- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 759 ครึ่งมารทั้งสอง
ตอนที่ 759 ครึ่งมารทั้งสอง
ตอนที่ 759 ครึ่งมารทั้งสอง
"เทพเจ้า?!"
อวี่ฉางอิงอุทานด้วยความประหลาดใจ
สีหน้าของบรรดาสหายล้วนแตกต่างกันไป
อวี่ฉางอิงกวาดตามองทุกคน
"พวกเจ้าล้วนรู้ถึงการมีอยู่ของแดนหงฮวงงั้นหรือ? และรู้ด้วยว่าบนโลกใบนี้มีเทพเจ้าอยู่จริง?"
ฉือเยว่ส่ายหน้า
"ข้าไม่รู้"
คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็ยอมรับเงียบๆ
เวลานี้เวินอวี้ชูที่รับฟังอย่างสงบมาตลอดพลันช้อนตาขึ้น จ้องมองเซียวเจ๋อชวน เอ่ยถามเสียงเบา
"เจ๋อชวน เหตุใดเจ้าจึงกล่าวถึงแดนหงฮวง?"
เซียวเจ๋อชวนตอบกลับ
"ข้าอยู่ในเผ่าเฉียน ได้รับความเมตตาและให้ความสำคัญจากบรรพบุรุษ เขามีความคาดหวังในตัวข้าสูงมาก หวังเพียงว่าวันหนึ่งข้าจะสามารถนำพาผู้คนของเผ่าเฉียนก้าวเข้าสู่เส้นทางมุ่งหน้าไปยังแดนหงฮวงได้ หากจะว่ากันตามตรง เผ่าเฉียนในแดนหงฮวงถึงจะเป็นสายเลือดหลักที่แท้จริง ส่วนเผ่าเฉียนในแดนบน อย่างมากก็เป็นเพียงสายรองหรือสาขาย่อยเท่านั้น"
เผยซู่ขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
"ในเมื่อเผ่าเฉียนมีฐานะและตำแหน่งที่มั่นคงในแดนบนอยู่แล้ว เช่นนั้นเหตุใดจึงยังดึงดันที่จะไปยังแดนหงฮวงอีกเล่า?"
ต้องรู้ไว้ว่า บรรพบุรุษเผ่าเฉียนก็เป็นหนึ่งในสิบสามมหาจักรพรรดิแห่งแดนบนเช่นกัน ตำแหน่งของเผ่าเฉียนในแดนบนนั้นไม่อาจดูแคลนได้เลย
การจะเข้าไปในแดนหงฮวงนั้นยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงหลักปักฐานในแดนหงฮวงเลย
แม้ว่าในแดนหงฮวงจะมีเผ่าเฉียนที่มีต้นกำเนิดเดียวกันอยู่ แต่พวกเขาก็ใช่ว่าจะยอมรับเผ่าเฉียนจากแดนบนเสมอไป
"ใช่แล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดต้องไปรนหาที่ลำบากที่แดนหงฮวงด้วยเล่า?"
จูเก๋อโย่วหลินขมวดคิ้วถาม
เซียวเจ๋อชวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า
เป็นการแสดงให้เห็นว่าตัวเขาเองก็ไม่รู้เหตุผลแน่ชัดเช่นกัน
การกลับไปยังเผ่าเฉียนที่มหานครสวรรค์ในครั้งนี้ เขาตั้งใจจะไปสอบถามบรรพบุรุษเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
บรรพบุรุษปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดีจริงๆ
เขารู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของบรรพบุรุษที่คอยอบรมสั่งสอน
ก่อนที่จะจากเผ่าเฉียนไป เขาอยากจะตอบแทนบุญคุณของบรรพบุรุษเสียหน่อย
จูเก๋อโย่วหลินเดินเข้ามา ยื่นไม้เสียบเนื้อย่างที่เพิ่งย่างเสร็จร้อนๆ ให้เซียวเจ๋อชวน
เซียวเจ๋อชวนรับมาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เจียงเสียนเยวี่ยเอ่ยถาม
"ดังนั้น เจ้าจะจากไปสักระยะ เพื่อจัดการธุระในมือให้เสร็จสิ้นก่อนใช่หรือไม่?"
"อืม"
เซียวเจ๋อชวนพยักหน้ารับ
"พวกเจ้ารอข้าด้วย"
เขากล่าวออกมาอย่างหนักแน่นและมั่นใจ
บรรดาสหายไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอันใด เพียงแต่ขานรับส่งๆ ไปคำหนึ่ง
"ก็ได้"
จูเก๋อโย่วหลินยกแขนขึ้นกอดคอเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
"เจ้าหมาชวน บอกข่าวดีให้เจ้าฟังเรื่องหนึ่งก่อน"
เซียวเจ๋อชวนขมวดคิ้วปรายตามองแวบหนึ่ง ดูรังเกียจอยู่ไม่น้อย
จู่ๆ จูเก๋อโย่วหลินก็ยิ้มยิงฟัน
"ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าได้กลายเป็นลูกน้องตลอดกาลของเยียนเยียนแล้ว!"
เซียวเจ๋อชวนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ เขาช้อนตามองเฉิ่นเยียนที่อยู่ไม่ไกล
เฉิ่นเยียนเผยรอยยิ้มบางๆ
ทันใดนั้น เซียวเจ๋อชวนก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นมาทันที เขามองไปยังพวกจูเก๋อโย่วหลิน แค่นเสียงหัวเราะเบาๆ
"ดูท่าพวกเจ้าก็คงเป็นเหมือนกันสินะ"
"......"
บรรดาสหายต่างพูดไม่ออก
จูเก๋อโย่วหลินสะอึกไปเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
"รีบเรียกคนเผ่าเฉียนของเจ้ามาเถอะ ขืนย่างเนื้อนี่ต่อไปมันจะไม่นุ่มแล้วนะ"
เมื่อเซียวเจ๋อชวนได้ยิน สายตาก็เลื่อนไปมองสัตว์วิญญาณนับสิบตัวที่ถูกย่างอยู่บนตะแกรงสูงไม่ไกลออกไป หนังด้านนอกถูกย่างจนเหลืองกรอบ กลิ่นหอมของเนื้อโชยเตะจมูก
เพียงแค่มองดูก็รู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาทันที
เซียวเจ๋อชวนหัวเราะ
"หลายปีมานี้ เจ้าฝึกปรือมาแค่ฝีมือทำอาหารงั้นหรือ?"
"ใครบอกกัน! ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ยังร้ายกาจไม่พออีกหรือ?!"
พอจูเก๋อโย่วหลินได้ยินก็โวยวายขึ้นมาทันที
เซียวเจ๋อชวนตอบเสียงเรียบ
"ก็งั้นๆ แหละ"
"หึหึ จะกินไปทำไม!"
จูเก๋อโย่วหลินแค่นเสียงเย็น แย่งไม้เสียบเนื้อย่างที่เพิ่งยัดใส่มือเซียวเจ๋อชวนกลับคืนมาดื้อๆ
เซียวเจ๋อชวนเห็นเช่นนั้นก็ยื่นมือไปแย่งกลับมา
"ข้าจะกิน"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
...
ไม่นาน ศิษย์เผ่าเฉียนที่ได้ยินข่าวก็รีบตามมา
เมื่อพวกเขามองเห็นคนของหน่วยอสูร ก็มีท่าทีประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคารวะ
"นี่พวกเราตั้งใจย่างให้พวกเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ!"
จูเก๋อโย่วหลินชี้ไปยังสัตว์วิญญาณย่างนับสิบตัวที่วางอยู่บนตะแกรงด้วยท่าทีใจกว้าง
พวกเขามองตามนิ้วไป สัตว์วิญญาณย่างนับสิบตัวนั้นกำลังส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย หนังด้านนอกถูกย่างจนเหลืองกรอบ ส่งเสียงดังฉ่าๆ
บรรดาศิษย์เผ่าเฉียนแต่ละคนต่างเบิกตากว้าง จ้องมองสัตว์วิญญาณย่างเหล่านั้นตาไม่กะพริบ หิวจนน้ำลายสออย่างไม่อาจควบคุม
ทว่าแม้ภายในใจจะอยากลิ้มรสอาหารรสเลิศเต็มทน แต่พวกเขาก็ยังคงแลกเปลี่ยนสายตากันไปมา ยังคงสงวนท่าทีไว้หลายส่วน
ในเวลานั้นเอง ในที่สุดเซียวเจ๋อชวนก็เอ่ยปาก
"พวกเจ้าแบ่งเนื้อย่างเหล่านี้กินกันเถอะ หลังจากกินเสร็จและพักผ่อนกันสักครู่ พวกเราจะออกเดินทางกลับมหานครสวรรค์ทันที"
สิ้นคำกล่าวของเขา บรรดาศิษย์เผ่าเฉียนก็ราวกับได้รับคำสั่งอภัยโทษ เส้นประสาทที่ตึงเครียดอยู่แต่เดิมพลันผ่อนคลายลงทันตา
พวกเขาขานรับอย่างพร้อมเพรียงและนอบน้อม
"ขอรับ นายน้อย!"
จากนั้น พวกเขาก็ยังคงรักษามารยาท พยักหน้าแสดงความเคารพต่อคนของหน่วยอสูรอีกครั้ง
ก่อนจะตรงเข้าไปแบ่งเนื้อย่างที่หอมฉุยเหล่านั้นกินกัน
ยามที่พวกเขากัดลงบนเนื้อย่างควันกรุ่น ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงสูดปากสูดคอออกมาด้วยความเอร็ดอร่อย รู้สึกพึงพอใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในพริบตา
หอมจริงๆ!
ในเวลาเดียวกัน ทั้งแปดคนของหน่วยอสูรก็นั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟอีกด้านหนึ่ง
เฉิ่นเยียนเพียงยกมือขึ้นก็กางม่านพลังป้องกันการแอบฟัง เพื่อไม่ให้บทสนทนาของพวกเขาเล็ดลอดไปถึงหูของผู้ที่มีเจตนาแอบแฝง
เซียวเจ๋อชวนมองไปยังเวินอวี้ชูอย่างครุ่นคิด
"หากข้าเดาไม่ผิด คนพวกนั้นในมหานครสวรรค์จะไม่มีทางปล่อยอวี้ชูไปง่ายๆ แน่ ต่อให้เผ่าพิพากษาไม่ลงมือ ก็ต้องมีคนอื่นลงมืออยู่ดี เพราะพวกเขาจะไม่มีวันปล่อยให้อวี้ชูมีชีวิตรอด"
เมื่อเวินอวี้ชูได้ฟังก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก เพราะเขาชินชากับมันเสียแล้ว
เวลานี้เมื่อมีสหายอยู่เคียงข้าง เขาก็คล้ายกับไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป
เขายิ้มบางๆ
"ข้าคือครึ่งมาร พวกเขาย่อมไม่อนุญาตให้ข้ามีตัวตนอยู่แล้ว"
เซียวเจ๋อชวนสูดลมหายใจเข้าลึก
"อวี้ชู คนพวกนั้นในมหานครสวรรค์ไม่ได้ไล่ล่าสังหารเจ้าเพียงเพราะเจ้ามีฐานะเป็นครึ่งมารเท่านั้น แต่ยังมีข่าวลือที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคหงฮวงอยู่อีกด้วย"
"ข่าวลืออะไรหรือ?"
อวี่ฉางอิงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ
บรรดาสหายล้วนจ้องมองไปที่เขา
"ครึ่งมารปรากฏ ใต้หล้าโกลาหล"
เซียวเจ๋อชวนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นับตั้งแต่ยุคหงฮวงที่ความโกลาหลเพิ่งเปิดออกและฟ้าดินยังมืดมัว มีครึ่งมารกำเนิดขึ้นมาเพียงสองตนเท่านั้น
ครึ่งมารตนแรก คือมหาจักรพรรดิมาร 'เฉินคุน' ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเมื่อสองหมื่นกว่าปีก่อน มหาจักรพรรดิมารผู้นี้มีนิสัยโหดเหี้ยมไร้ความปรานี วิธีการยิ่งโหดร้ายทารุณจนทำให้ผู้คนโกรธแค้น ในสายตาของเขา เผ่ามนุษย์นั้นต่ำต้อยไร้ค่าดุจมดปลวก เขามักจะนำการทรมานเข่นฆ่าเผ่ามนุษย์ผู้บริสุทธิ์มาเป็นเรื่องสนุกสนานบันเทิงใจอยู่บ่อยครั้ง
และด้วยเหตุนี้เอง เผ่ามารที่แต่เดิมก็ดุร้ายอยู่แล้ว ภายใต้การนำของเขาจึงยิ่งกำเริบเสิบสานและอวดดีมากยิ่งขึ้นไปอีก
เล่าลือกันว่า มารดาของเฉินคุนเป็นหญิงสาวเผ่ามนุษย์ ส่วนบิดาคือบุตรชายของมหาจักรพรรดิมาร หนึ่งคนหนึ่งมารบังเอิญพานพบ ก่อนจะตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็นและตกลงปลงใจกันอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน ความรักต้องห้ามนี้ก็ผลิดอกออกผล ให้กำเนิดครึ่งมารตนแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือเฉินคุนที่มีชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าในเวลาต่อมา
ทว่าช่วงเวลาอันแสนหวานนั้นอยู่ได้ไม่นาน เรื่องที่มารดาของเฉินคุนกับชายหนุ่มเผ่ามารรักใคร่จนให้กำเนิดครึ่งมาร ในที่สุดก็ถูกเปิดเผยจนได้
เมื่อเผ่ามนุษย์รับรู้เรื่องนี้ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาคิดว่านี่คือความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง จึงพากันตะโกนเรียกร้องให้เอาชีวิตของสองแม่ลูกคู่นี้เสีย
ในช่วงเวลาความเป็นความตายนี้เอง บิดาของเฉินคุนก็ปรากฏตัวขึ้นทันเวลา เขาให้สองแม่ลูกรีบหลบหนีไป
จากนั้น เขาเพียงตัวคนเดียวก็เข้าขัดขวางทหารไล่ล่าของเผ่ามนุษย์เอาไว้ทั้งหมด
แม้ว่าบิดาของเฉินคุนจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่สุดท้ายน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ในท้ายที่สุดจึงต้องตกตายอย่างอนาถด้วยน้ำมือของเผ่ามนุษย์