- หน้าแรก
- แม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์โจว
- บทที่ 702 เข้าสู่สำนักหลิงซี
บทที่ 702 เข้าสู่สำนักหลิงซี
บทที่ 702 เข้าสู่สำนักหลิงซี
เฉินเสวียนหลับตาลง ภายในหัวของเขารูปลักษณ์ของจวินลั่วฮวาผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรก จากนั้นเบื้องล่างก็คือสวีเทียนหยางคนบ้าผู้นั้นเมื่อครู่
ตามติดมาด้วยหนิงฉวน ลู่ฉางเซิง และสุดท้ายก็คือตัวเขาเอง!
ลู่ฉางเซิงย่อมไม่มาทิ้งประโยคนี้ไว้ที่นี่โดยไร้สาเหตุเป็นแน่
การที่เขาและเทพธิดาเฟิ่งมายังสถานที่แห่งนี้ เฉินเสวียนคาดเดาว่า ซือเฉิงจวินในโลกใบเล็กนั้น จะต้องเคยสัมผัสกับสองคนนี้มาก่อนอย่างแน่นอน
ทว่าเฉินเสวียนเคยเอ่ยถึงลู่ฉางเซิงต่อหน้าซือเฉิงจวินอยู่หลายครา แต่ทุกครั้งอีกฝ่ายล้วนทำท่าทีราวกับไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง
เพราะหากคำนวณตามเวลาแล้ว ในยามนั้นซือเฉิงจวินยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวงของต้าโจว ดังนั้นเฉินเสวียนจึงไม่ได้คิดมากอันใด
ทว่าวันนี้กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ข้อสงสัยมากมายจึงพัวพันรัดรึงอยู่ในใจ
ซือเฉิงจวินให้เขาช่วยตามหาโอสถเนรมิต และของสิ่งนี้ มีเพียงสำนักศึกษาเท่านั้นที่มี
โอสถเนรมิตสามารถช่วยให้เขาฟื้นฟูรากฐานวิถีได้
"ไม่ถูก!" เฉินเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย "ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องหนึ่งเลย นั่นก็คือหนิงฉวนตายอย่างไรกันแน่!"
"การเดินทางในครั้งนี้ เพียงแค่มหาสมุทรก็อันตรายเหลือคณาแล้ว หลินเอ๋อร์กลับมาจากทวีปเทียนเสวียนถึงแคว้นอู๋อย่างปลอดภัยได้อย่างไร?" เฉินเสวียนลอบคิดในใจ "จะต้องเป็นเพราะในปีนั้นหนิงฉวนกลับไปที่แคว้นอู๋ และเป็นผู้นำบุตรของตนกลับไปส่งด้วยตัวเองเป็นแน่!"
"หากเขาตายเพราะไปขโมยโอสถเนรมิต ศพของเขาก็ย่อมไม่มีทางกลับไปได้" สีหน้าของเฉินเสวียนเคร่งเครียดลง
เขานึกถึงโลงศพในตันเถียน เขาอยากจะนำออกมาตรวจสอบ ทว่ากลับไม่สามารถทำอันใดได้เลย
แล้วซือเฉิงจวิน ให้ลู่ฉางเซิงทำเรื่องอันใดกันแน่? เหตุใดเขาจึงมาทิ้งข้อความเช่นนี้ไว้ที่นี่โดยไร้สาเหตุ ข้อความนี้ ดูไปแล้วก็คล้ายกับบทกวีรัก
สวีเทียนหยางที่เฒ่าฮวงเอ่ยถึง ก็คือคนที่ซือเฉิงจวินหมายตาไว้
ทว่าเมื่อเฒ่าฮวงเห็นสภาพของสวีเทียนหยางในยามนี้ ความโศกเศร้าบนใบหน้านั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ความสัมพันธ์ธรรมดาทั่วไปจะก่อให้เกิดได้
เฉินเสวียนรู้สึกว่า ซือเฉิงจวินผู้นี้คล้ายกำลังเดินหมากกระดานหนึ่ง
พวกเขาเหล่านี้อาจล้วนเป็นหมากที่อีกฝ่ายวางเอาไว้ เพียงแต่ความเชื่อมโยงที่ซ่อนเร้นอยู่ระหว่างหมากเหล่านี้ เฉินเสวียนยังไม่อาจเรียบเรียงให้กระจ่างได้
เมื่อเฉินเสวียนลองคิดทบทวนอย่างละเอียดถึงช่วงเวลาที่ตนเองออกทะเล แท้จริงแล้วก็มีปัญหาเช่นกัน
เขาถึงขั้นสงสัยว่าการที่ตนเองหลงเข้าไปในดินแดนรัตติกาลนิรันดร์โดยบังเอิญ อาจเป็นการจัดเตรียมที่คำนวณเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ซือเฉิงจวินรู้ช่วงเวลาคร่าวๆ ที่ดินแดนรัตติกาลนิรันดร์จะเปิดออก อีกทั้งผู้คนจากแปดขุมกำลังใหญ่ยอดเยี่ยมล้วนต้องมาเยือนสถานที่แห่งนี้
สวี่เซ่าหยางมีกายาสุริยันบริสุทธิ์ ย่อมต้องดึงดูดให้แปดขุมกำลังใหญ่แย่งชิงกัน จากนั้นหากมีคนของสำนักซู่หนวี่ดักรออยู่ตรงจุดที่เขาขึ้นฝั่งจริงๆ เขาก็สามารถอาศัยความชุลมุนหลบหนี และเหยียบย่างขึ้นสู่ทวีปเทียนเสวียนได้อย่างปลอดภัย
และเรื่องที่เขาได้เมล็ดพันธุ์เซียนมา อีกฝ่ายก็รับรู้ ซึ่งเมล็ดพันธุ์เซียนนี้ ก็ได้นำพาผลประโยชน์มาให้เขาในดินแดนรัตติกาลนิรันดร์ไม่น้อยเลย
หากเรื่องทั้งหมดนี้คือฝีมือการวางแผนของซือเฉิงจวินเพียงผู้เดียว เฉินเสวียนก็รู้สึกขนหัวลุกชันขึ้นมา
ตาเฒ่าผู้นี้ ต้องการทำสิ่งใดกันแน่?
หากทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกับเขาทั้งหมดจริงๆ ในยามนี้สวีเทียนหยางกลายเป็นคนบ้า ลู่ฉางเซิงหายสาบสูญ หนิงฉวนตายไป แล้วจุดจบของตัวเขาเองเล่า จะเป็นเช่นไร?
"ช่างเถอะ ขี้เกียจคิดแล้ว เจ้านี่จะต้องมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน ดูจากตอนนี้แล้ว โอสถเนรมิตนั่น ก็ไม่แน่ว่าจะเอาไว้ใช้ฟื้นฟูรากฐานวิถีของเขา ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะก็แล้วกัน หากต้องไปเอาโอสถเนรมิตจริงๆ โอกาสมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องหลังจากที่ข้าบรรลุขอบเขตที่เจ็ดแล้ว" เฉินเสวียนส่ายหน้าพลางกล่าว "อย่างไรเสีย ตอนนี้ข้าก็มีเพียงเส้นทางเก้าแปลงมังกรเทวะเพียงสายเดียวให้เดิน เอาเคล็ดวิชาครึ่งหลังมาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!"
"สหายตัวน้อย เจ้าพึมพำอันใดอยู่หรือ?" ในตอนนั้นเอง ชายชราผู้นั้นก็เอ่ยปากถามขึ้น
"ไม่มีอันใดหรอกขอรับ ท่านผู้เฒ่า!" เฉินเสวียนแย้มยิ้มพลางกล่าว "เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ!"
"หน้าตาเจ้าดูไม่คุ้นเอาเสียเลย เป็นคนหนุ่มที่มาร่วมการทดสอบใช่หรือไม่?" ชายชราเอ่ยถาม
"ใช่ขอรับ!" เฉินเสวียนพยักหน้า
"ไปเถอะๆ หากได้เข้าสำนักหลิงซี ว่างๆ ก็มาเลี้ยงเหล้าข้าสักจอก ข้าอาศัยอยู่ที่นั่น" ชายชราชี้ไปที่เรือนหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปพลางกล่าว
"ผู้น้อยจดจำไว้แล้วขอรับ" เฉินเสวียนพยักหน้า
กล่าวจบเขาก็รีบหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ชายชรามมองส่งเฉินเสวียนเดินจากไป เขาหยิบกล้องยาสูบขึ้นมาดูดอึกหนึ่ง ภายในกล้องยาสูบนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งยาเส้น ทว่าในยามนี้กลับมีประกายไฟสว่างวาบขึ้นมาฉับพลัน จากนั้นเขาก็พ่นควันออกมาหนึ่งคำ
"ฮึ เจ้าหนุ่มนี่ต้องรู้จักตัวอักษรพวกนั้นแน่ พวกเราจับตัวเขากลับไปเลยดีกว่า!" ท่ามกลางควันไฟลอยคลุ้ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ตามติดมาด้วยหนูสีเทาตัวหนึ่งที่กระโดดขึ้นมาจากด้านล่าง แล้วไปเกาะอยู่บนไหล่ของชายชรา
"เจ้าหนุ่มนี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ตาเฒ่าที่อยู่ข้างกายเขาเมื่อครู่ ข้ารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยพบเจอที่ใดมาก่อน" ชายชราหรี่ตาลงพลางกล่าว "ตาเฒ่านั่นถึงกับให้ความสนใจคนบ้าสวี... เจ้าลอบตามเจ้าหนุ่มนี่ไปดูหน่อยก็แล้วกัน"
"ได้ๆ!" หนูตัวนั้นพึมพำด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
……
อีกด้านหนึ่ง เฉินเสวียนเก็บความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง มุ่งหน้าตรงไปยังใจกลางเมืองหลิงซี
บริเวณใจกลางเมืองมีลานกว้างขนาดใหญ่เปิดโล่งอยู่ บนลานนั้นมีแท่นสูงตั้งตระหง่าน
"นี่หรือคือแท่นเซิงเซียน? จะ... มักง่ายเกินไปหน่อยหรือไม่!" เฉินเสวียนบ่นอุบในใจ
ในยามนี้บนแท่น มีชายชราผู้หนึ่งกำลังเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก ทอดสายตามองดูผู้คนเบื้องล่างอย่างเกียจคร้าน
เบื้องหน้ามีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ บนโต๊ะมีผลึกห้าสีวางเอาไว้
ด้านหลังโต๊ะ มีศิษย์สำนักหลิงซีสองคนยืนอยู่ บนเสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเขามีคลื่นพลังปราณไหลเวียนอยู่จางๆ น่าจะเป็นศาสตราวิญญาณระดับสาม
ในเวลานี้ กู้เยวี่ยฉือกำลังยืนอยู่ข้างแท่นเซิงเซียน ข้างกายของนาง จินลิ่งชวนก็ยืนอยู่ตรงนั้นเช่นกัน
ส่วนคนอื่นๆ จากแคว้นชางหลาน ในยามนี้ล้วนรวมตัวกันอยู่ด้านล่างแท่น ต่างก็มีสีหน้าหดหู่สิ้นหวัง
เฉินเสวียนรีบเดินไปที่ด้านหน้ากลุ่มคน บริเวณหน้าแท่นเซิงเซียนมีศิษย์รับใช้ของสำนักหลิงซียืนอยู่สองคน หลังจากที่เฉินเสวียนอธิบายว่ามาร่วมการทดสอบ พวกเขาก็ปล่อยให้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเสวียนเพิ่งจะเดินขึ้นไป กู้เยวี่ยฉือก็รีบสาวเท้าเข้ามาต้อนรับพลางเอ่ย "เฉินเสวียน เจ้าไปที่ใดมา? เมื่อครู่ตอนทดสอบข้าไม่เห็นเจ้าเลย"
"ท้องไส้ปั่นป่วนนิดหน่อยน่ะ!" เฉินเสวียนยิ้มขื่นพลางกล่าว
เอ่ยจบ เขาก็พบว่าไม่ไกลนัก จินลิ่งชวนกำลังจ้องมองมาที่เขา ภายในแววตาแฝงความหยิ่งผยองอยู่สายหนึ่ง
"พวกเจ้าทดสอบเสร็จแล้วหรือ?" เฉินเสวียนเอ่ยถาม
"อืม!" กู้เยวี่ยฉือกล่าว "ข้ากับจินลิ่งชวนล้วนทดสอบได้รากฐานวิถีสี่ธาตุ ข้าขาดธาตุทอง แต่มีธาตุไม้และไฟ ข้ามีโอกาสได้เป็นนักหลอมโอสถแล้วล่ะ!"
"ยินดีด้วยนะ!" เฉินเสวียนฉีกยิ้มให้กู้เยวี่ยฉือ
ทว่าในใจกลับแอบทอดถอนใจ คนหลายสิบคนเดินทางมา ทว่าท้ายที่สุดกลับมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ทดสอบพบรากฐานวิถี
คนเหล่านี้ล้วนน่าจะเป็นอัจฉริยะของแคว้นชางหลาน
ความจริงแล้วเฉินเสวียนรู้สึกเคลือบแคลงใจมาตลอด ว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงต้องมาทดสอบรากฐานวิถีด้วย
ของพรรค์นี้ ไม่ใช่ว่าตอนบรรลุระดับห้า ก็สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเองแล้วหรอกหรือ?
ผู้ที่มีตำหนัก ย่อมมีรากฐานวิถี ผู้ที่มีเพียงประตูห้าธาตุ ย่อมไร้ซึ่งรากฐานวิถี
"มาถึงแล้วก็อย่ามัวชักช้าเสียเวลา!" ในตอนนั้นเอง เสียงที่ค่อนข้างหงุดหงิดเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "จะทดสอบก็รีบมาทดสอบ!"
กู้เยวี่ยฉือแลบลิ้นพลางกล่าว "เจ้ารีบไปทดสอบเถิด!"
"อืม!"
เฉินเสวียนเดินไปเบื้องหน้าหินห้าสีนั้น คนผู้หนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "วางมือของเจ้าลงไป"
เฉินเสวียนวางมือลงไป ในวินาทีนี้ เขารู้สึกราวกับว่าหินก้อนนี้กำลังสำรวจตรวจสอบร่างกายของเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ครู่ต่อมา ลำแสงห้าสีก็สาดส่องตัดสลับกันออกมาจากบนก้อนหินนั้นอย่างฉับพลัน
ทุกคนล้วนชะงักงันไปชั่วขณะ
"ห้าสี... กายาห้าธาตุ?" ศิษย์สำนักหลิงซีผู้ทำหน้าที่ทดสอบม่านตาหดเกร็งเล็กน้อย เขาช้อนตามองเฉินเสวียนด้วยความประหลาดใจ
"ถึงกับเป็นกายาขยะห้าธาตุ!" ด้านหลัง ชายชราที่นอนเอนกายอยู่ก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ช่างเถอะๆ อย่างไรเสียก็มีรากฐานวิถี ให้เข้าสายนอกก็แล้วกัน!"