- หน้าแรก
- แม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์โจว
- บทที่ 703 ซื้อสำนักหลิงซีได้ทั้งสำนัก
บทที่ 703 ซื้อสำนักหลิงซีได้ทั้งสำนัก
บทที่ 703 ซื้อสำนักหลิงซีได้ทั้งสำนัก
เฉินเสวียนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เป็นดังคาด ข้อเรียกร้องของสำนักหลิงซีนั้นไม่สูงนัก เพียงแค่มีรากฐานวิถีก็สามารถเป็นศิษย์สายนอกได้แล้ว
ศิษย์สองคนที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอยู่ด้านข้างปรายตามองเฉินเสวียนด้วยสายตาประหลาดใจแวบหนึ่ง จากนั้นคนผู้หนึ่งก็ชี้ไปที่ด้านข้างพลางกล่าวว่า "ไปรอตรงนั้น เมื่อการทดสอบของวันนี้สิ้นสุดลงทั้งหมดแล้ว ค่อยพาพวกเจ้าขึ้นเขาไปพร้อมกัน!"
เฉินเสวียนเดินเข้าไป กู้เยวี่ยฉือก็รีบสาวเท้าเข้ามาต้อนรับอย่างรวดเร็วพลางกล่าวว่า "เฉินเสวียน เจ้ามีรากฐานวิถีจริงๆ ด้วย!"
"ก็แค่กายาขยะห้าธาตุเท่านั้น!" ในตอนนั้นเอง จินลิ่งชวนที่อยู่ด้านข้างก็แค่นเสียงเย็นชาพลางกล่าว "ชั่วชีวิตนี้ก็เป็นได้แค่ขอบเขตทงเสวียนเท่านั้นแหละ"
เฉินเสวียนไม่สนใจจินลิ่งชวน เขาไปยืนอยู่ข้างกายกู้เยวี่ยฉือพลางกล่าว "วันหน้าพวกเราก็คือศิษย์พี่ศิษย์น้องกันแล้วนะ!"
"ข้าผ่านการทดสอบก่อนเจ้านะ เจ้าต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงสิ!" กู้เยวี่ยฉือเชิดคางขึ้นด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ จากนั้นก็เอ่ยด้วยความสงสัยอีกว่า "เหตุใดเจ้าจึงดูสงบเยือกเย็นถึงเพียงนี้? ไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด! เมื่อครู่ตอนที่ข้าทดสอบพบรากฐานวิถี ข้าดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้นเลยนะ!"
เฉินเสวียนกระแอมไอแห้งๆ คราหนึ่งพลางกล่าว "จริงสิ การมีรากฐานวิถีหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตอนที่ทะลวงระดับห้า ก็สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเองหรอกหรือ?"
กู้เยวี่ยฉือส่ายหน้าพลางกล่าว "ผู้ที่สามารถมองเห็นรากฐานวิถีของตนเองในตอนระดับห้าได้นั้นมีไม่มากนัก คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นเพียงประตูห้าธาตุบานหนึ่งเท่านั้น มีเพียงผู้ที่มีร่างกายค่อนข้างพิเศษ ถึงจะค้นพบว่ามีรากฐานวิถีตั้งแต่ระดับห้า"
"ค่อนข้างพิเศษหรือ?" เฉินเสวียนสงสัย
"ยกตัวอย่างเช่นกายาห้าธาตุของเจ้า จัดว่าเป็นร่างกายที่พบเห็นได้ยากยิ่ง! มีห้าธาตุครบถ้วน!" กู้เยวี่ยฉืออธิบายอย่างจริงจัง
"พรืด!" ด้านข้าง จินลิ่งชวนหัวเราะเยาะพลางกล่าว "ย่อมพบเห็นได้ยากอยู่แล้ว กายาห้าธาตุ หมื่นปีจะพบเจอสักครั้ง แม้จะหายาก แต่ก็น่าเสียดาย ที่มันเป็นร่างกายขยะไร้ค่า"
"กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นอกเหนือจากร่างกายที่พิเศษและหายากแล้ว คนอื่นๆ แม้จะมีรากฐานวิถี ตัวเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ล่วงหน้าหรือ?" เฉินเสวียนเอ่ยถาม
"ก็ไม่อาจเหมารวมได้ทั้งหมด หากมีเคล็ดวิชาที่พิเศษก็อาจล่วงรู้ได้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่นการฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนที่ถูกต้องตามสายหลักตั้งแต่แรกเริ่ม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมองเห็นตั้งแต่ช่วงระดับห้า" กู้เยวี่ยฉือกล่าว "ส่วนคนส่วนใหญ่ที่เหลือ ก็ต้องฝึกฝนไปจนถึงระดับเก้า รอจนกว่าหมอกที่อยู่ภายในตันเถียนจะสลายไปจนหมดสิ้น ถึงจะสามารถรับรู้ได้"
"ไม่เช่นนั้นก็ต้องใช้หินวิถีก้อนนี้ในการทดสอบ" กู้เยวี่ยฉือกล่าว
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!" เฉินเสวียนพยักหน้า จากนั้นก็ยืนรออยู่อย่างเงียบๆ ข้างกายกู้เยวี่ยฉือ
เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฒ่าฮวงยังคงไม่ปรากฏตัว ไม่รู้ว่าหายไปที่ใดแล้ว
และตลอดทั้งวันนี้ ก็มีผู้คนเดินทางมาร่วมการทดสอบไม่น้อย บ้างก็เป็นลูกหลานจากตระกูลในโลกโลกีย์ที่จับกลุ่มเดินทางมาด้วยกัน
บ้างก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ หรือแม้แต่คนยากจนข้นแค้น ที่บุกป่าฝ่าดงเดิมพันด้วยชีวิต เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพียงเพื่อไขว่คว้าโอกาสในการพลิกชะตาฟ้ากำหนด!
ทว่าผู้ที่สามารถทดสอบพบรากฐานวิถีได้ ก็ยังคงมีน้อยมากอยู่ดี
การที่แคว้นชางหลานสามารถทดสอบพบถึงสองคน ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว
ในยามที่ดวงอาทิตย์อัสดง ชายชราผู้นั้นก็หยัดกายลุกขึ้น แล้วค่อยๆ เดินไปที่ด้านหน้าแท่นเซิงเซียน
เวลานี้ ผู้ที่ถูกคัดออกซึ่งอยู่ด้านล่างแท่นล้วนพากันกรูเข้ามาล้อมรอบ ใบหน้าของพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า
แม้พวกเขาจะไม่สามารถทดสอบพบรากฐานวิถีจนได้เป็นศิษย์สายนอก ทว่าพวกเขาก็ยังมีโอกาสได้เป็นศิษย์รับใช้
แม้จะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่ก็เป็นถึงศิษย์รับใช้ในสำนักเซียน หากพวกเขาได้ฝึกฝนอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง ในอนาคตเมื่อกลับไปยังโลกโลกีย์ ย่อมต้องเป็นตัวตนที่อยู่จุดสูงสุดในหมู่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ชายชรากวาดสายตามองไปทั่วฝูงชน จากนั้นก็เริ่มชี้เรียกทีละคน
ท้ายที่สุดก็คัดเลือกมาได้ราวสิบกว่าคน
เฉินเสวียนพบว่าผู้คนที่ชายชราผู้นี้ชี้เรียก ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย
ทว่าเมื่อเฉินเสวียนลองคิดใคร่ครวญดูอีกทีก็เข้าใจได้ ศิษย์รับใช้ หลังจากขึ้นเขาไปแล้วจะต้องรับหน้าที่ทำงานหนัก พวกเขาต้องคอยปรนนิบัติรับใช้ศิษย์สายหลักของสำนัก และช่วยเหลือสำนักจัดการงานเบ็ดเตล็ดต่างๆ
ส่วนพวกที่มีชาติตระกูลดี มักจะไม่เคยหยิบจับงานหนักใดๆ เรื่องเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ดี
หลังจากคัดเลือกเสร็จสิ้น ชายชราผู้นี้ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "การทดสอบในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ส่วนคนที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่!"
จากนั้นเขาก็พลิกมือขวา บนแท่นเซิงเซียน เรือเหาะลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในพริบตา
ในยามที่ทุกคนได้เห็นเรือเหาะลำนี้ ภายในแววตาต่างก็ทอประกายเจิดจ้าออกมา
"ว้าว เรือเหาะล่ะ!" กู้เยวี่ยฉือเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
"อืม!" เฉินเสวียนพยักหน้า
เรือเหาะเบื้องหน้าลำนี้เป็นเรือเหาะแบบพื้นฐานที่สุด ทว่าก็ต้องใช้ศิลาปราณราวแสนก้อนเลยทีเดียว
แต่สำหรับเฉินเสวียนแล้ว เขาเคยนั่งเรือเหาะขนาดใหญ่ของสำนักเสวียนเทียนมาแล้ว ย่อมไม่รู้สึกแปลกใหม่ต่อสิ่งนี้แต่อย่างใด
กู้เยวี่ยฉือมองเฉินเสวียนด้วยความประหลาดใจ
ในตอนแรกนางคิดว่าเฉินเสวียนเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ภายหลังถึงได้ล่วงรู้ว่าเขาคือผู้ฝึกยุทธระดับเจ็ด
ทว่าตลอดการเดินทางนี้ ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องราวใด นางรู้สึกว่าอารมณ์ของเฉินเสวียนนั้นมั่นคงจนเกินไป ราวกับว่าเขาคุ้นชินกับเรื่องราวเหล่านี้มานานแล้ว
"ขึ้นเรือ เข้าสำนัก!" ชายชราเอ่ย
ไม่นานนัก เรือเหาะก็พุ่งทะยานมุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของหุบเขาอย่างรวดเร็ว
"สำนักหลิงซี มีภูเขาทั้งหมดเจ็ดลูก แบ่งเป็นยอดเขาหลักหลิงซี ส่วนอีกหกยอดเขารองคือ ยอดเขาไป๋อวี้ ยอดเขาหงจู๋ ยอดเขาหล่านเยวี่ย ยอดเขาไป๋หยาง ยอดเขาอวิ๋นไห่ และหน้าผาโก่วโถว!"
"พวกเราต้องไปที่ยอดเขาหลักหลิงซีก่อน หากเจ้าสำนักถูกใจพวกเจ้า ก็จะได้เป็นศิษย์สืบทอด หากเจ้าสำนักไม่เลือก ก็ต้องไปฝากตัวที่ยอดเขาต่างๆ หากเจ้ายอดเขาถูกใจ ก็สามารถเข้าเป็นศิษย์สายนอกได้ หากเจ้ายอดเขาแต่ละแห่งยินดีรับพวกเจ้าเป็นศิษย์ด้วยตัวเอง ก็จะได้เป็นศิษย์สายใน!" ศิษย์สายนอกผู้หนึ่งกำลังแนะนำให้พวกเฉินเสวียนฟัง
เฉินเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม "แล้วหากเจ้ายอดเขาแต่ละแห่งล้วนไม่ยินดีรับเล่า?"
"หากเจ้ายอดเขาทั้งหกยอดล้วนไม่รับ ก็ไม่อาจขึ้นไปฝึกฝนบนยอดเขาได้ ศิษย์สายนอกสามารถไปสร้างถ้ำบำเพ็ญเพียรของตนเองได้ในจุดที่กำหนดไว้บริเวณไหล่เขาของแต่ละยอดเขา" ศิษย์สายนอกผู้นี้แนะนำต่อ
"กายาขยะห้าธาตุ ใครเขาจะเอาล่ะ!" จินลิ่งชวนเอ่ยปาก
หลังจากที่เจ้าหมอนี่พบว่าตัวเองได้เข้าสำนักหลิงซีแล้ว ความหวาดหวั่นที่มีต่อเฉินเสวียน ดูเหมือนจะมลายหายไปในชั่วพริบตา
เฉินเสวียนไม่ได้สนใจเขา
ศิษย์สายนอกผู้นั้นกลับเอ่ยปลอบประโลมว่า "แต่ไม่ต้องกังวลไป ขอเพียงเป็นศิษย์สายนอก สำนักย่อมปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม เมื่อเข้าสำนักก็จะได้รับแจกจ่ายชุดศิษย์สายนอก ซึ่งนั่นก็คือศาสตราวิญญาณระดับสาม อีกทั้งทุกปียังจะได้รับโอสถทงเสวียนระดับต่ำหนึ่งเม็ด หากมีโอสถทงเสวียนนี้ พวกเจ้าก็จะสามารถบรรลุขอบเขตทงเสวียนได้ภายในสองถึงสามปี"
"นอกเหนือจากนี้ พวกเจ้ายังสามารถไปรับภารกิจได้ เมื่อทำภารกิจสำเร็จ ก็สามารถนำไปแลกเป็นแต้มผลงาน เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทุกสิ่งที่พวกเจ้าต้องการภายในสำนักได้!" ศิษย์สายนอกผู้นี้กล่าวเสริม
พวกกู้เยวี่ยฉือล้วนตื่นเต้นยินดีจนเนื้อเต้น ไม่กี่ปีก็บรรลุขอบเขตทงเสวียน นี่คือเรื่องที่ในอดีตยามที่พวกเขายังอยู่ในโลกโลกีย์ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
นี่แหละคือรากฐานของสำนักเซียน!
ทว่าสำหรับเฉินเสวียนแล้ว เขากลับไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย
โอสถทงเสวียนระดับต่ำปีละหนึ่งเม็ด ลำพังแค่โอสถทงเสวียน ในเวลานี้ตัวเขาเองก็สามารถหลอมขึ้นมาได้แล้ว อีกทั้งคุณภาพยังล้วนอยู่ในระดับกลางขึ้นไปทั้งสิ้น
เขาถึงขั้นรู้สึกว่า หากนำของวิเศษฟ้าดินระดับสูงสุดที่อยู่ในมือของตนเองไปขาย ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถซื้อสำนักหลิงซีมาไว้ในครอบครองได้ทั้งสำนักเลยทีเดียว
ผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา พวกเขาก็เดินทางมาถึงสถานที่ตั้งของตำหนักหลักของสำนัก
เฉินเสวียนก็ได้พบกับเจ้าสำนักหลิงซีเช่นกัน คนผู้นี้เป็นชายวัยกลางคนขอบเขตที่ห้าขั้นปลาย มีนามว่าหลี่ฮ่วนอวิ๋น
จินลิ่งชวนและกู้เยวี่ยฉือในยามนี้ล้วนมีท่าทีหวาดหวั่นพรั่นพรึง
เฉินเสวียนกลับแอบลอบมองเจ้าสำนักผู้นี้อยู่หลายครา เขาพบว่าสายตาของหลี่ฮ่วนอวิ๋นผู้นี้ มักจะวนเวียนอยู่บนเรือนร่างของกู้เยวี่ยฉืออยู่ตลอดเวลา
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยปากขึ้น "กู้เยวี่ยฉือ เข้าเป็นศิษย์ของข้า ส่วนอีกสองคน ไปทำเรื่องที่หอภารกิจภายนอก จากนั้นก็พาพวกเขาไปฝากตัวที่ยอดเขาเสีย!"