะไรขึ้นมาไม่รู้ วิ่งกลับมาซะงั้น
“นายนี่นะ ทำไมถึงกลับมาอีก?” ไป๋เย่ถามด้วยความประหลาดใจ
หลี่โย่วหอบหายใจถี่ แต่แววตากลับแน่วแน่ขึ้น: “แม้ฉันจะกลัวตาย แต่ฉันกลัวการที่ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความเสียใจและสมน้ำหน้าตัวเองที่ทิ้งเพื่อนแล้วหนีไปมากกว่า”
ไป๋เย่มองหลี่โย่วด้วยสายตาพินิจ
ใบหน้าของหลี่โย่วซีดเผือดและสั่นเทา แต่เขายังยืนหยัดเคียงข้างไป๋เย่อย่างมั่นคง ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้กับจิตใจตัวเองมาอย่างหนักหน่วง
เพื่อนงั้นรึ?
ไป๋เย่ยิ้มพลางตบไหล่ที่กำลังสั่นเทาของหลี่โย่ว
“ไม่ต้องห่วง ฉันอยู่นี่ นายไม่ตายหรอก”
แม้ในตอนแรกหลี่โย่วจะหนีไปเพราะความกลัว แล้วค่อยเปลี่ยนใจย้อนกลับมา โดยหวั่นไหวระหว่างความกล้าและความขลาดกลัว
นั่นแหละที่ทำให้ความกล้าของเขาล้ำค่าไม่ใช่หรือ?
ความโหดเหี้ยมของผู้แข็งแกร่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง แต่การย้อนกลับมาของผู้ที่อ่อนแอก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน
ในยามที่สัญชาตญาณกรีดร้องบอกให้ถอยหนี ความกล้าหาญกลับยืนกรานที่จะฝ่าฟันผ่านอุปสรรคแห่งความสิ้นหวังนั้นไป
นั่นคือความหมายของความกล้าหาญ... หือ?
ครืน...
เสียงคำรามของรถเอสยูวีขัดจังหวะความคิดของไป๋เย่ เขามองไปทางต้นเสียงและเห็นรถอีกคันกำลังพุ่งตรงมาทางที่หลี่โย่วเพิ่งหนีไป (5555555555555555555555555555555แปลไปขำเลยฉากนี้)
เอี๊ยด!
รถเอสยูวีเบรกกะทันหัน หวังเช่อก้าวลงมาจากรถพร้อมกับลูกสมุนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้า
เขามองหลี่โย่วด้วยสายตาถากถาง: “หลี่โย่ว ทำไมไม่วิ่งต่อล่ะ? เหอะ... ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกนายต้องแยกกัน ฉันเลยดักทางหนีไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นพวกนายเกือบจะรอดไปได้แล้ว!”
หลี่โย่วยิ้มตอบอย่างสุภาพแต่ดูเก้อเขินเล็กน้อย
ไป๋เย่: “...”
“ไป๋เย่ ให้ฉันอธิบาย...จริงๆ แล้ว...”
“หยุดเถอะ นั่นมันดูไม่ค่อยจริงใจเท่าไหร่”
ตอนนี้ไป๋เย่อยากจะซัดใครสักคนให้คว่ำ ให้ตายเถอะ เขาเกือบจะโดนไอ้เด็กหลี่โย่วนี่หลอกเอาแล้ว หมอนั่นสกิลการพูดจาดีใช่ย่อย
แม้จะกลัวความตาย แต่ฉันกลัวการต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความเสียใจและสมน้ำหน้าตัวเองที่ทิ้งเพื่อนแล้วหนีไปคนเดียวมากกว่า
บ้าเอ๊ย เห็นๆ อยู่ว่าโดนหวังเช่อไล่ต้อนกลับมา แต่กลับทำตัวเป็นคนมีคุณธรรม ยอมเสียสละเพื่อเพื่อนงั้นรึ
“รองผู้บัญชาการไป๋... ปัดโธ่! ไป๋เย่ ส่งไอเทมต้องห้ามมาซะ แล้วฉันอาจจะไว้ชีวิตนาย!” ถานเจี๋ยตะโกนพลางควงมีดพร้า
“ไป๋เย่ โทษที่ความโง่ของนายเถอะ นายเคยมีโอกาสเข้าร่วมกับศาลเงียบแท้ๆ แต่กลับปฏิเสธ ถ้าถ้านายยอมเข้าร่วม พวกเราคงไม่กล้าตามล่านายหรอก น่าเสียดายที่นายตัดช่องทางรอดของตัวเองไปซะได้” หวังเช่อแสยะยิ้ม
ด้วยถานเจี๋ยที่อยู่ด้านหน้าและหวังเช่อที่อยู่ด้านหลัง ทางหนีของพวกเขาจึงถูกปิดตายโดยสมบูรณ์
“ดูเหมือนพวกนายจะหวาดกลัวศาลเงียบสินะ?” สีหน้าของไป๋เย่ยังคงนิ่งเฉย เขายังมีอารมณ์ที่จะซักไซ้ข้อมูลเพิ่ม
หวังเช่อไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรมาก แต่ถานเจี๋ยที่กำลังมั่นใจในชัยชนะเริ่มคุยโวออกมาอย่างใจเย็น คนส่วนใหญ่มักจะทนไม่ได้ที่จะไม่เยาะเย้ยศัตรูเมื่อชัยชนะอยู่ในมือ
“คนชั้นต่ำที่โชคช่วยได้ไอเทมต้องห้ามไปครอง ไม่รู้จักศาลเงียบก็ไม่แปลกหรอก ไม่อย่างนั้นนายคงไม่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมหรอก”
“ศาลเงียบเป็นองค์กรเหนือธรรมชาติสุดโต่ง ใครก็ตามที่เคยสัมผัสกับโลกเหนือธรรมชาติย่อมรู้จักพวกมันดี องค์กรนี้อ้างว่าตนยึดมั่นในความยุติธรรม แต่ความจริงกลับใช้อำนาจในทางที่ผิด ก่อเหตุสังหารหมู่ในดินแดนรกร้างในนามของความยุติธรรม ใครก็ตามที่พวกมันแปะป้ายว่าเป็นอาชญากร ไม่มีทางรอดไปได้เกินวันรุ่งขึ้นหรอก”
“เหอะ... ก็แค่พวกบ้าอำนาจ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ยังจะมาไล่ล่าหาความยุติธรรม? ถ้ามาตรฐานเป็นแบบพวกมัน ทุกคนในดินแดนรกร้างนี้ก็ควรตายให้หมด! พวกอีกาต่างก็สีดำเหมือนกันทั้งนั้น!”
ไป๋เย่เข้าใจในทันที มิน่าเล่าถานเจี๋ยและพวกพ้องถึงได้หวาดกลัวศาลเงียบนัก หากแม่สาวคนนั้นรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาทำในเมืองเกรย์เอิร์ธ พวกเขาคงถูกพิพากษาไปนานแล้ว
ศาลเงียบ... ศาล... ก็หมายถึงการตัดสินคนชั่ว แต่ทำไมถึงเรียกว่าศาลเงียบล่ะ?
“เอาล่ะ พอได้แล้ว เริ่มกันเลยดีกว่า เราปล่อยให้หลี่โย่วคนที่มีพลังเหนือมนุษย์คนนี้ฟื้นตัวไม่ได้” หวังเช่อผู้รอบคอบเริ่มหงุดหงิด เขาไม่ต้องการให้เกิดเรื่องยุ่งยากเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง แต่ส่งลูกสมุนไปหยั่งเชิงก่อน ถานเจี๋ยเองก็เลือกทางเดียวกัน
เมื่อได้รับสัญญาณจากผู้บัญชาการทั้งสอง ลูกสมุนนับสิบที่ถึอมีดพร้าขึ้นสนิมต่างแยกตัวออกเป็นสองกลุ่ม ล้อมกรอบและรุกคืบเข้าหาไป๋เย่และหลี่โย่ว
พวกเขาไม่มั่นใจนักว่าปืนของไป๋เย่ยังมีกระสุนอยู่หรือไม่ หรือไม่แน่ใจว่าหลี่โย่วยังสามารถเรียกใช้พลังพิเศษได้อีกไหม พวกเขาจึงเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
“เฮ้อ” เสียงถอนหายใจยาวทำลายบรรยากาศที่ตึงเครียดลง
"ที่จริงแล้ว..." ไป๋เย่เอ่ยขึ้นช้าๆ ดึงดูดสายตาของทุกคนให้จับจ้องมาที่เขา
"ก่อนหน้านี้เราก็เข้ากันได้ดี จะมาสู้กันให้ตายไปข้างทำไม ผมไม่อยากเสียเวลาฆ่าพวกคุณจริงๆ เอาแบบนี้ไหม คุกเข่าลงแล้วอ้อนวอนผมซะ เรื่องนี้ก็จบกัน เป็นไง?"
ถานเจี๋ยและคนอื่นๆ แทบจะหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น
"ฟังสิ่งที่ตัวเองพูดบ้างสิ ใครกันแน่ที่ต้องเป็นฝ่ายอ้อนวอน! ไป๋เย่ ฉันนึกว่าแกแค่แกล้งโง่ ที่ไหนได้แกมันบ้าจริงๆ ให้ตายเถอะ ดูสถานการณ์ตอนนี้ซะบ้างว่าใครถือไพ่เหนือกว่า!" ถานเจี๋ยแค่นหัวเราะเยาะ
บรรดาสมุนต่างพากันหัวเราะร่า เย้ยหยันที่ไป๋เย่ประเมินกำลังตัวเองสูงเกินไป
ไป๋เย่เมินเฉยต่อเสียงหัวเราะเยาะนั้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดว่า "เอาจริงๆ นะ แค่คุกเข่าลงแล้วอ้อนวอนฉันซะ ฉันเกลียดการเสียเวลามากกว่าอะไรทั้งนั้นในชีวิตนี้"