- หน้าแรก
- เทพเจ้าอมตะ
- บทที่ 154 ถอยไปให้หมด
บทที่ 154 ถอยไปให้หมด
บทที่ 154 ถอยไปให้หมด
ศิษย์พี่รอง?
จ้าวเยียนอวิ๋นมีเรื่องเข้าใจผิดอันใดเกี่ยวกับนักฆ่าของหอสังหารหรือไม่?
อันจิ่วที่โจวชิงอวี่สังหารไปนั้น ยังเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำขั้นหนึ่ง
อันอู่ผู้นี้ จะมีระดับการฝึกตนต่ำกว่าระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำได้อย่างไร?
แม้แต่ผู้อาวุโสที่อ่อนแอสักหน่อย ก็ยังไม่อาจต้านทานการลอบสังหารของอันอู่ได้
นับประสาอะไรกับศิษย์พี่รองคนหนึ่ง
"ไปกันเถอะ"
โจวชิงอวี่ไม่ได้พูดอะไรมาก เอามือไพล่หลังเดินนำหน้าไป
"ลูกพี่ลูกน้อง ท่านดูเจ้าหมอนี่สิ ทำตัวเหมือนเก่งกาจนักหนา เดินนำหน้าไปหน้าตาเฉยเลย!"
เฉินหมิงยังคงผูกใจเจ็บเรื่องที่โจวชิงอวี่แย่งความโดดเด่นของตนไป
เดินตามอยู่ด้านหลัง มองแผ่นหลังของโจวชิงอวี่อย่างไรก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด
"ยังจะสวมหน้ากากอีก ทำตัวลึกลับซะเหลือเกิน"
จ้าวเยียนอวิ๋นขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากันเล็กน้อย กล่าวว่า "อย่าสอดปาก!"
จากนั้นก็รีบก้าวเข้าไปเดินเคียงข้างเขา หยั่งเชิงถามว่า "สหายท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีนามกรใด"
โจวชิงอวี่หันหน้าไปมองนางแวบหนึ่ง
เขาไม่อยากจะข้องแวะกับนางมากไปกว่านี้จริงๆ
ดังนั้นจึงตอบเสียงเรียบว่า "เงาลับอักษรเก้า"
จ้าวเยียนอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยอย่างสงสัยว่า "เงาลับอักษรเก้า ทำไมเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน?"
ดูเหมือนเพิ่งจะได้ยินใครพูดถึงเมื่อเร็วๆ นี้
ทว่าเมื่อลองนึกดูดีๆ ชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออก
นางบังเอิญไปเห็นตัวอักษร 'เก้า' ที่สลักอยู่บนหน้ากากของเขา ภายในใจก็กระจ่างแจ้ง
"ในเมื่อท่านไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม เช่นนั้นข้าก็ขอเรียกท่านว่าคุณชายเก้าก็แล้วกัน"
จ้าวเยียนอวิ๋นกล่าวว่า "ข้าน้อยคือศิษย์สำนักซิวหลัว จ้าวเยียนอวิ๋น ส่วนนั่นคือลูกพี่ลูกน้อง และเป็นศิษย์น้องของข้า เฉินหมิง"
"เมื่อครู่คุณชายเก้ากำลังฝึกฝนอยู่ที่นี่งั้นหรือ?"
เมื่อนึกถึงต้นไม้โบราณอายุร้อยปีที่โคนต้นถูกทำลายจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงต้นนั้น จ้าวเยียนอวิ๋นก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า
"ไม่ทราบว่าคุณชายเก้ามาจากตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ใดหรือ? ถึงได้มีระดับการฝึกตนล้ำลึกเช่นนี้"
นางลอบคาดเดาฐานะของโจวชิงอวี่อยู่ในใจ
อันดับแรกนางได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะเป็นศิษย์หอซิงอวิ๋นทิ้งไป
เพราะว่า ศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของหอซิงอวิ๋นก็คือก้ายหวงเฉา
ซึ่งติดอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นเก้ามาเนิ่นนาน ไม่ยอมทะลวงเข้าสู่ระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำเสียที
ทว่าจากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนต้นไม้โบราณต้นนั้น ย่อมต้องเป็นฝีมือของผู้มีระดับการฝึกตนในระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำอย่างแน่นอน
นางคาดว่า น่าจะเป็นคนของตระกูลผู้ฝึกยุทธ์สักตระกูลหนึ่ง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอายุเท่าใดกันแน่ ถึงได้มีความแข็งแกร่งทะลุระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำไปแล้ว
อ่อนแอกว่านางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
คิดๆ ดูแล้ว อายุคงจะมากกว่านางหลายปีเลยกระมัง?
มิเช่นนั้น พรสวรรค์ของเขาจะไม่ยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่านางอีกหรือ?
โจวชิงอวี่ขมวดคิ้ว
แม่หนูนี่ทำไมถึงได้พูดมากนักนะ?
เขาตอบไปส่งๆ ว่า "ไร้สำนักไร้อาจารย์ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ"
นัยน์ตาของจ้าวเยียนอวิ๋นเป็นประกาย "ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ กลับสามารถก้าวมาถึงระดับนี้ได้ ความสำเร็จในวิถียุทธ์ของคุณชายเก้าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!"
"สนใจจะมาร่วมสำนักซิวหลัวของข้าหรือไม่?"
"ข้าจะแนะนำผู้อาวุโสเก่งๆ ให้ท่านสักคน"
ประการแรก นางเสียดายคนมีความสามารถจริงๆ
ประการที่สอง โจวชิงอวี่ไม่ยอมรับยาเม็ดสร้างรากฐานระดับสูงของนาง ท้ายที่สุดนางก็ยังติดค้างน้ำใจเขาอยู่ ถือโอกาสนี้ตอบแทนเสียเลย
มุมปากของโจวชิงอวี่กระตุก
เจ้าสำนักซิวหลัวเอย อวี้โกวหุนเอย มีใครบ้างที่ไม่อยากจะสับโจวชิงอวี่ออกเป็นหมื่นๆ ชิ้น?
"รับไว้ด้วยใจก็พอ"
โจวชิงอวี่กล่าวอย่างเย็นชา และหยุดยั้งคำพูดที่พรั่งพรูออกมาของนาง "เดินทางไปเงียบๆ เถอะ"
"อันอู่อาจจะโผล่มาเมื่อใดก็ได้ อย่าได้ชะล่าใจไป"
จ้าวเยียนอวิ๋นรู้สึกกร่อยไปถนัดตา กรอกตามองบน ก่อนจะเดินตามไป
บ่นอุบอิบเบาๆ "ทำเป็นหยิ่งไปได้!"
"ท่านสวดมนต์ขอให้อันอู่ไม่โผล่มาจะดีกว่า มิเช่นนั้น หากเดี๋ยวถูกขู่จนฉี่ราดขึ้นมา คงได้ขายหน้าแย่"
นางไม่ได้รู้สึกว่า ตนเองจะรับมือกับอันอู่ไม่ได้
ก่อนหน้านี้ก็แค่ประมาทไปหน่อย จึงเกือบจะถูกอันอู่ลอบโจมตีสำเร็จก็เท่านั้น
ขอเพียงนางคอยระแวดระวังอยู่เสมอ ไม่เปิดโอกาสให้อันอู่ลอบโจมตี
หากต้องเผชิญหน้ากันตรงๆ อันอู่ย่อมไม่ใช่คู่มือของนางอย่างแน่นอน
ในทางกลับกันคือโจวชิงอวี่
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ไร้สำนักไร้อาจารย์ ทั้งเคล็ดวิชาและของวิเศษก็คงจะอยู่ในระดับล่าง
ถึงแม้จะฝืนยกระดับการฝึกตนขึ้นมาจนถึงระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำขั้นต้นได้ แต่เกรงว่าความแข็งแกร่งคงจะมีจำกัด
หากอันอู่ปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขาสองคนใครอ่อนแอกว่าคนนั้นก็คงต้องขายขี้หน้า
โชคดีที่ตลอดทางราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง
ห่างจากชายแดนของทั้งสองสำนักเพียงไม่กี่ลี้เท่านั้น
เดินหน้าต่อไปอีกนิด พวกเขาก็จะกลับเข้าสู่เขตแดนของสำนักซิวหลัวแล้ว
ถึงเวลานั้น พวกเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวข้องกับหอซิงอวิ๋นอีก
ฉับพลันนั้น
โจวชิงอวี่ก็สัมผัสได้เลือนรางว่า มีกลิ่นอายของระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำสายหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว
จ้าวเยียนอวิ๋นก็สัมผัสได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงรีบชักกระบี่ออกมา เตรียมพร้อมระวังตัวทันที
"ทำตัวตามสบายเถอะ"
โจวชิงอวี่กล่าวอย่างหงุดหงิดว่า "หากอีกฝ่ายเป็นอันอู่จริงๆ จะปรากฏตัวเอิกเกริกเช่นนี้หรือ?"
"น่าจะเป็นศิษย์พี่รองของพวกเจ้ากระมัง?"
เป็นดั่งคาด
ชายหนุ่มร่างกำยำสวมเสื้อคลุมสีแดงผู้หนึ่ง ถือดาบยาวในมือ พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นจ้าวเยียนอวิ๋นปลอดภัยดีมาแต่ไกล ใบหน้าหล่อเหลาก็ดูโล่งใจขึ้นมาทันที "ศิษย์น้องเยียนอวิ๋น เจ้าทำให้ข้าตกใจแทบตาย!"
"เหตุใดเจ้าถึงได้บุ่มบ่ามเช่นนี้ ออกไปไล่ล่าสังหารนักฆ่าตามลำพังได้อย่างไร?"
"หากเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้น ข้าจะไปอธิบายต่อสำนักได้อย่างไร?"
เขาผู้นี้ก็คือศิษย์ลำดับสองของเจ้าสำนัก
เมิ่งซื่อหยาง!
จ้าวเยียนอวิ๋นมีสีหน้ารู้สึกผิด
นางชี้ไปทางโจวชิงอวี่ พลางเอ่ยว่า "โชคดีที่คุณชายเก้าผู้นี้ขัดขวางอันอู่เอาไว้ มิเช่นนั้นคงอันตรายจริงๆ"
อันอู่?
เห็นได้ชัดว่าเมิ่งซื่อหยางไม่ได้มีความเข้าใจในความแข็งแกร่งของอันอู่มากนัก
เพียงแค่พยักหน้าให้โจวชิงอวี่ พลางกล่าวว่า "ขอบคุณมาก"
จากนั้นก็หันไปพูดกับจ้าวเยียนอวิ๋นว่า "ในเมื่อข้ามาแล้ว เจ้าก็วางใจได้แล้วล่ะ จะไม่มีอันตรายอันใดอีก"
จ้าวเยียนอวิ๋นเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเขาอย่างหมดใจ
เมิ่งซื่อหยางนั้นเป็นถึงยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดแก่นทองคำขั้นสองในยุคปัจจุบัน ความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้อาวุโสของสำนักอ่อนแอทั่วๆ ไปได้เลย
การจัดการอันอู่นั้นเหลือเฟือ
จิตใจที่แขวนลอยอยู่ของนางในที่สุดก็คลี่คลายลง
สิ่งเดียวที่นางกังวลก็คือโจวชิงอวี่ "คุณชายเก้า ท่านตามพวกเราเข้าไปในเขตแดนของสำนักซิวหลัวก่อนเถอะ"
"เพื่อป้องกันไม่ให้อันอู่มาหาเรื่องท่าน"
โจวชิงอวี่คลึงหว่างคิ้ว
พวกเขาทุกคนช่างประเมินอันอู่ต่ำเกินไปจริงๆ
เขาไม่กล้าปล่อยให้พวกเขาสองคนออกไปตามลำพังจริงๆ เผื่อว่าพวกนี้จะตายตกอยู่ในเขตแดนของหอซิงอวิ๋นกันหมด
"ไปเถอะ!"
เขากล่าวอย่างรวบรัด
พลางเดินนำหน้าไป พลางสอดส่องสายตาและเงี่ยหูฟังอย่างระแวดระวังไปทั่วทุกทิศ
ในเมื่ออันอู่อยากจะยั่วยุให้หอซิงอวิ๋นกับสำนักซิวหลัวต้องปะทะกัน
ย่อมต้องลงมือในเขตแดนของหอซิงอวิ๋นอย่างแน่นอน
เชื่อว่าอีกไม่นาน มันก็จะปรากฏตัวออกมา
เมิ่งซื่อหยางชะงักไปเล็กน้อย หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก พลางเอ่ยว่า "ศิษย์น้องเยียนอวิ๋น คุณชายเก้าผู้นี้กำลังปกปกป้องพวกเราอยู่หรือ?"
จ้าวเยียนอวิ๋นกล่าวอย่างจนใจว่า "เขาดูจะมั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเองเป็นพิเศษเลยทีเดียว"
เมิ่งซื่อหยางส่ายหน้า ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ครึ่งชั่วยามต่อมา
กลุ่มคนก็มาถึงชายแดนของทั้งสองสำนักในที่สุด
ข้ามแม่น้ำเบื้องหน้าไป ก็จะเป็นเขตแดนของสำนักซิวหลัวแล้ว
ทว่าโจวชิงอวี่กลับไม่ได้ลดความระแวดระวังลงเลย กลับยิ่งจดจ่อสมาธิมากขึ้นกว่าเดิม
ฉับพลัน
หางตาของเขาเหลือบไปเห็นแสงสะท้อนจากโลหะสว่างวาบอยู่ในพุ่มไม้ด้านหลัง จึงรีบตะโกนขึ้นทันที "ระวังข้างหลัง!"
สีหน้าของพวกเขาทั้งหลายพลันเปลี่ยนไป ต่างก็ระวังตัวกันขึ้นมา
ฟุ่บ——
เข็มเหล็กอาบยาพิษที่คมกริบไร้ที่เปรียบเล่มหนึ่ง พุ่งตรงเข้าใส่จ้าวเยียนอวิ๋นอย่างรุนแรง
จ้าวเยียนอวิ๋นที่เตรียมพร้อมป้องกันไว้อยู่แล้ว หลบพ้นไปได้อย่างเฉียดฉิว!
เมิ่งซื่อหยางก็ชักดาบออกฟัน พลางตวาดลั่น "ไสหัวออกมา!"
ปราณดาบยาวหลายจั้ง ฟันพุ่มไม้นั้นจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา
คนแคระร่างเตี้ยเล็กผู้หนึ่ง เดินออกมาจากกลุ่มฝุ่นผงอย่างไม่รีบร้อน
บนใบหน้าอัปลักษณ์ที่ดูผิดรูปเล็กน้อยของมัน แฝงไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
"เมิ่งซื่อหยางแห่งสำนักซิวหลัว บนบัญชีลอบสังหารมีชื่อเจ้าอยู่ด้วย"
"จะได้เงินรางวัลเพิ่มอีกก้อนแล้ว"
โจวชิงอวี่หรี่ตาลง
นักฆ่าผู้นี้ถึงกับลงมือซึ่งๆ หน้า ดูเหมือนมันจะหยั่งรู้ความแข็งแกร่งของพวกเขาแล้ว และมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
เขาเอามือไพล่หลังก้าวไปข้างหน้า พลางกล่าวว่า "ข้าจัดการเอง พวกเจ้าไม่ใช่คู่มือของมัน"
เมิ่งซื่อหยางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แคะไค้ขึ้นว่า:
"ที่นี่มีที่ให้เจ้าลงมือด้วยหรือ?"
"ถอยไป!"