- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 758 ดินแดนในตำนาน
ตอนที่ 758 ดินแดนในตำนาน
ตอนที่ 758 ดินแดนในตำนาน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้พิพากษาระดับราชันสูงสุด ทั้งสี่ต่างสบตากัน ล้วนมองเห็นความไม่ยินยอมพร้อมใจในแววตาของอีกฝ่าย
"นายท่าน พวกผู้พิพากษาที่ตายไปเหล่านั้น..."
ไป๋ฝ่าจี้เอ่ยเสียงเรียบ
"จะมีคนมาแก้แค้นแทนพวกเราเอง"
เมื่อพวกเขาได้ฟังต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปเนิ่นนาน
เพราะคำพูดของผู้เป็นนาย ก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว
...
อีกด้านหนึ่ง เรือวิญญาณของเผ่าเฉียนกำลังแล่นทะยานมุ่งหน้าไปยังป่านันโต่วอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง ในที่สุดเรือวิญญาณลำนั้นก็ฝ่าทะลุชั้นเมฆหมอก ร่อนลงจอดยังบริเวณชายขอบของป่านันโต่วอย่างเชื่องช้า
ยังไม่ทันที่ใครจะก้าวลงจากเรือวิญญาณ กลิ่นหอมฉุยระลอกหนึ่งก็โชยเตะจมูกของทุกคนราวกับกระแสคลื่นที่มองไม่เห็น
กลิ่นหอมนี้ราวกับถูกปรุงรสอย่างพิถีพิถันด้วยเครื่องเทศชั้นเลิศนับไม่ถ้วน เจือด้วยกลิ่นหอมไหม้อันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อย่างไฟชุ่มฉ่ำ เพียงแค่สูดดมเบาๆ ก็ทำเอาผู้คนอดน้ำลายสอไม่ได้
ศิษย์หลายคนเผลอกลืนน้ำลายเอื้อกโดยไม่รู้ตัว แม้พวกเขาจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นงดอาหารธัญพืช สามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารแล้วก็ตาม ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับกลิ่นเนื้อย่างที่หอมยั่วน้ำลายถึงเพียงนี้ ก็ยังอดรู้สึกหิวขึ้นมาตงิดๆ ไม่ได้
"ถึงกับมีคนมาย่างเนื้ออยู่ในป่าเชียวหรือ?"
"หอมจังเลย!"
"หรือว่าจะเป็น..."
บรรดาศิษย์เผ่าเฉียนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงเรื่องบางอย่างได้ อารมณ์ก็พลันสลับซับซ้อนขึ้นมา ความอยากอาหารอันรุนแรงที่ถูกกระตุ้นในตอนแรก ค่อยๆ มลายหายไปราวกับน้ำลด
พวกเขามองไปยังนายน้อยของตน
เซียวเจ๋อชวนกล่าวด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปร
"พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่"
"ขอรับ นายน้อย!"
เซียวเจ๋อชวนก้าวลงจากเรือวิญญาณ เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางอันเป็นต้นตอของกลิ่นเนื้อย่าง
เมื่อระยะทางหดสั้นเข้า เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยที่คุ้นเคย
ฝีเท้าของเขาชะลอลงโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนว่าเขาจะหวงแหนบรรยากาศในยามนี้เป็นอย่างมาก
เมื่อนึกถึงตอนสี่ปีกว่าก่อน เขาเพียงทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งแล้วก็จากไป...
เขาเม้มริมฝีปากแน่น
หลายปีมานี้ เขาเคยพบหน้าแค่อวี่ฉางอิง
อวี่ฉางอิงเป็นคนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเขาจากไปให้ฟัง
ที่แท้ ในเวลานั้น ไม่ได้มีเพียงเขาที่จากไป แต่ยังมีเยวี่ยเยวี่ยและอวี้ชูด้วย
ต่อมา จูเก๋อโย่วหลิน เผยซู่ และอวี่ฉางอิงก็ล้วนแยกย้ายจากเฉิ่นเยียนไปเช่นกัน
ภายในใจของเขาปะทุความรู้สึกผิดขึ้นมา โดยเฉพาะกับเฉิ่นเยียน
เป็นเพราะเมื่อนางตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ก็ต้องพบกับการจากไปของสหายหลายคน ทั้งที่ตอนแรกเคยตกลงกันไว้ว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป จะไม่ทอดทิ้งกัน
ทว่านับตั้งแต่ที่ฉือเยว่ 'ตาย' ไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
กลุ่มแตกกระสานซ่านเซ็น แต่ละคนล้วนมีเหตุผลที่ต้องจากไป
แล้วเหตุผลที่เขาจากไปเล่า คือสิ่งใดกัน?
เซียวเจ๋อชวนเงยหน้าขึ้น มองจันทร์เสี้ยวที่แขวนตัวอยู่บนม่านฟ้า แสงสลัวสาดส่องลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่ดูไร้ความรู้สึก ยิ่งขับเน้นให้ดวงตาจิ้งจอกที่เดิมทีก็เย้ายวนอยู่แล้วของเขายิ่งทอประกายระยิบระยับ
ทว่าภายในดวงตากลับมีหยาดน้ำตาใสกระจ่างแวววาว ราวกับดวงดาวที่สุกสกาวที่สุดในยามราตรีร่วงหล่นลงมา
หลายวินาทีต่อมา ในที่สุดเขาก็ละสายตากลับมา
หยาดน้ำตาในดวงตาเหือดแห้งไป
ในเวลานั้นเอง เซียวเจ๋อชวนก็สัมผัสได้ว่ามีใครคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลออกไป
หญิงสาวสวมอาภรณ์สีม่วง เรือนผมประดับด้วยปิ่นปักผมรูปจิ้งจอก สายลมโชยพัดริบบิ้นผูกผมสีม่วงให้ปลิวไสวไปพร้อมกับเส้นผมอย่างแผ่วเบา งดงามจนน่าตื่นตะลึง
เพียงแค่นางยืนอยู่ตรงนั้น ก็ดึงดูดสายตาจนไม่อาจเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของนางได้
ทั้งสองสบตากัน
ห่างหายกันไปหลายปี บัดนี้ได้พบหน้ากันอย่างเป็นทางการเสียที
ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย น้ำเสียงแหบพร่าอยู่บ้าง
"เยียนเยียน"
เฉิ่นเยียนยิ้ม
"โย่วหลินย่างเนื้อไว้ตั้งเยอะ รีบมากินสิ"
เซียวเจ๋อชวนชะงักไปเล็กน้อย
เขาเม้มริมฝีปากเบาๆ พยักหน้ารับ
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไป เฉิ่นเยียนเอ่ยเสียงเบา
"โย่วหลินได้ยินว่าเจ้ากับพวกศิษย์เผ่าเฉียนมากันแล้ว ก็เลยย่างสัตว์วิญญาณเผื่อไว้ตั้งสิบกว่าตัว ย่างอยู่ตรงนั้นน่ะ เจ้าจะเรียกพวกเขามากินด้วยหรือไม่?"
"ข้า..."
"อย่ากินทิ้งกินขว้างล่ะ"
"อืม"
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันอันเนิ่นนานอีกครั้ง
เฉิ่นเยียนกล่าวทำลายความเงียบ
"หากเผ่าเฉียนปฏิบัติกับเจ้าเป็นอย่างดี พวกเขาก็คือครอบครัวของเจ้า แต่พวกเราก็ยังคงเป็นสหายของเจ้า ไม่ว่าภายภาคหน้าพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปหรือไม่ พวกเราก็คือสหายกัน จุดนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"
ภายในใจของเซียวเจ๋อชวนสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาหยุดฝีเท้าลง
เฉิ่นเยียนหันกลับไปมองเขา
"พวกเจ้าไม่ต้องการข้าแล้วใช่หรือไม่?"
น้ำเสียงของเซียวเจ๋อชวนสงบนิ่งยิ่งนัก ทว่ากลับแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้อย่างปิดไม่มิด
เฉิ่นเยียนชะงักงัน รีบเอ่ยค้าน
"ไม่ใช่"
"อย่าพูดคำเช่นนี้กับข้า"
ลูกกระเดือกของเซียวเจ๋อชวนขยับเลื่อนเล็กน้อย
"สำหรับข้าแล้ว พวกเจ้าคือคนที่สำคัญที่สุด"
พวกเจ้าก็คือครอบครัวของข้าเช่นกัน
เขากล่าวต่อ
"เยียนเยียน เจ้าเคยบอกกับเสด็จพี่หญิงของข้าว่า หากข้าไม่มีที่ให้กลับไป หน่วยอสูรก็คือที่พึ่งพิงของข้า"
เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา
"อีกไม่นานข้าก็จะไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว"
...
ยามที่เฉิ่นเยียนพาเซียวเจ๋อชวนกลับมา บรรดาสหายต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขา
เหล่าสหายสังเกตเห็นอย่างเฉียบขาดว่าดวงตาของเซียวเจ๋อชวนแดงก่ำ
"เจ้าร้องไห้หรือ?!"
เดิมทีจูเก๋อโย่วหลินกำลังทาเครื่องเทศลงบนเนื้อย่างอยู่ พอเห็นท่าทางของเซียวเจ๋อชวนเช่นนี้ ก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
"เยียนเยียน เจ้าคงไม่ได้ซ้อมเขาหรอกนะ?"
อวี่ฉางอิงยกมือขึ้นทาบอก เอ่ยด้วยความประหลาดใจ
จูเก๋อโย่วหลินแค่นเสียงเย็น
"อยากไปก็ไปสิ จะร้องไห้ทำไม?"
จากนั้น เขาก็คว้ามีดสั้นที่อยู่ด้านข้างมาหั่นเนื้อย่างที่สุกแล้วอย่างแรง ราวกับกำลังระบายอารมณ์บางอย่างอยู่
ฉือเยว่ถือไม้เสียบเนื้อย่าง เงยหน้ามองเซียวเจ๋อชวนเงียบๆ
เซียวเจ๋อชวนหัวเราะหยัน
"ฝันไปเถอะ ต่อให้เจ้าจะไป ข้าก็ไม่ไป"
"แล้วเจ้าร้องไห้ทำไม?"
พอจูเก๋อโย่วหลินได้ยินก็ขมวดคิ้วถาม
เซียวเจ๋อชวนเอ่ยเถียง
"ข้าไม่ได้ร้องไห้ ลมที่นี่มันแรงพัดทรายเข้าตาข้าต่างหาก"
จูเก๋อโย่วหลินพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
"ลมทรายที่นี่แรงมากจริงๆ นั่นแหละ"
"......"
บรรดาสหายต่างพูดไม่ออก
เจียงเสียนเยวี่ยถือไม้เสียบเนื้อย่างควันฉุยอยู่ในมือ นางกัดไปคำหนึ่ง แล้วจ้องมองเซียวเจ๋อชวนพลางเอ่ยถาม
"เจ๋อชวน สรุปแล้วการตัดสินใจของเจ้าคือ?"
เซียวเจ๋อชวนไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับไปแทน
"พวกเจ้าจะไปที่ใดกันต่อ? จะทำอะไร?"
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งไป
ภายในใจแต่ละคนล้วนมีสถานที่ที่อยากไป ทว่าเพิ่งจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แน่นอนว่าพวกเขาย่อมอยากอยู่ด้วยกัน
ไม่อยากแยกจากกันอีกแล้ว
เซียวเจ๋อชวนเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"พวกเจ้ารู้จักสถานที่ที่อยู่เหนือกว่าแดนบนหรือไม่?"
สิ้นคำกล่าวนี้ นอกจากอวี่ฉางอิงและฉือเยว่แล้ว สีหน้าของคนอื่นๆ ต่างก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
อวี่ฉางอิงเองก็สังเกตเห็นปฏิกิริยานั้น นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถาม
"ยังมีสถานที่ใดที่มีระดับสูงกว่าแดนบนอีกหรือ?"
ทันใดนั้น เฉิ่นเยียนก็โพล่งขึ้นมา
"แดนหงฮวง"
อวี่ฉางอิงถามด้วยความสงสัย
"แดนหงฮวงคือที่ใด?"
"แดนหงฮวงมีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ที่นั่นเป็นแหล่งอาศัยของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่รอดชีวิตมาได้ตั้งแต่ยุคบรรพกาล"
เฉิ่นเยียนเอ่ยช้าๆ แววตาลึกล้ำขึ้นหลายส่วน เพราะท่านพี่เฉิงเหยาหายตัวไปก็เพราะไปที่แดนหงฮวงนี่แหละ
ส่วนเผ่าศัตรูคู่อาฆาตของนาง ก็อยู่ที่แดนหงฮวงเช่นกัน
ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของนางในตอนนี้ ยังไม่สามารถก้าวเข้าไปในแดนหงฮวงได้
เซียวเจ๋อชวนมองไปยังพวกเขา
"ได้ยินมาว่า ที่นั่นมี... เทพเจ้าดำรงอยู่"