เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 โจรป่าผุดพรายดั่งหน่อไม้

บทที่ 36 โจรป่าผุดพรายดั่งหน่อไม้

บทที่ 36 โจรป่าผุดพรายดั่งหน่อไม้


บทที่ 36 โจรป่าผุดพรายดั่งหน่อไม้

หวงกวางเม่ามีความไม่พอใจต่อท่านนายอำเภอแห่งอำเภอหลู่ซาน หวังจี้ต๋า เป็นอย่างยิ่ง

เจ้าสารเลวเคราแพะผู้นั้น นอกจากจะมีสมองคร่ำครึเอาแต่ท่องตำราแล้ว เรื่องราวอื่นกลับไร้ความรู้สิ้นดี และต่อให้ไร้ความรู้ก็เถิด ทว่ามันกลับชมชอบที่จะชี้ไม้ชี้มือสั่งการไปเสียทุกเรื่อง หากหวงกวางเม่าแสดงท่าทีเฉื่อยชาเกียจคร้านแม้เพียงนิด มันก็เปิดฉากชี้หน้าด่าทออย่างรุนแรง ทันใดนั้นยังชอบเอ่ยคำข่มขู่ว่าจะเขียนฎีกายื่นถอดถอนหวงกวางเม่าอยู่ร่ำไป

"เจ้าสารเลวเฒ่าผู้นี้ ยามที่เดินทางมาเหตุใดจึงไม่ถูกโจรป่าตวัดดาบปลิดชีพไปเสียให้สิ้นเรื่อง" หวงกวางเม่าหันหน้ากลับไปทอดสายตามองดูหวังจี้ต๋าที่กำลังนั่งอยู่บนเสลี่ยงเกี้ยวหามเบื้องหลังอีกครา

คนผู้นี้ถึงกับสั่งการให้ตนรีบนำทัพก้าวเข้าเขาปราบโจรในพริบตา หากมิใช่เพราะสมองเลอะเลือนจนพังพินาศ ย่อมต้องมีความปรารถนาที่จะขุดหลุมฝังเขาเป็นแน่...

พวกตนยังไม่ทันล่วงรู้เลยว่าทัพศัตรูหลบซ่อนตัวอยู่ ณ ที่ใดของภูเขาใหญ่ ซ้ำร้ายทัพศัตรูจะมีกำลังคนเท่าใด อาวุธยุทโธปกรณ์ประณีตขนาดไหนก็ยังมิอาจสืบพบได้เด่นชัด

ในขณะเดียวกันยังไม่กระจ่างแจ้งถึงหนทาง ภูมิประเทศ หรือพิกัดตำแหน่งของหมู่บ้านรอบภูเขาใหญ่เลยด้วยซ้ำ การนำพากองทัพหลักมุดหัวบุกทะลวงเข้าไปอย่างโง่เขลาปานนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องพลาดท่าเสียทีในร่องน้ำจนต้องรากเลือดแน่

หากเผื่อว่าการบุ่มบ่ามนำทัพรุกคืบไปด้านหน้าส่งผลให้ต้องพ่ายแพ้ปราชัยอย่างย่อยยับ ตัวหวังจี้ต๋าก็แค่สะบัดก้นหันหลังนั่งเกี้ยวหลบหนีออกจากเขาไป จากนั้นก็ปักหลักรับตำแหน่งท่านนายอำเภอแห่งอำเภอหลู่ซานต่อไปตามเดิม ซ้ำร้ายในเวลาต่อมายังสามารถเขียนฎีกายื่นถอดถอนหวงกวางเม่าได้อีกด้วย โดยอ้างคำกล่าวว่าหวงกวางเม่าประมาทเลินเล่อบุ่มบ่ามรุกคืบหน้า ยามศึกรุกรับไร้ระเบียบแบบแผน และเกิดความขลาดกลัวยามเผชิญหน้ากับศัตรูเป็นต้น สรุปคือความรับผิดชอบทั้งหมดจะถูกโยนมาอยู่บนหัวของเขาหวงกวางเม่าแต่เพียงผู้เดียว

ถึงเวลานั้น ต่อให้ตัวเขาหวงกวางเม่าจะต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของทหารกบฏก็ตาม ทว่าบนแผ่นหลังยังคงต้องแบกรับตราบาปเรื่องความพ่ายแพ้ย่อยยับยามปราบโจร และทำลายกองทัพจนสิ้นซากติดตัวไปด้วย

กล่าวให้ถึงที่สุด เจ้าสารเลวหวังจี้ต๋าผู้นี้ขบคิดที่จะขุดหลุมฝังตนเองเด็ดขาด

ไม่ว่าภายในสมองของมันจะมีรอยรั่ว หรือมีความปรารถนาอันชั่วร้ายอยู่จริงก็ตาม ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่แตกต่างกัน

ต่อเรื่องนี้ หวงกวางเม่าย่อมไม่มีทางโง่เขลาเบาปัญญา บรรเลงไปตามคำกล่าวที่หวังจี้ต๋าสั่งการอย่างเด็ดขาด!

ภายนอกเขาแสดงท่าทีนอบน้อมสุภาพยิ่งนัก ต่อเรื่องราวที่หวังจี้ต๋าสั่งการลงมาไม่มีแม้แต่จะเอ่ยคำบิดพลิ้วปฏิเสธ ทว่ายามที่ต้องดำเนินงานในความเป็นจริงเขากลับสรรหาเหตุผลสารพัดมาอ้างเพื่อผัดวันประกันพรุ่งดึงเช็งถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่หวังจี้ต๋าสั่งการให้เขารีบนำทัพก้าวเข้าเขาในพริบตานั้น

หวงกวางเม่าแม้จะไม่เอ่ยปากคัดค้านต่อหน้า ทว่ากลับเสนอความคิดเห็นที่ขัดแย้งออกมาเป็นชุด

ประเดี๋ยวก็เอ่ยคำบอกว่าเหล่าทหารเลวเหน็ดเหนื่อยตรากตรำอย่างยิ่ง จำเป็นต้องใช้เวลาในการหยุดพักผ่อน

ประเดี๋ยวก็เอ่ยคำบอกว่าเสบียงอาหารขาดช่วงมิอาจส่งต่อได้ทันท่วงที จำเป็นต้องเฝ้ารอให้เสบียงอาหารด้านหลังเดินทางมาถึงก่อน

สรุปคือ หวงกวางเม่าไม่มีทางที่จะโง่เขลารับฟังคำกล่าวของหวังจี้ต๋า แล้วบุ่มบ่ามนำทัพรุกคืบหน้าเข้าเขาไปเด็ดขาด...

เขายังคงไม่ปรารถนาที่จะพบกับความตาย!

ทว่า ถึงกระนั้น เขาก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากคัดค้านคำสั่งของหวังจี้ต๋าตรงๆ แม้ว่าในความเป็นจริงตัวหวังจี้ต๋าจะไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการควบคุมตัวเขาเลยก็ตาม

ยามไรหวังจี้ต๋าก็เป็นเพียงนายอำเภอแห่งอำเภอหลู่ซาน ในยามนี้ก็แค่อาศัยชื่อเสียงเรียงนามของขุนนางฝ่ายพลเรือนควบตำแหน่งเจ้าที่ดินมาชี้ไม้ชี้มือสั่งการหวงกวางเม่าเท่านั้น ทว่าหากจะกล่าวกันตามหลักเกณฑ์ที่เคร่งครัดแล้ว หวงกวางเม่าย่อมไม่ได้อยู่ใต้ปกครองของเขาเด็ดขาด ยามไรหวงกวางเม่าก็คือขุนศึกฝ่ายทหารอย่างแท้จริง ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขาคือเฉินจื้อปางผู้รับหน้าที่ดูแลบริหารจัดการภารกิจการป้องกันทั่วทั้งหรู่โจวต่างหาก

หวงกวางเม่าเพียงแค่ถูกเฉินจื้อปางจัดส่งให้เดินทางมาประจำการรักษาการณ์อยู่ที่อำเภอหลู่ซาน เพื่อปราบปรามปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ และคอยปกป้องพิทักษ์ความปลอดภัยเบื้องหลังของด่านหลู่หยางเท่านั้น

ย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับขุนนางท้องถิ่นอย่างหวังจี้ต๋า รวมถึงระบบกองระวังรักษาการณ์ในท้องถิ่นเลยสักนิด

ดังนั้นหวังจี้ต๋าย่อมไม่มีสิทธิ์มาสอดมือจัดการอยู่เหนือหัวของเขา

ทว่า แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงหวงกวางเม่าก็มิอาจละเลยไม่สนใจไยดีหวังจี้ต๋าได้หรอกนะ

แม้ว่าหวังจี้ต๋าจะเป็นเพียงนายอำเภอแห่งอำเภอหลู่ซาน และดูเหมือนจะเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดหลวงตัวเล็กๆ ประดุจเมล็ดงาเท่านั้น ทว่าบารมีและพลังทางการเมืองของคนผู้นี้ กลับเหนือล้ำกว่าขุนศึกฝ่ายทหารขั้นสี่หลวงอย่างเขาหวงกวางเม่ามากมายหลายเท่านัก...

เป็นเพราะหวังจี้ต๋าคือขุนนางฝ่ายพลเรือน ซ้ำร้ายยังเติบโตมาจากบัณฑิตจิ้นซื่อ เบื้องหลังย่อมหลงเหลือเครือข่ายมิตรสหายและอาจารย์ที่เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก หากลงมือตีหวังจี้ต๋าไปคนหนึ่ง ผู้อื่นย่อมสามารถระดมพลกำลังคนกลุ่มใหญ่ออกมารุมกระหน่ำฎีกาถล่มเขาได้

ในยามนี้ภายในราชสำนักราชวงศ์หมิง ถือเป็นยุคสมัยที่ขุนนางฝ่ายพลเรือนเรืองอำนาจและขุนศึกฝ่ายทหารตกต่ำลงอย่างเด่นชัด ลำพังเขาที่เป็นทหารผู้ตรวจการที่มีชาติกำเนิดมาจากตำแหน่งขุนนางกองระวังรักษาการณ์ตัวเล็กๆ ขอเพียงเรื่องราวไม่ได้เกินเลยจนเกินไป เขาย่อมต้องมอบเคารพยำเกรงให้แก่หวังจี้ต๋าอยู่หลายส่วน

หากไปตอแยทำให้หวังจี้ต๋าโกรธเคืองขึ้นมาจริงๆ ผู้อื่นเปิดฉากใช้มหาจำนงเด็ดขาด เขียนจดหมายร้องทุกข์หลายสิบฉบับ ระดมพลกลุ่มคนมาร่วมกันยื่นฎีกาถอดถอนล่ะก็ หวงกวางเม่าย่อมไม่มีทางต้านทานได้อย่างแน่นอน...

ดังนั้น ขอเพียงไม่จำเป็นต้องไปตอแยคนประเภทนี้ได้ย่อมเป็นการดีที่สุด!

แม้ภายในใจจะมีความไม่สุมดุลเด็ดดาล ทว่าในยามนี้ฐานะของขุนศึกฝ่ายทหารในแผ่นดินตกต่ำลงก็นับเป็นสถานการณ์ทั่วไปในภาพรวม ตัวเขาหวงกวางเม่าคนเดียวย่อมมิอาจแปรเปลี่ยนสิ่งใดได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีความกล้าหาญที่จะก่อการกบฏวุ่นวายขึ้นมา...

ภายใต้สถานการณ์(ภาพรวม) ในยามนี้ที่ขุนนางฝ่ายพลเรือนเข้มแข็งและขุนศึกฝ่ายทหารอ่อนแอ อย่าว่าแต่เขาหวงกวางเม่าจะเป็นเพียงทหารผู้ตรวจการตัวเล็กๆ ที่มีชาติกำเนิดมาจากตำแหน่งขุนนางกองระวังรักษาการณ์เลย ต่อให้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขา ขุนนางที่มีตำแหน่งอยู่ในระดับขั้นสามหลวง ซ้ำร้ายยังรับหน้าที่คอยควบคุมกองทัพทัพใหญ่และทรงอำนาจในแผ่นดินเหอหนานอย่างเฉินจื้อปาง ยามที่อยู่ในหรู่โจวก็ยังคงต้องหดหัวหดหางอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน

เป็นเพราะภายในหรู่โจวยังมีขุนนางตำแหน่งขวาผู้ช่วยเสนาบดี (โย่วชานอี้) นามว่าถานเจิ้งหลิง ซึ่งถูกจัดส่งมาจากท่านผู้ตรวจการมณฑลเหอหนาน เสวียนโม่ เพื่อทำหน้าที่ประจำการรักษาการณ์ดูแลกิจการทหารในหรู่โจวอยู่อีกคนหนึ่ง

ถานเจิ้งหลิงผู้นี้ตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึงหรู่โจว ก็สร้างความเดือดร้อนปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่เฉินจื้อปางไม่เว้นแต่ละวัน ยามไรคนผู้นี้ก็หาใช่คนสงบเสงี่ยมประสานตนไม่...

ถานเจิ้งหลิงภายในใจมีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือการสร้างความดีความชอบเพื่อเลื่อนขั้นตำแหน่งขุนนาง วันเว้นวันมักจะสั่งการให้เฉินจื้อปางนำทัพออกไปปราบโจรป่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังดึงดันขัดขืนสั่งให้เฉินจื้อปางนำพาทหารม้าฝีมือดีที่เป็นยอดฝีมือใต้ปกครองออกไปเปิดศึกสู้รบห้ำหั่นกับกลุ่มทหารม้ากบฏฝีมือดีกลุ่มหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เฉินจื้อปางต้องสูญเสียทหารม้าฝีมือดีใต้ผู้บังคับบัญชาไปหลายสิบนาย ทำเอาเฉินจื้อปางเจ็บปวดใจจนแทบกระอักโลหิต

ทว่าถึงกระนั้น เฉินจื้อปางก็ยังคงต้องเค้นรอยยิ้มประจบสอพลอบนใบหน้า เอ่ยคำเรียกขานอีกฝ่ายว่าท่านใต้เท้าถานอยู่ทุกคำ...

เป็นเพราะถานเจิ้งหลิงคือขุนนางฝ่ายพลเรือนชุดฮ่องตึงขั้นสี่หลวงอย่างแท้จริง ซ้ำร้ายยังได้รับความไว้วางใจอย่างลึกซึ้งจากท่านผู้ตรวจการมณฑลเหอหนาน เสวียนโม่ อีกด้วย

อีกทั้งยังมีข่าวลือลับแว่วเสียงมาว่า คนผู้นี้กำลังจะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นสู่ที่สูงในไม่ช้า...

ต่อเรื่องนี้ เหล่าขุนนางมากมายภายในหรู่โจวต่างก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใด จากการติดต่อปฏิสัมพันธ์กันตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างก็พอจะมีความเข้าใจต่อถานเจิ้งหลิงอยู่บ้าง ขุนนางผู้นี้ชื่นชอบการสร้างความดีความชอบใหญ่โต วันเว้นวันมักจะสั่งการให้พวกของเฉินจื้อปางออกไปปราบโจรป่า จากนั้นก็นำเบาะแสความดีความชอบมารายงานความดีความชอบต่อเบื้องบน

ในขณะเดียวกันยังเชี่ยวชาญการขูดรีดเงินทองทรัพย์สิน และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือมีความใจป้ำเด็ดเดี่ยวในการจับจ่ายใช้สอยเงินทอง

คนประเภทนี้การเลื่อนขั้นตำแหน่งขุนนางย่อมเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดายิ่งนัก

ทว่าคนผู้นี้เมื่อใดที่ก้าวขึ้นสู่ที่สูงต่อไป มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงที่แท้จริงของเฉินจื้อปาง

เป็นเพราะ ถานเจิ้งหลิงก่อนหน้านี้เคยรับตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าเมืองในสถานที่แห่งหนึ่ง บัดนี้รับตำแหน่งขวาผู้ช่วยเสนาบดี ซ้ำร้ายยังควบตำแหน่งประจำการรักษาการณ์ดูแลกิจการทหารในหรู่โจว อาศัยการประจำการรักษาการณ์กิจการทหารในหรู่โจวนี้ เขาก็จงใจสร้างชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นขุนนางผู้ล่วงรู้วิชาการทหารให้แก่ตนเอง แว่วเสียงมาว่าได้รับการชื่นชมยินดีจากเบื้องบนเป็นอย่างยิ่ง...

หากคนผู้นี้สามารถเลื่อนขั้นขึ้นสู่ที่สูงต่อไปได้จริง ตามหลักเกณฑ์และกฎลับในการเลื่อนขั้นของเหล่าขุนนางราชวงศ์หมิงตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประกอบกับชื่อเสียงเรียงนามที่อ้างว่าเป็นขุนนางผู้ล่วงรู้วิชาการทหารของเขา คาดว่าคงจะได้รับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นขุนนางรองผู้ตรวจการศาลสถิตยุติธรรม (อันฉาฟู่ซื่อ) ซ้ำร้ายคำสั่งสั่งการคงต้องพ่วงท้ายประโยคคำว่า คอยตรวจตราสถานที่แห่งหนึ่ง และรับหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลกองทัพสายหนึ่ง ไปด้วยอย่างแน่นอน

อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงที่จะคอยตรวจตราพื้นที่แถบหรู่โจว หนานหยาง และสถานที่อื่น ในขณะเดียวกันทำหน้าที่เป็นขุนนางผู้กำกับดูแลกองทัพใต้บังคับบัญชาของเฉินจื้อปาง และกองทัพของเฉินหย่งฝูเป็นต้น

นั่นหมายความว่าหากคนผู้นี้สามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปได้จริง ไม่แน่ว่าเขาจะแปรเปลี่ยนมาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงเหนือหัวของเฉินจื้อปางอย่างแท้จริง

หากคนผู้นี้ดวงชะตามีโชคดีมากกว่านี้ ในระหว่างตำแหน่งหน้าที่การปราบโจรป่าเกิดสร้างความดีความชอบใหญ่โตขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถพลิกกายแปรเปลี่ยนเป็นขุนนางผู้ตรวจการฝ่ายทหาร (เฉียนตูอวี้ซื่อ) รับหน้าที่เป็นผู้ตรวจการมณฑลเหอหนานเลยก็เป็นได้

ถึงเวลานั้น อย่าว่าแต่เฉินจื้อปางเลย ต่อให้เป็นขุนศึกผู้หยิ่งทะนงองอาจอย่างพวกของจั่วเหลียงอวี้ ก็ยังคงต้องหมอบราบลงกับพื้นอย่างเชื่อฟังเพื่อรับฟังคำสั่งสอนของถานเจิ้งหลิง

และหากจะกล่าวเสริมอีกสักนิด ในระหว่างกระบวนการเลื่อนขั้นขึ้นสู่ที่สูงอย่างต่อเนื่องนี้ แท้จริงแล้ว(ขั้น) ของถานเจิ้งหลิงจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใด ล้วนเป็นขั้นสี่หลวงตามเดิม

ในอดีตยามที่รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเขาก็อยู่ขั้นสี่หลวง ยามนี้รับตำแหน่งขวาผู้ช่วยเสนาบดีก็ยังคงเป็นขั้นสี่หลวง และตำแหน่งหน้าที่ขุนนางรองผู้ตรวจการศาลสถิตยุติธรรม รวมถึงขุนนางผู้ตรวจการฝ่ายทหารที่จะได้รับการเลื่อนขั้นตามลำดับแบบแผนในวันหน้า ก็ยังคงอยู่ระดับขั้นสี่หลวงเช่นเดิม

ทว่า แม้ทั้งหมดจะเป็นขั้นสี่หลวงเหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างขั้นสี่หลวงด้วยกันกลับกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ตำแหน่งฐานะสูงต่ำของเหล่าขุนนางภายในมหาจักรวรรบราชวงศ์หมิง ย่อมมิอาจนำเพียงแค่ขั้นขุนนางมาตัดสินความสูงต่ำได้ ยามไรขุนนางอัครมหาเสนาบดีประจำราชบัณฑิตยสถาน (ต้าเสวียซื่อ) ก็มีขั้นเพียงขั้นห้าหลวงเท่านั้น ทว่าเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งคณะเสนาบดีในราชวงศ์หมิง แท้จริงแล้วล้วนหมายถึงเหล่าขุนนางอัครมหาเสนาบดีที่มี (ตำแหน่งจริง) เพียงขั้นห้าหลวงเหล่านี้ทั้งสิ้น

ส่วนเหล่าขุนนางที่มีขั้นเพียงจากขั้นห้าหลวงอย่างขุนนางผู้ช่วยจดบันทึก (ซื่อตู๋เสวียซื่อ) หรือขุนนางผู้ช่วยบรรยาย (ซื่อเจี่ยงเสวียซื่อ) ในหลายๆ ครั้งมักจะสามารถควบตำแหน่งหน้าที่เป็นขุนนางรองเสนาบดีประจำกรมต่างๆ ได้โดยตรง

และผู้บังคับบัญชาโดยตรงเหนือหัวของเฉินจื้อปางในยามนี้ เสวียนโม่ผู้ตรวจการมณฑลเหอหนาน ก็เป็นเพียงขุนนางผู้ตรวจการฝ่ายทหารขั้นสี่หลวงคนหนึ่งเท่านั้น และหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ขั้นขุนนางของคนผู้นี้ยังต่ำต้อยยิ่งกว่า เป็นเพียงขุนนางผู้ตรวจการประจำกรมขุนนาง ( ลี่บู่เก่ยซื่อจง) ขั้นเจ็ดหลวงเท่านั้น ในระหว่างนั้นยังเคยไปรับตำแหน่งเป็นขุนนางผู้คุมสอบการสอบขุนนางคราหนึ่งด้วย

ทว่า จงทอดสายตามองดูว่าตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ดหลวงในอดีตของเขาคือสิ่งใด ขุนนางผู้ตรวจการประจำกรมขุนนางเชียวนะ ขุนนางผู้มีชื่อเสียงเรียงนามอันยิ่งใหญ่ในกลุ่มขุนนางนักพูดคอยวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายเลยทีเดียว!

ในอดีตคนผู้นั้นเข้าร่วมศึกสายสัมพันธ์การต่อสู้ระหว่างพรรคพวกที่ลึกล้ำพิสดารเหนือสิ่งอื่นใดมาแล้ว...

อ้อ จริงสิ คนผู้นั้นยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบของเหล่าบัณฑิตจิ้นซื่อจำนวนมากในรัชศกฉงเจิ้นปีที่สี่อีกด้วย

ดังนั้นภายในมหาจักรวรรบราชวงศ์หมิง การจะมองดูตำแหน่งฐานะสูงต่ำของขุนนาง การทอดสายตามองเพียงขั้นขุนนางลวกๆ ย่อมไม่มีประโยชน์อันใด จำต้องทอดสายตามองดู差遣 (ตำแหน่งหน้าที่/ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย) ต่างหาก

สถานการณ์ภายในกลุ่มขุนนางฝ่ายพลเรือนยังคงเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับขั้นขุนนางระหว่างขุนนางฝ่ายพลเรือนและขุนศึกฝ่ายทหาร ย่อมไม่มีสิ่งใดให้นำมาเปรียบเทียบกันได้เลย

ต่อให้เป็นขุนศึกฝ่ายทหารขั้นสองหลวงหรือขั้นหนึ่งหลวง ที่ครอบครองกองทัพทัพใหญ่และมีอำนาจในความเป็นจริงก็ตาม ทว่าเมื่อถึงเวลาก็ยังคงต้องนอบน้อมปฏิบัติตามคำสั่งของท่านผู้ตรวจการมณฑลที่มีขั้นเพียงขั้นสี่หลวงอย่างเคร่งครัด

สำหรับขุนศึกฝ่ายทหารที่ไม่ได้ครอบครองกองทัพทัพใหญ่ มีเพียงโครงร่างรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามเหล่านั้น ยามที่พบเจอขุนนางฝ่ายพลเรือนย่อมต้องก้มหัวต่ำลงไปอีกสามส่วน ลำพังเพียงนายอำเภอขั้นเจ็ดหลวงตัวเล็กๆ ที่มีชาติกำเนิดมาจากบัณฑิตจิ้นซื่อคนหนึ่ง ก็สามารถบีบคั้นกดดันจัดการพวกเขาจนมิอาจดิ้นรนได้แล้ว

และเป็นเพราะความแตกต่างอันใหญ่หลวงยิ่งขวางกั้นระหว่างฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารนี้เอง เฉินจื้อปางจึงได้แสดงท่าทีที่นอบน้อมสุภาพต่อถานเจิ้งหลิงอยู่ตลอดเวลา

และเมื่อเรื่องราวส่งต่อลงมาถึงหวงกวางเม่าที่อยู่ด้านล่าง เขาก็ย่อมต้องตกอยู่ในสภาวะที่มีความเดือดดาลในใจต่อท่านนายอำเภอแห่งอำเภอหลู่ซาน หวังจี้ต๋า ทว่ามิอาจเอ่ยคำคัดค้านออกมาได้เช่นกัน อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงใช้วิธีการสารพัดเพื่อผัดวันประกันพรุ่งดึงเช็งถ่วงเวลาเท่านั้น

เขาไม่ยินยอมที่จะล่วงเกินหวังจี้ต๋า ทว่าก็ไม่ยินยอมที่จะโง่เขลาเบาปัญญาโดยไม่จัดเตรียมมาตรการรับมืออันใด แล้วบุ่มบ่ามนำทัพก้าวเข้าเขาไปรนหาที่ตายเด็ดขาด

ดังนั้นในช่วงสองสามวันมานี้หวงกวางเม่าจึงประสบความยากลำบากเดือดร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งต้องแบกรับแรงกดดันอันหนักหน่วงจากหวังจี้ต๋า อีกด้านหนึ่งก็ต้องรักษาชีวิตของทหารในกองทัพ และรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเองไว้

เขาขบคิดเพียงต้องการที่จะผัดวันประกันพรุ่งถ่วงเวลาออกไปให้ได้มากที่สุด เพื่อเฝ้ารอคำตอบรับจากเฉินจื้อปาง

เขาจำเป็นต้องเฝ้ารอคำตอบรับรวมถึงการจัดแจงมาตรการรับมือที่เหมาะสมจากเฉินจื้อปางก่อน จึงจะสามารถทำการตัดสินใจในขั้นตอนต่อไปของตนได้

หากเฉินจื้อปางมีความตั้งใจที่จะปิดล้อมกวาดล้างทหารกบฏแห่งเขาฟู่นิวอย่างแท้จริง ถึงเวลาก็ย่อมต้องจัดส่งกำลังพลและม้าศึกมาช่วยเหลือสนับสนุน เมื่อถึงเวลานั้นตนเองก็แค่เคลื่อนพลไปตามกระแสน้ำภาพรวมก็สิ้นเรื่อง

ทว่าหากเฉินจื้อปางไม่มีความตั้งใจที่จะปิดล้อมกวาดล้าง ถึงเวลาก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่จัดส่งทหารมาช่วยเหลือสนับสนุน และเมื่อเฉินจื้อปางไม่ส่ง(ทหารหนุน) มา ลำพังตัวหวงกวางเม่าฝั่งนี้ย่อมไม่มีความสามารถ และใต้ผู้บังคับบัญชาก็ไม่มีกำลังทหารที่เพียงพอจะไปปิดล้อมกวาดล้างทหารกบฏแห่งเขาฟู่นิวได้สำเร็จ อย่างมากที่สุดก็คงทำได้เพียงบีบบังคับขับไล่พวกมันออกไปจากพื้นที่เท่านั้นเอง

ทว่าการเฝ้ารอข่าวสารย่อมต้องใช้เวลา และทางฝั่งของหวังจี้ต๋าก็เร่งรัดเข้ามาอย่างถี่กระหมั่น เรื่องราวนี้ทำให้หวงกวางเม่าเกิดความหงุดหงิดฉุนเฉียวเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากผ่านความยากลำบากเดือดร้อนเช่นนี้อยู่สองวัน ในที่สุดหวงกวางเม่าก็สามารถเฝ้ารอจนได้รับจดหมายตอบกลับมาจากเฉินจื้อปางสำเร็จ

ทว่าหลังจากผ่านตาจดหมายตอบกลับแล้ว อารมณ์ของหวงกวางเม่ากลับไม่สู้ดีเท่าใดนัก

เฉินจื้อปางเอ่ยคำบอกเล่าว่า ยามนี้ภายในหรู่โจวมีกลุ่มโจรป่าผุดขึ้นมากมายมหาศาล ตัวเขายังคงต้องวุ่นวายกับการนำทัพออกปราบโจรป่าไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นในช่วงระยะเวลาชั่วคราวนี้จึงไม่มีทหารหนุนจัดส่งมาให้แก่หวงกวางเม่าฝั่งนี้ได้

และสั่งการให้หวงกวางเม่าลงมือสืบหาเบาะแสความตื้นลึกหนาบางของทหารกบฏแห่งเขาฟู่นิวล่วงหน้าก่อน หากพบว่าทหารกบฏไม่มีกำลังเข้มแข็งปานใดก็ให้ลงมือบีบบังคับขับไล่ไปเสียย่อมใช้ได้ อืม จะบีบบังคับขับไล่ให้มุดหนีไปทางทิศตะวันตก หรือบีบบังคับขับไล่ให้มุดหนีลงใต้ก็ล้วนทำได้ทั้งสิ้น ทิศตะวันตกคือนครอาณาเขตของทำเนียบเหอหนาน ส่วนทิศใต้คืออาณาเขตของทำเนียบหนานหยาง บีบบังคับขับไล่ทหารกบฏเหล่านี้ให้มุดหัวผ่านไป ปล่อยให้พวกของเฉินหย่งฝู จั่วเหลียงอวี้ และคนอื่นไปรับหน้าที่ควบคุมดูแลจัดการแทนเถิด

ทว่าหากพบว่าทหารกบฏมีกำลังเข้มแข็งเกินไป ก็ให้ลงมือดึงเช็งถ่วงเวลาไว้ก่อน หยุดพักทัพไว้ชั่วคราว รอเวลาในภายหลังค่อยมาร่วมปรึกษาหารือกันใหม่...

สรุปคือ เรื่องทหารหนุนย่อมมิอาจคาดหวังได้แล้ว ยามนี้กำลังทหารส่วนอื่นใต้ผู้บังคับบัญชาของเฉินจื้อปางต่างก็วุ่นวายยิ่งนัก

ตัวถานเจิ้งหลิงวันเว้นวันมักจะสั่งการให้เขานำทหารออกไปปิดล้อมกวาดล้างผู้อพยพเหล่านั้นในดินแดนแผ่นดินชั้นในของหรู่โจว โดยอ้างคำกล่าวว่าทำไปเพื่อปกปักษ์รักษาถิ่นฐานและคุ้มครองราษฎร ทว่าแท้จริงแล้วถานเจิ้งหลิงแทบจะเอ่ยคำบอกเล่าแก่เขาตรงๆ อยู่แล้วว่า: ตัวข้าเฒ่าถานกำลังเฝ้ารอเบาะแสศีรษะจำนวนมากเพื่อนำมาใช้เลื่อนขั้นตำแหน่งขุนนางอยู่ เจ้าจงลงมือให้รวดเร็วปราดเปรียวหน่อย อย่าได้มาทำเรื่องราวของข้าให้ล่าช้าเด็ดขาด!

ผู้อื่นถานเจิ้งหลิงต้องการเบาะแสศีรษะที่อ้างว่าเป็นทหารกบฏจำนวนมากเพื่อนำมาใช้เลื่อนขั้นตำแหน่งขุนนาง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากเฉินจื้อปางระดมสรรพกำลังทหารจำนวนมากเพื่อมุดเข้าสู่ภูเขาใหญ่ ไปเปิดศึกเข่นฆ่าฟาดฟันกับโจรเก่าแก่ที่เจนโลกเหล่านั้น คาดว่าตรากตรำทำงานไปสิบวันครึ่งเดือนก็คงมิอาจเด็ดหัวศีรษะมาครองได้สักกี่หัว ถึงเวลามีหรือที่ถานเจิ้งหลิงจะไม่เดือดดาลพ่นไฟโทสะออกมา

ดังนั้นในยามนี้ กำลังทหารจำนวนมากใต้ผู้บังคับบัญชาของเฉินจื้อปางจึงทำได้เพียงสัญจรเพ่นพ่านอยู่ในดินแดนแผ่นดินชั้นในของหรู่โจว คอยปิดล้อมกวาดล้างกลุ่มโจรป่าที่ง่ายต่อการสร้างผลงานการศึกสงครามเท่านั้น

อะไรนะ ท่านบอกว่ากองกำลังหลักของกลุ่มโจรป่าได้บุกข้ามแม่น้ำมุ่งหน้าลงใต้ไปสิ้นแล้ว ยามนี้ภายในหรู่โจวไม่มีกลุ่มโจรป่าขนาดใหญ่หลงเหลืออยู่ให้เขาออกไปทำศึกเข่นฆ่าแล้วอย่างนั้นรึ

เรื่องราวนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด มิได้พบเห็นหรุกรึว่าในสถานที่ที่กองทัพทัพใหญ่เคลื่อนผ่าน กลุ่มโจรป่ามักจะมีลักษณะผุดขึ้นมาราวกับหน่อไม้หลังห่าฝน เพียงพริบตเดียวก็ปรากฏกายออกมาให้เห็นแล้ว

เข่นฆ่าอย่างไรก็ไม่มีวันหมดสิ้นซาก...

จบบทที่ บทที่ 36 โจรป่าผุดพรายดั่งหน่อไม้

คัดลอกลิงก์แล้ว