- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีสองพันแปด ผมคือเทพวงการแพทย์
- บทที่ 27 คุยกันแค่วิชาการ
บทที่ 27 คุยกันแค่วิชาการ
บทที่ 27 คุยกันแค่วิชาการ
บทที่ 27 คุยกันแค่วิชาการ
หลังจากออกจากสำนักงานของหยางซวี่ เจียงเหอก็เดินกลับไปยังอาคารเรียน
วันนี้สถานีวิทยุของมหาลัยกำลังเปิดเพลง "ฟู่ซื่อซานเซี่ย" ของเฉินอี้ซุ่น
♫: "สายฝนที่ขวางทางช่างคล้ายเกล็ดหิมะ เธอที่กำลังสะอื้นไห้อยู่หนาวไหม... เสื้อกันลมตัวนี้ฉันให้เธอใส่ จนปกเสื้อเสียดสีเปื่อยรุ่ยคล้ายดอกไม้..."
♫: "ใคร ๆ ต่างก็มีเพียงสองมือ ลำพังแค่การโอบกอด...ก็ยากจะรั้งเธอมาครอบครอง หากคิดจะครอบครอง ก็ต้องเรียนรู้วิธียอมรับความสูญเสียให้ได้ก่อน..."
ในอดีต อาจารย์เซิ่นชอบฟังเพลงนี้เวลาที่ทะเลาะกับตัวเองตอนเลิกกัน
เธอจะแอบร้องไห้อยู่ในผ้าห่มพลางรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้น และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมคืนดีอีกเด็ดขาด
แต่แล้วก็มักจะพ่ายแพ้ให้กับมันเทศอบอย่างรวดเร็วทุกที
คิดไปคิดมา เจียงเหอก็ต้านทานรอยยิ้มไม่อยู่ ก่อนที่แววตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาและคิดถึง
——อาจารย์เซิ่น ทุกอย่างที่นี่เป็นไปด้วยดี แล้วคุณล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?
——หนาวไหม? มีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่หรือเปล่า? ได้กินอาหารดีๆ ไหม? การเรียนเป็นอย่างไรบ้าง? อารมณ์ดีไหม? เงินพอใช้หรือเปล่า? มีเรื่องระหองระแหงกับเพื่อนร่วมห้องบ้างไหม? เหนื่อยไหม? ปวดท้องหรือเปล่า?
เขาคิดถึงเธออยู่อย่างนั้น
เจียงเหอเดินกลับมาถึงห้องเรียนรวมแบบขั้นบันได
เฉินฮ่าวหันมาถามทันที "อาจารย์หยางซวี่เรียกนายไปทำไมเหรอ?"
เจียงเหอตอบ "คุยเรื่องหัวข้อวิจัยนิดหน่อยน่ะ"
เฉินฮ่าวร้องอ๋อ แล้วก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
เพราะถึงถามไป ส่วนใหญ่เขาก็ฟังไม่เข้าใจอยู่ดี
เขารู้ตัวดีว่า ในแง่ของระดับวิชาการตอนนี้ ระหว่างเขากับเจียงเหอมีกำแพงหนาทึบที่น่าเศร้ากั้นเอาไว้ชั้นหนึ่งแล้ว
บนเวที อาจารย์จ้าวที่สอนวิชาการวินิจฉัยโรคกำลังปรับโปรเจคเตอร์ตกรุ่นเครื่องหนึ่งอยู่
"เมื่อกี้เราพูดถึงลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันไปแล้ว"
อาจารย์เอ่ยถามต่อ "คราวนี้ลองดูภาพบนจอนี้ เป็นกรณีผู้ป่วยชายอายุ 50 ปี มาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง พวกคุณลองดูภาพนี้แล้วช่วยบอกการวินิจฉัย พร้อมอธิบายเหตุผลในการวินิจฉัยแยกโรคหน่อยซิ"
ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบกริบทันตาเห็น
นี่คือเรื่องปกติของนักศึกษาแพทย์
เมื่อต้องอ่านผลภาพถ่ายหรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ้าอาจารย์ไม่เอ่ยปากเรียกชื่อ ก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกตัวแน่นอน
อาจารย์จ้าวรออยู่ครึ่งนาที พอเห็นว่ายังไม่มีใครยอมเปิดปาก ก็พูดขึ้นว่า:
"ไม่พูดไม่จาเลยเหรอ? ปกติเวลาท่องจำบทเรียนเห็นเก่งกันจัง พอต้องปฏิบัติจริงกลับเงียบเป็นเป่าสาก?"
"เอาล่ะ เจียงเหอ นายช่วยบอกคำตอบที่ถูกต้องให้ทุกคนฟังหน่อย" อาจารย์จ้าวเรียก
ทุกคนในห้องเรียนหันขวับพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตัวเทพประจำรุ่น!
เจียงเหอเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วยืนขึ้น เขากวาดสายตามองคลื่นไฟฟ้าหัวใจอยู่สองสามปราด ก่อนจะเอ่ยว่า:
"เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นบริเวณกว้างที่ผนังด้านหน้าครับ โดยพบ ST segment ยกสูงขึ้น ในลีด V1 ถึง V5 พร้อมกับการปรากฏของ Q wave ที่ผิดปกติ ซึ่งนี่เป็นลักษณะเด่นของภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายครับ"
อาจารย์จ้าวถามรุกต่อ "แล้วถ้าเป็นโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบล่ะ? โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบก็ทำให้ ST segment ยกสูงได้เหมือนกัน นายจะใช้เหตุผลอะไรในการตัดโรคนั้นออกไป?"
เจียงเหอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ดูจากลีดที่สัมพันธ์กันครับ ในภาพนี้ ST segment ของผนังด้านล่างในลีด II, III และ aVF มีลักษณะกดต่ำลง ซึ่งนี่เป็นความเปลี่ยนแปลงในลักษณะภาพสะท้อน ที่เกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ผนังด้านหน้า ส่วนการยกสูงของ ST segment ในโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบนั้นจะเป็นแบบกระจายไปทั่ว และนอกจากนี้รูปร่างการยกขึ้นของ ST segment ในโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมักจะมีลักษณะเว้าขึ้น แต่ในภาพนี้มีลักษณะโค้งนูนขึ้น จึงสามารถตัดโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบออกไป และยืนยันว่าเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายครับ"
สิ้นคำอธิบาย นักศึกษาหลายคนในห้องก็เริ่มก้มหน้าก้มตาจดโน้ตลงสมุดกันอย่างบ้าคลั่ง
อาจารย์จ้าวมองเจียงเหอ ใบหน้าที่เคร่งขรึมเมื่อครู่คลายลงในที่สุด เขายิ้มพยักหน้าด้วยความชื่นชมพร้อมผายมือให้เขานั่งลง
"ตอบได้ถูกต้องและแม่นยำมาก ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะภาพสะท้อนนี่แหละคือจุดสำคัญในการแยกแยะระหว่างภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายกับโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หลายคนที่จบไปเป็นแพทย์ฝึกหัดมักจะมองข้ามจุดนี้ไป"
อาจารย์จ้าวหันหลังกลับไปเขียนคำสำคัญสองสามคำบนกระดานดำด้วยชอล์ก พลางพูดไปด้วยว่า:
"คำถามข้อนี้จริง ๆ แล้วถือว่าเกินขอบเขตเนื้อหา ปกติครูไม่ได้คาดหวังว่าพวกคุณจะตอบได้ครบถ้วนขนาดนี้ เจียงเหอทำได้ดีมาก พื้นฐานแน่นสมกับเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันตอบปัญหา ทุกคนควรเรียนรู้วิธีการเชื่อมโยงความรู้แบบนี้เวลาอ่านหนังสือ ไม่ใช่เอาแต่ท่องจำอย่างเดียว"
คำพูดของอาจารย์ไม่ได้เยินยอจนเกินจริง เป็นเพียงการยอมรับและชื่นชมนักเรียนที่เรียนดีคนหนึ่งเท่านั้น
แต่มันก็น่าประทับใจมากพอแล้ว
โจวหยางที่นั่งอยู่แถวหน้าแอบหันมาพึมพำ "ไม่ใช่หรอก ไม่ต้องชมขนาดนั้น เจียงเหอก็แค่ทำตามขั้นตอนพื้นฐานทั่วไปเอง"
หลินเยวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วย"
เฉินฮ่าวใช้ศอกกระทุ้งเจียงเหอใต้โต๊ะ ใบหน้าของเขานอกจากจะแฝงแววขบขันแล้ว ยังแสดงอารมณ์ประมาณว่า... โดนไอ้หมอนี่หลอกเอาอีกแล้ว
เจียงเหอทำเป็นมองไม่เห็น เขายังคงเปิดสมุดบันทึกเพื่อคิดวางแผนเกี่ยวกับกระบวนการทำงานในห้องจัดเก็บเอกสารช่วงวันชาติต่อไป
สองคาบเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากเก็บของเสร็จ เจียงเหอก็เดินออกมาพร้อมกับเฉินฮ่าว
พอเดินมาถึงโถงทางเดิน ก็เห็นเฉิงซีเหยาพอดี
วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ในอ้อมแขนกอดหนังสือ ‘กายวิภาคศาสตร์ระบบประสาท’ เล่มหนา ยืนพิงขอบหน้าต่างตรงระเบียงทางเดิน
เมื่อเห็นเจียงเหอเดินออกมา เธอจึงยืดตัวตรง
ในทางเดินมีนักศึกษาเดินพลุกพล่าน หลายคนพอเห็นดาวคณะยืนอยู่ตรงนี้ ความเร็วในการก้าวเดินก็ช้าลงโดยอัตโนมัติ
นักศึกษาชายกลุ่มหนึ่งแลกเปลี่ยนสายตากัน แต่ไม่มีใครกล้าหยุดเดินหรือส่งเสียงแซว ทำเพียงลอบมองอยู่สองสามปราด แล้วรีบสาวเท้าเดินลงบันไดไปเป็นกลุ่ม ๆ
ทุกคนโตๆ กันแล้ว การหันมองเรื่องแบบนี้สองสามครั้งถือเป็นสัญชาตญาณ แต่ถ้าเข้าไปโห่ฮาแซวจะดูไร้มารยาททันที
เฉินฮ่าวตอบสนองไวเป็นกรด
เขาเหลือบมองเฉิงซีเหยาทีหนึ่ง แล้วหันมามองเจียงเหอ ก่อนจะจงใจพูดเสียงดังฟังชัดว่า
"ลุงเจียง เอ่อ... ฉันไปจองที่นั่งที่โรงอาหารก่อนนะ นายรีบตามมาละกัน"
พอพูดจบ เฉินฮ่าวก็ทักทายเฉิงซีเหยาอย่างมีมารยาท แล้วรีบวิ่งลงบันไดกลืนหายไปกับฝูงชนอย่างรวดเร็ว
เจียงเหอส่ายหัว เดินเข้าไปหยุดห่างจากเธอสองก้าวแล้วเอ่ยถาม "มาหาฉันเหรอ?"
เฉิงซีเหยาพยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ "ฉันมาแสดงความยินดีกับนายน่ะ คะแนนเต็มอันดับหนึ่ง ซ่อนคมไว้ลึกน่าดูเลยนะ เมื่อวานในห้องสอบเห็นนายส่งกระดาษคำตอบตอนนาทีที่สี่สิบ ฉันยังคิดว่านายถอดใจไปแล้วซะอีก"
"ขอบคุณ" เจียงเหอพยักหน้า "พอดีโจทย์ข้อนั้นเคยอ่านผ่านตามาน่ะ โชคดีไป"
เฉิงซีเหยาหยิบหนังสือ《การชันสูตรทางระบบประสาท》ในมือขึ้นมา เปิดไปยังหน้าที่พับมุมเอาไว้แล้วยื่นให้เจียงเหอ
"วันนั้นที่ฉันบอกว่ามีคำถามอยากจะปรึกษานาย ตอนนี้พอมีเวลาไหม? จะรบกวนเวลากินข้าวหรือเปล่า?" เธอถาม
"ว่ามาสิ"
"เกี่ยวกับระบบนอกพีระมิด ในหนังสือบอกว่าหากเส้นทางสื่อประสาทสไตรเอตัม-สับสแตนเชียไนกราเสียหาย จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน แต่ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจกลไกการควบคุมระหว่างโดปามีนกับอะเซทิลโคลีนในส่วนนี้ ทำไมตอนที่เสริมโดปามีนถึงต้องใช้ยาต้านโคลีนร่วมด้วยล่ะ?"
นี่เป็นคำถามเกี่ยวกับกลไกทางสรีรวิทยา ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่สามมักจะสับสนกันได้ง่าย
เจียงเหอดึงปากกาออกจากกระเป๋าเสื้อ
"ไม่ต้องดูรูปนั้นหรอก รูปนั้นวาดซับซ้อนเกินไป จนทำให้ใจความสำคัญถูกบดบังไปหมด..."
หลังจากอธิบายหลักการอย่างง่ายๆ จบ เขาก็พูดต่อ
"เพราะฉะนั้นตรรกะในการรักษาจึงง่ายมาก ไม่ว่าจะเสริมเลโวดอปา ใช้ยาต้านโคลีน หรือใช้สองอย่างร่วมกัน ล้วนมีเป้าหมายเพื่อดึงตาชั่งที่เอียงให้กลับมาสมดุลเป็นปกติ"
เฉิงซีเหยามองภาพแผนภูมิรูปไม้กระดานหกที่เขาเขียนลงบนกระดาษ สีหน้าพลันผ่อนคลายลงทันที
เส้นทางการส่งสัญญาณที่ซับซ้อนซึ่งกวนใจเธอมาทั้งคืน ถูกคลี่คลายจนกระจ่างแจ้งด้วยประโยคเพียงไม่กี่ประโยคนี้เอง
"ที่แท้ต้นตอก็เป็นแบบนี้..." เธอพยักหน้าเบาๆ "ในตำราเขียนถึงตัวรับและวงจรป้อนกลับไว้เยอะมาก แต่ไม่เคยอธิบายความสัมพันธ์เชิงยับยั้ง เเละถ่วงดุลกันให้ชัดเจนแบบนี้เลย"
เธอปิดหนังสือ เงยหน้าขึ้นมองเจียงเหอ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม "เจียงเหอ นายเก่งจริงๆ ฉันรู้สึกว่าอาจารย์ในห้องยังอธิบายได้ไม่เคลียร์เท่านายเลย"
"อ่านกรณีศึกษาทางคลินิกบ่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าใจเอง" เจียงเหอเสียบปากกากลับคืนใส่กระเป๋าเสื้อ
ทั้งสองคนยืนอภิปรายปัญหาค้างคาใจกันอยู่ตรงทางเดิน โดยไม่มีการสัมผัสหรือท่าทีที่เกินเลยขอบเขตแม้แต่น้อย
เฉิงซีเหยามองเจียงเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพในฐานะผู้ใฝ่รู้ต่อผู้ให้คำตอบ
ส่วนท่าทีของเจียงเหอในการตอบคำถามก็นิ่งสนิทและเปี่ยมประสิทธิภาพ
เมื่อข้อสงสัยได้รับการคลี่คลาย เจียงเหอก็เตรียมตัวจะไปกินข้าว
"อ้อ" เฉิงซีเหยาเอ่ยรั้งเขาไว้กะทันหัน "เมื่อวานที่หน้าห้องสอบ นายบอกว่านายกับเฉินฮ่าวจะอยู่ทำวิจัยที่มหาลัยช่วงวันชาติ... เรื่องจริงเหรอ?"