- หน้าแรก
- เกิดใหม่ปีสองพันแปด ผมคือเทพวงการแพทย์
- บทที่ 17 เจียงเหอ เมื่อคืนนายไปไหนมา?
บทที่ 17 เจียงเหอ เมื่อคืนนายไปไหนมา?
บทที่ 17 เจียงเหอ เมื่อคืนนายไปไหนมา?
บทที่ 17 เจียงเหอ เมื่อคืนนายไปไหนมา?
คาบเรียนช่วงบ่าย เจียงเหอลาหยุดเพื่อไปสิงตัวอยู่ที่ห้องสมุด
กระทั่งหลังมื้อเย็น เขาจึงเดินทางมายังห้องเรียนขั้นบันไดหมายเลข 2 ซึ่งบริเวณหน้าประตูห้องมีป้ายผ้าแขวนต้อนรับไว้ว่า:
[เรียนรู้อย่างกว้างขวาง ปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น เชิดชูคุณธรรมช่วยเหลือโลก——การแข่งขันแนวคิดพยาธิวิทยาคลินิก ครั้งที่ 3 รอบคัดเลือก]
บรรยากาศในงานคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมาก
เฉินฮ่าวกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะสะกิดเพื่อน “เหล่าเจียง นายดูตรงนั้นสิ นั่นมันรุ่นพี่ปีสี่ปีห้าใช่ไหม?”
เจียงเหอมองตามสายตาของเขาไป ยามเมื่อเทียบกับนักศึกษาปีสามแล้ว ออร่าของพวกปีสูงดูแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน บางคนถึงกับสวมเสื้อกาวน์ยืนจับกลุ่มคุยกันสองสามคน ซึ่งหัวข้อที่พวกเขาคุยกัน ก็ไม่ใช่เรื่องเกม World of Warcraft หรือเรื่องอาหารในโรงอาหาร แต่กลับเป็นเรื่องเคสผู้ป่วยเมื่อวาน และเรื่องการเดินตรวจวอร์ดของผู้อำนวยการ...
ในคณะแพทยศาสตร์ รุ่นพี่ปีสูงมักจะมีแรงกดดันต่อรุ่นน้องปีต่ำกว่าโดยธรรมชาติ
เฉินฮ่าวเดาะลิ้นแล้วเปรยต่อ “หลี่เวย หมอนี่เข้าสังคมเก่งชะมัด”
ในกลุ่มย่อยที่ประกอบไปด้วยนักศึกษารุ่นพี่ปีสูงนั้น มีหลี่เวยรวมอยู่ด้วย เขาอยู่ในชุดเสื้อโปโลไนกี้ เซตผมเรียบแปล้ดูเป็นผู้ใหญ่ บนข้อมือสวมนาฬิกาสปอร์ตคาสิโอ กำลังพูดคุยหัวเราะร่าอย่างสนิทสนมกับรุ่นพี่สวมเสื้อกาวน์ที่ยืนอยู่ข้างๆ
หลี่เวย คือนักเรียนหัวกะทิของชั้นเรียนแพทย์คลินิกห้อง 1 และยังเป็นศัตรูในจินตนาการของพวกห้อง 2 ทุกคน ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรออกไป ถึงทำให้รุ่นพี่ปีห้าสองคนนั้นหัวเราะลั่น หนึ่งในนั้นยังตบไหล่หลี่เวยอย่างเป็นกันเองพร้อมกับยื่นบุหรี่ให้อีกมวน แม้หลี่เวยจะโบกมือปฏิเสธ ทว่าท่าทางที่ดูคุ้นเคยสนิทสนมนั้น กลับทำให้นักศึกษาปีสามรอบๆ หลายคนส่งสายตาอิจฉา
ในวัยนี้ การสามารถเข้าหาและตีสนิทกับรุ่นพี่ปีห้าที่กำลังหมุนเวียนฝึกงานตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ได้ดีขนาดนี้ ถือเป็นเครื่องหมายแสดงความสามารถอย่างหนึ่ง นั่นหมายความว่าคุณมีเส้นสาย มีช่องทางรับรู้ข้อมูล หรือแม้กระทั่งในอนาคตยามเข้าไปฝึกงานในโรงพยาบาลก็ยังมีคนคอยให้การดูแล
“ชิ ไอ้นี่...” เฉินฮ่าวเบ้ปาก พูดอย่างขัดใจ “เรื่องเรียนล่ะไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องประจบสร้างเส้นสายนี่ที่หนึ่งเลย”
เจียงเหอละสายตากลับมา พลางยิ้มบางๆ “คะแนนของเขาก็ไม่เลวไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นมันเพราะเขาโชคดีต่างหาก แถมอาจารย์ยังปล่อยเกรดให้อีก!”
เฉินฮ่าวพูดอย่างร้อนรน: “เฮ้ย เหล่าเจียง ทำไมนายถึงไปไปเพิ่มบารมีให้คนอื่นแล้วบั่นทอนกำลังใจฝ่ายตัวเองล่ะ ครั้งนี้พวกเราแบกความหวังของคนทั้งห้องมาเลยนะ!”
“ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องเรียกพวกมาบ้าง ฉันจะโทรหาจื่อเจี้ยนกับเหล่าหวังเดี๋ยวนี้ ให้พวกนั้นลองถามดูว่ารู้จักรุ่นพี่ปีสูงคนไหนบ้าง พวกเราจะได้ตั้งกลุ่มเล็กๆ กันขึ้นมา ถึงจะแพ้เรื่องคน แต่ต้องไม่แพ้เรื่องฟอร์ม!”
เจียงเหอยื่นมือไปกดมือของเฉินฮ่าวที่กำลังล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือเอาไว้ “ไม่ต้องหรอก”
“ทำไมถึงไม่ต้องล่ะ นายดูท่าทางอวดดีของมันสิ!”
“ไม่เป็นไรหรอก”
ในตอนนั้นเอง หลี่เวยที่อยู่ไกลออกไปก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมา เขาเอ่ยบางอย่างเสียงเบากับรุ่นพี่ข้างๆ ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้ามาทางนี้
“ซวยแล้ว หมอนี่เดินมาแล้ว” เฉินฮ่าวทำท่าราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ “เหล่าเจียง เดี๋ยวอย่าไปยอมมันนะ มีฉันอยู่ทั้งคน”
เจียงเหอรู้สึกขำอยู่ลึกๆ การเผชิญหน้าข่มขวัญกันเหมือนเด็กเล่นขายของแบบนี้ ในสายตาของเขาช่างดูไร้เดียงสาเหลือเกิน
“เจียงเหอ” หลี่เวยเดินเข้ามาใกล้ น้ำเสียงที่เอ่ยค่อนข้างสุภาพ “แปลกใจจัง ได้ยินหัวหน้าห้องพวกนายบอกว่านายลงสมัครแข่งด้วยเหรอ? ฉันนึกว่านายจะไม่สนใจการแข่งขันอะไรแบบนี้ซะอีก”
เจียงเหอพยักหน้า “มาร่วมสนุกน่ะ ถือโอกาสมาเรียนรู้อะไรนิดหน่อยด้วย”
“ทัศนคติดีนี่” หลี่เวยพยักหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงของผู้มีประสบการณ์เหนือกว่า “สมควรมาเรียนรู้จริงๆ การแข่งขันแบบนี้ไม่เหมือนการสอบทั่วไปหรอกนะ คำถามมันพลิกแพลงได้ ท่องจำอย่างเดียวไม่ได้ผลหรอก ต้องมีแนวคิดทางคลินิกด้วย”
พูดจบ เขาก็เบี่ยงตัวเล็กน้อย “เห็นรุ่นพี่ใส่แว่นตรงนั้นไหม นั่นรุ่นพี่จาง ตอนนี้ฝึกงานอยู่แผนกศัลยกรรมทั่วไปที่โรงพยาบาลฝูอียี่ว์น เมื่อกี้เขาแอบกระซิบ บอกฉันมานิดหน่อยว่าปีนี้ข้อสอบเยอะมาก แถมยังมีโจทย์วิเคราะห์เคสผู้ป่วยที่เกินหลักสูตรไปเยอะเลย”
หลี่เวยเอ่ยด้วยท่าทีหวังดี “เจียงเหอ ถึงพวกเราจะอยู่คนละห้อง แต่ก็รุ่นเดียวกัน ให้ฉันพานายไปทำความรู้จักไหม รุ่นพี่จางเป็นคนดีนะ พูดดีๆ กับเขาสักสองสามประโยค ให้เขาช่วยแชร์ประสบการณ์ให้ จะเป็นประโยชน์กับการสอบของนายในอีกไม่กี่นาทีนี้เลย”
เฉินฮ่าวเอียงคอ ดุนลิ้นเข้ากับกระพุ้งแก้ม แน่นอนว่าเขาฟังความหมายแฝงในคำพูดของหลี่เวยออก นี่มันช่วยชี้แนะที่ไหนกัน นี่มันจงใจมาขิงกันชัดๆ!
“ใครจะไปอยากรู้จักรุ่นพี่อะไรนั่นกัน!” เฉินฮ่าวก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งเพื่อบังเจียงเหอไว้ แล้วพูดเสียงแข็ง “สอบก็ต้องใช้ความสามารถของตัวเองสิ ทำเรื่องนอกลู่นอกทางแบบนี้มันน่าภูมิใจตรงไหน?”
หลี่เวยไม่โกรธ เพียงแค่ยักไหล่อย่างจนใจ “ฉันก็หวังดีนะ พวกเราปีสามเดิมทีก็ขาดประสบการณ์อยู่แล้ว มีช่องทางเพิ่มขึ้นมันก็ดีเสมอแหละ”
เจียงเหอยื่นมือไปตบไหล่เฉินฮ่าวเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เขาใจเย็นๆ จากนั้นก็ปฏิเสธสั้นๆ “ขอบใจนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ไว้คราวหน้าเถอะ”
เฉินฮ่าวรู้สึกอึดอัดขัดใจสุดๆ จึงสะบัดหน้ามองไปทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่าการมองครั้งนี้กลับทำให้เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเดรสยาวสีขาว กอดหนังสือสองสามเล่มกำลังเดินขึ้นมาจากบันได
เฉิงซีเหยา
วันนี้เธอไม่ได้มัดผมหางม้า แต่ปล่อยผมยาวสยาย เผยเสน่ห์ชวนมองแบบรักแรกพบออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ระดับดาวคณะมาเยือนทั้งที บรรยากาศรอบๆ จึงดูเงียบสงบลงเล็กน้อยทันทีที่เธอมาถึง
หลี่เวยเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน ท่าทางของเขาดูประหม่าและตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หมอนี่กำลังตามจีบเฉิงซีเหยาอยู่ และเหตุผลใหญ่ที่เขาเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ก็เพราะได้ยินมาว่าเฉิงซีเหยาชอบผู้ชายที่เรียนเก่ง
“ซีเหยา” เมื่อเห็นเฉิงซีเหยาเดินเข้ามา หลี่เวยก็ล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยมือข้างหนึ่งแล้วเอ่ยทัก “เธอมาด้วยเหรอ ทบทวนเป็นไงบ้าง เมื่อกี้ฉันกับพวกรุ่นพี่เพิ่งคุยกันเรื่องแนวข้อสอบครั้งนี้ เอาไหม...”
เฉิงซีเหยาพยักหน้าตอบหลี่เวยอย่างมีมารยาท “ขอบคุณนะ ไม่เป็นไรหรอก”
พูดจบ เธอก็ดิ่งตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเหอทันที “เจียงเหอ”
“หืม?” เจียงเหอมองเธอ
“เมื่อคืนนายไปไหนมา?” เฉิงซีเหยาเม้มริมฝีปาก ดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าคำพูดนี้อาจชวนให้เข้าใจผิดได้ จึงรีบเอ่ยเสริม “ฉันเดินหานายที่ชั้นสามของห้องสมุดตั้งรอบนึง แต่ไม่เจอนายเลย”
หลี่เวย: “??”
ไทยมุงรอบๆ: (⊙ˍ⊙)!
สถานการณ์มันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย ดาวคณะเป็นฝ่ายเดินมาทักเองเลยเหรอ แถมยังตั้งใจไปเดินตามหาที่ห้องสมุดตั้งรอบนึง แล้วยังอุตส่าห์วิ่งมาเค้นถามหาเบาะแสอีก ข้อมูลนี้มันชวนคิดลึกเกินไปแล้วนะ!
ทว่าเจียงเหอกลับดูสงบนิ่งมาก เขารู้ดีว่าเฉิงซีเหยาเป็นพวกบ้าวิชาการ ที่มาหาเขาก็คงเป็นเพราะมีโจทย์พยาธิวิทยาไม่กี่ข้อที่ยังแก้ไม่ได้ คงไม่ได้มีความหมายอื่นแฝง
“เปลี่ยนที่อ่านหนังสือแล้ว” เจียงเหอตอบเรียบๆ
“เปลี่ยนไปไหนล่ะ?” เฉิงซีเหยาซักต่อ “ห้องสมุดเป็นที่ที่เงียบที่สุดแล้วนะ”
“ตึกกายวิภาค”
“……”
เฉิงซีเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบนี้ เธอมองเจียงเหอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “งั้นคราวหน้าพาฉันไปด้วยได้ไหม ช่วงนี้ฉันกำลังดูกายวิภาคระบบประสาทอยู่ ดูแต่รูปในตำรามันนามธรรมเกินไป”
เมื่อเฉินฮ่าวได้ยินประโยคนี้ เขารู้สึกสะใจขึ้นมาทันที!
—— หลี่เวย! หน้าชาไปเลยสิ! เทพธิดาที่นายตามตื๊อเป็นฝ่ายมาชวนพวกเราไปติวหนังสือเองเลยนะ ยอมไหมล่ะ หลักฐานคาตาแล้วนะ มาขัดรองเท้าให้ฉันเลยมา!
ความรู้สึกสะใจนี้ไม่ต่างอะไรกับฉากที่ไอ้ขี้แพ้ในนิยายเรื่อง Dragon Raja ถูกช่วยชีวิตไว้ด้วยรถเฟอร์รารี่สีแดง พูดตามตรงหากให้เฉินฮ่าวเลือกในตอนนี้ เขาพร้อมจะยอมเป็นสาวกผู้ภักดีของเฉิงซีเหยา และเชื่อฟังเธออย่างเต็มที่ในอนาคต
แต่เจียงเหอกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เขาเพียงแค่เอ่ยปฏิเสธ “ช่างเถอะ ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่”
“ทำไมล่ะ?” เฉิงซีเหยาไม่เข้าใจ
“ฉันกับเฉินฮ่าวกำลังทำวิจัยอยู่”
เฉิงซีเหยาร้อง “อ้อ” ออกมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อย “โอเค งั้นก็สู้ๆ กับการสอบนะ อ้อ จริงสิ สอบเสร็จแล้วฉันมีโจทย์สองสามข้ออยากจะถามนายหน่อย”
“ค่อยว่ากัน” เจียงเหอตอบแบ่งรับแบ่งสู้
เฉิงซีเหยาไม่เซ้าซี้ต่อ เธอพยักหน้าให้เฉินฮ่าวเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้องเรียนไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอใช้เวลาพูดคุยกับเจียงเหอประมาณหนึ่งนาที ทว่าหลี่เวยกลับหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจนแทบกระอัก โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นท่าทีสบายๆ ของเจียงเหอ แถมยังกล้าปฏิเสธเทพธิดาอย่างไร้เยื่อใย โทสะในใจเขาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที จะแกล้งทำเป็นเท่ไปถึงไหนกัน?!
หลี่เวยสูดหายใจเข้าลึก พยายามระงับอารมณ์และรักษาท่าทีให้ดูดีที่สุดก่อนเอ่ย “สู้ๆ นะ หวังว่านายจะผ่านรอบแรกไปได้อย่างราบรื่น และหวังว่าจะได้เจอนายในรอบรองชนะเลิศ”
เจียงเหอส่ายหน้า “ไม่ นายคงไม่อยากเจอฉันในรอบรองชนะเลิศหรอก”
เฉินฮ่าวที่อยู่ข้างๆ เสริมทันควัน: “ใช่เลย”
ทั้งสองคนแท็กทีมคอสเพลย์เป็นโจวหยางและหลินเยวี่ยได้อย่างรู้ใจกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
หลี่เวย: “?”