- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 1,603 เจ้าพอใจหรือไม่ล่ะ?
บทที่ 1,603 เจ้าพอใจหรือไม่ล่ะ?
บทที่ 1,603 เจ้าพอใจหรือไม่ล่ะ?
บทที่ 1,603 เจ้าพอใจหรือไม่ล่ะ?
"เหมือน... เหมือนจริงๆ!"
ฉีเหมี่ยวค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ อิลยา ยื่นมือขวาที่เต็มไปด้วยรอยด้านตากลางแดดกลางฝน ลูบไล้แก้มเนียนละเอียดของเด็กสาวเบาๆ ปากก็ร้องจิ๊จ๊ะด้วยความชื่นชม "ถอดแบบซือหยวนหยวนมาเป๊ะๆ เลยแฮะ"
'เอามือสกปรกของเจ้าออกไปนะ!'
'อย่ามาแตะต้องตัวข้า!'
เมื่อถูกฝ่ามือหยาบกระด้างของฉีเหมี่ยวสัมผัสผิว แม้สติสัมปชัญญะจะเลือนลาง แต่อิลยาก็ยังรู้สึกคลื่นไส้ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว แทบอยากจะซัดหมัดเข้าใส่หน้าอีกฝ่ายเต็มแรง
ทว่าในเวลานี้ นางกลับรู้สึกว่าร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แม้แต่จะขยับนิ้วสักนิ้วก็ยังทำไม่ได้
ราวกับมีเสียงกระซิบสั่งการอยู่ในหัวว่า ชายชุดเขียวตรงหน้าคือเจ้านาย คือความเด็ดขาด ทุกคำพูด ทุกการกระทำของเขาคือกฎเหล็กที่ต้องปฏิบัติตาม ต่อให้อิลยาอยากจะต่อต้าน ก็ไม่อาจทำได้เลย
สิ่งที่ทำให้เด็กสาวผมทองทรมานใจที่สุดก็คือ แม้ร่างกายจะถูกอีกฝ่ายควบคุมไปแล้ว แต่ในความเลือนลางนั้น นางก็ยังคงมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ ความรู้สึกขยะแขยงและความรู้สึกอยากจะเชื่อฟังที่ตีกันยุ่งเหยิงในหัว เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังฉีกกระชากวิญญาณของนางออกเป็นสองซีก
ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงนี้ ไม่อาจจะหาคำพูดใดมาบรรยายความทรมานนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
"ยังไม่ชินสินะ?"
ราวกับรับรู้ถึงความรู้สึกของนาง ฉีเหมี่ยวยิ้มบางๆ "ไม่เป็นไร หรอก อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะชินกับการมีเจ้านายอย่างข้าแล้วล่ะ การได้ควบคุมฮ่องเต้หญิงเนี่ย มันก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ"
'เจ้านาย?'
'ควบคุม?'
อิลยาใจหายวาบ ลางสังหรณ์ถึงอันตรายพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่
"ปกป้ององค์หญิง!"
ในตอนนั้นเอง เสียงใสๆ สองเสียงก็ดังขึ้นจากด้านหลังนาง ตามมาด้วยกระแสลมกรดสองสาย พุ่งทะยานเข้าหาฉีเหมี่ยวอย่างรวดเร็ว
เป็นนางกำนัลอีกสองคนที่สังเกตเห็นว่าอิลยากำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบกระโดดเข้ามาช่วยอย่างไม่ลังเล
"ได้เวลาทดสอบอานุภาพของตราประทับแม่ลูกแล้วสินะ"
ฉีเหมี่ยวไม่หลบไม่หนี เพียงแต่ยิ้มเย็น "ฆ่าพวกนางซะ!"
สิ้นคำสั่ง ร่างกายของอิลยาก็ขยับเขยื้อนไปเองโดยไม่ได้ตั้งใจ นางกางแขนออกทั้งสองข้าง กางนิ้วมือทั้งสิบออกคล้ายกรงเล็บ พุ่งเข้าตะปบไปทางซ้ายและขวาอย่างดุเดือด เป้าหมายคือศีรษะของนางกำนัลทั้งสองคน!
"ฝ่าบาท ท... ท่าน... ทำไมกัน?"
พลังฝีมือของนางกำนัลทั้งสองเหนือกว่าอิลยามาก ย่อมไม่พลาดท่าเสียทีง่ายๆ พวกนางกระโดดหลบไปทางซ้ายและขวาโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าจิ้มลิ้มทั้งสองเต็มไปด้วยความตกตะลึงและสงสัย เห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่เข้าใจเลยว่า อุตส่าห์หวังดีเข้ามาช่วยปกป้องฮ่องเต้ แต่ทำไมกลับถูกฮ่องเต้โจมตีกลับอย่างกะทันหันเช่นนี้
เมื่อโจมตีพลาด อิลยาก็ไม่ยอมแพ้ นางดีดตัวพุ่งทะยานเข้าไป ใช้สองมือฟาดฟันเข้าใส่นางกำนัลทั้งสองอย่างไม่ลดละ ราวกับมีความแค้นฝังลึกกันมาแต่ชาติปางก่อน
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับมนุษย์อันต่ำต้อย ริอาจจะสังหารยอดฝีมือระดับเบิกนภาสองคนพร้อมกัน ช่างเป็นการกระทำที่เกินตัวเสียจริง หากไม่ใช่เพราะมีตำแหน่งฮ่องเต้คุ้มกะลาหัวอยู่ ป่านนี้อิลยาคงโดนทั้งสองคนซัดจนหน้าบวมปูดเป็นหมู แล้วจบชีวิตลงตรงนั้นไปแล้ว
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังรุกรับกันอยู่พักหนึ่ง นางกำนัลทั้งสองกำลังคิดหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกร่างกายแข็งทื่อ ราวกับถูกพลังงานที่มองไม่เห็นจับมัดไว้ ทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณในร่างกายกลับหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ไม่สามารถดึงมาใช้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
"ฉึก!" "ฉึก!"
เสียงกระดูกแตกดังลั่น ฝ่ามือของอิลยาฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อมของนางกำนัลทั้งสองอย่างไร้ความปรานี นิ้วทั้งสิบทะลวงเจาะลึกเข้าไปในกะโหลกศีรษะอย่างง่ายดาย ทิ้งรอยรูพรุนสิบรูไว้บนกะโหลกของทั้งสอง เลือดสดๆ ทะลักทะล้นสาดกระเซ็นไปทั่ว
เด็กสาวผมทองดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งสิบมีหยดเลือดหยดติ๋งๆ นางมองดูร่างของนางกำนัลผู้ภักดีทั้งสองล้มพับลงไปกองกับพื้น ลมหายใจขาดห้วงไปในทันที แต่ดวงตากลับเบิกกว้างแทบถลน ตายตาไม่หลับ
'นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่?'
'พวกนางอุตส่าห์หวังดีเข้ามาช่วยข้า แต่ข้ากลับฆ่าพวกนางเนี่ยนะ?'
ในเวลานี้สมองของอิลยาสับสนวุ่นวายไปหมด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองเพิ่งจะทำอะไรลงไป หัวใจปวดร้าวราวกับมีมีดมากรีด ความรู้สึกละอายใจและความแค้นคุกรุ่นปะปนกันจนแทบจะทำให้สติแตก
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ใบหน้าของนางกลับสงบนิ่งราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย ทำเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับรูปปั้นสลักเสลาอันงดงาม
ไม่ว่าสมองจะสั่งการให้ร่างกายทำอะไร นางก็ไม่สามารถทำตามความต้องการของตัวเองได้เลย มีเพียงเสียงที่คุ้นหูคล้ายกับเสียงของฉีเหมี่ยวดังก้องอยู่ในหัว คอยออกคำสั่งบงการให้นางทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
'ไม่นะ!'
'กว่าข้าจะทำตามความปรารถนาของท่านพี่สำเร็จ'
'ข้าไม่อยากตกเป็นทาสของใคร!'
'ช่วยด้วย!'
'ใครก็ได้ช่วยข้าที!'
'จงเหวิน พี่เสี่ยวหว่าน น้องจูหม่า!'
ดวงตาของเด็กสาวสาดประกายน้ำตาคลอเบ้า ภายในใจเต็มไปด้วยความอับอายและความสิ้นหวัง ในวินาทีนี้ นางได้แต่แอบสวดภาวนา ขอให้บรรดา 'เพื่อนร่วมวงไพ่' ทั้งสามคน ปรากฏตัวลงมาจากฟากฟ้า เพื่อช่วยดึงนางให้หลุดพ้นจากขุมนรกนี้
แต่ไม่รู้ว่าฉีเหมี่ยวใช้ลูกไม้ตื้นลึกหนาบางอะไร ถึงได้ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตในโถงขนาดนี้ โดยที่พวกจงเหวินซึ่งอยู่ข้างนอกไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
"สมกับเป็นตราประทับแม่ลูกจริงๆ อานุภาพร้ายกาจไม่เปลี่ยน"
ฉีเหมี่ยวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะแกล้งทำเป็นถอนหายใจด้วยความเสียดาย "น่าเสียดายที่พลังฝึกยุทธ์ของเจ้ามันช่างต่ำต้อยเสียจริง ไม่รู้ว่าไบล์มันคิดอะไรอยู่ ถึงยอมยกบัลลังก์ให้เจ้า แต่กลับไม่คิดจะหาวิธียกระดับพลังให้ ฮ่องเต้ที่อยู่แค่ระดับมนุษย์ จะนั่งบัลลังก์ไปได้สักกี่น้ำกันเชียว?"
ใบหน้าของเด็กสาวยังคงไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ แต่หยาดน้ำตาสองสายกลับไหลรินอาบแก้มอย่างไม่ขาดสาย
"แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก อุตส่าห์ได้ทาสรับใช้ระดับฮ่องเต้มาทั้งที ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรไปง่ายๆ หรอกน่า"
ฉีเหมี่ยวเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นอ่อนโยน ปลอบประโลมนางหน้าตาเฉย "อ้อ อีกอย่างนะ ซือหยวนหยวนทำผลงานชิ้นโบแดงไว้ ภูเขาเทพธิดาของเราไม่มีทางลืมบุญคุณแน่นอน นอกจากจะจัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติแล้ว นับตั้งแต่นี้ไป ตระกูลซือจะได้ขึ้นมาแทนที่ตระกูลเฉียน ในฐานะหนึ่งในเก้าสำนักระดับล่างแห่งนครลอยฟ้า รางวัลแบบนี้ เจ้าพอใจหรือไม่ล่ะ?"
'พอใจ?'
'พอใจบ้านแกสิ!'
ถ้าเพียงแต่อิลยาสามารถขยับตัวได้ล่ะก็ นางคงซัดหมัดเข้าใส่หน้าฉีเหมี่ยวเต็มแรงไปแล้ว
ทว่า ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนหรือออกแรงสักแค่ไหน ร่างกายก็ไม่ตอบสนองต่อคำสั่งเลย แม้แต่จะขยับนิ้วก็ยังทำไม่ได้
"เอาล่ะ ทีนี้ข้าจะออกคำสั่งแรกละนะ"
ฉีเหมี่ยวทำเป็นไม่เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจของนาง เพียงแค่เอ่ยอย่างเนิบนาบ "ฟังให้ดีนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จักรวรรดิจินเหยาจะต้อง..."
"ฟิ้ว!"
พูดยังไม่ทันจบ จู่ๆ พลังอันน่าสะพรึงกลัวดุจพายุบุพเพก็พุ่งแหวกอากาศมาจากแดนไกล พุ่งเป้าหมายไปที่ใบหน้าของชายชุดเขียวเต็มๆ พลังโจมตีรุนแรงสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน แต่กลับควบคุมทิศทางได้อย่างแม่นยำ ไร้ที่ติ ไม่กระเด็นไปโดนอิลยาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เลยแม้แต่น้อย
"หืม?"
ฉีเหมี่ยวหน้าเปลี่ยนสี ขยับเท้าเพียงนิด ร่างก็พุ่งหลบไปไกลหลายจั้งอย่างรวดเร็ว รอดพ้นจากการโจมตีอันเฉียบขาดนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด
"ภูเขาเทพธิดา ช่างเป็นภูเขาเทพธิดาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
เสียงดังกังวานกึกก้องดังสะท้อนไปทั่วห้องโถง "ที่แท้พวกเจ้าก็ส่งผู้หญิงมากมายไปตีสนิทกับยอดฝีมือในยุคนี้ ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อจะได้มีทายาทกับพวกเขา ทั้งหมดก็เพื่อจะบงการลูกหลานของยอดฝีมือแต่ละดินแดนสินะ วางแผนได้ล้ำลึก แยบยลจริงๆ!"
"โดนยาพิษบนมีดของซือหยวนหยวนเข้าไป"
ฉีเหมี่ยวมองตามทิศทางของเสียง เอ่ยเสียงเรียบ "แถมยังอยู่รอดมาได้จนถึงป่านนี้ ดวงแข็งไม่เบาเลยนี่"
"อุตส่าห์ตามสืบจนเจอตัวการใหญ่ทั้งที"
ร่างของไบล์ปรากฏขึ้นกลางโถงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าของเขาซีดเซียวเล็กน้อย แต่แววตากลับสาดแสงเย็นเยียบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จ้องเขม็งไปที่ฉีเหมี่ยว ราวกับจะเปลี่ยนสายตาให้เป็นคมหอกคมดาบ ทิ่มแทงทะลุร่างอีกฝ่ายให้เป็นรูพรุน "ถ้ายังไม่ได้สับแกเป็นชิ้นๆ ข้าจะยอมตายได้ยังไง?"
"สับข้าเป็นชิ้นๆ งั้นรึ?"
ฉีเหมี่ยวทำหน้าเหยียดหยาม ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่ขำที่สุดในโลก "ด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้น่ะรึ?"
"ถึงจะเป็นข้าในตอนนี้ก็เถอะ"
ไบล์ตวาดลั่น มือขวาพุ่งออกไปด้านหน้า ลำแสงสีทองอร่ามพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ พุ่งตรงเข้าใส่ชายชุดเขียวเต็มแรง "ก็มากพอที่จะจัดการกับไอ้คนขี้ขลาดอย่างเจ้าได้สบายๆ!"
พลังอำนาจทำลายล้างที่ยากจะจินตนาการได้ถูกบีบอัดลงในลำแสงสีทองเรียวยาว ด้วยการควบคุมพลังขั้นสุดยอดของไบล์ ลำแสงนี้จึงพุ่งเป้าไปที่ฉีเหมี่ยวเพียงคนเดียว โดยไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่ออิลยาที่ยืนอยู่ข้างๆ เลย
"รู้ไหมว่ายาพิษบนมีดของซือหยวนหยวนน่ะ ข้าเป็นคนปรุงมันขึ้นมาเองกับมือ"
ฉีเหมี่ยวไม่ยอมเข้าปะทะตรงๆ ขยับเท้าเพียงนิด ร่างก็ถอยร่นไปหลายจั้ง หลบหลีกลำแสงสีทองไปได้อย่างฉิวเฉียด จากนั้นก็สะบัดมือขวา ปรากฏเครื่องดนตรีรูปร่างประหลาด ด้ามยาว ปลายแหลม ขึ้นในมือ "ในโลกนี้ ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงอานุภาพที่แท้จริงของยาพิษชนิดนี้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว"
"แก๊ง!"
เขาเขย่าเครื่องดนตรีในมืออย่างแรง เสียงระฆังดังกังวานก้องไปทั่วทั้งห้องโถง
"พรวด!"
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ร่างของไบล์ก็สั่นสะท้าน ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ กระอักเลือดออกมาคำโต ยอดฝีมือระดับความโกลาหลผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับเซถลา เกือบจะล้มทั้งยืน
"แก๊ง!"
เมื่อการโจมตีได้ผล ฉีเหมี่ยวก็ไม่คิดจะหยุดมือ เขาเขย่าเครื่องดนตรีอีกครั้ง เสียงระฆังดังกังวานกึกก้องยิ่งกว่าเดิม
"ตุ้บ!"
ท่ามกลางเสียงระฆัง ใบหน้าของไบล์ก็เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เลือดไหลซึมมุมปาก ร่างกายอันใหญ่โตค่อยๆ หงายหลังล้มตึง แขนขากางออกกว้าง กระแทกพื้นดังลั่น
"แก๊ง!"
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ไบล์ที่นอนอยู่บนพื้นก็กระตุกเกร็ง ท้องป่อง ขาเตะถีบ เลือดไหลทะลักออกจากปากไม่หยุด ไม่นานลมหายใจก็เริ่มแผ่วลง ร่อแร่เต็มที ใกล้จะสิ้นใจ
"ฉึก!"
แทบจะในเวลาเดียวกัน ร่างสีเขียวของฉีเหมี่ยวก็มาโผล่ตรงหน้าไบล์ เขายกเครื่องดนตรีปลายแหลมขึ้นสูง แล้วแทงลงมาสุดแรง แทงทะลุหัวใจของอดีตฮ่องเต้ผู้นี้อย่างไม่ลังเล
เมื่อต้องทนเห็นพ่อถูกแทงทะลุหัวใจต่อหน้าต่อตา อิลยาก็รู้สึกเหมือนมีเสียงวิ้งดังลั่นในหัว สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ใบหน้างดงามสะท้อนให้เห็นถึงความตกตะลึงสุดขีด ตกอยู่ในสภาวะสับสนงุนงงอย่างหนัก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองควรจะรู้สึกเศร้าเสียใจหรือไม่
[จบตอน]