- หน้าแรก
- ลงชื่อติดต่อกันนับล้านล้านปี จนระบบระเบิด
- บทที่ 8 ข้าไม่ต้องการรับผิดชอบ
บทที่ 8 ข้าไม่ต้องการรับผิดชอบ
บทที่ 8 ข้าไม่ต้องการรับผิดชอบ
บทที่ 8 ข้าไม่ต้องการรับผิดชอบ
หลังจากผ่านไปชั่วก้านธูปหนึ่ง หยวนซินโหรวก็แย้มยิ้มพลางดึงหลี่หยวนจากมุมมืดมายังจุดที่มีแสงสว่างเล็กน้อย นางควงแขนของเขา แล้วพาเข้าไปในลานเรือนแห่งหนึ่ง
ลานเรือนแห่งนี้งดงามประณีตยิ่งนัก ภายในลานเรือนมีโครงไผ่ บนโครงไผ่แขวนผ้าแพรพรรณหลากสีสัน ผ้าแพรเหล่านั้นพลิ้วไหวตามสายลมยามค่ำคืนเบาๆ ส่งกลิ่นหอมจางๆ โชยมาเป็นระลอก
"ที่นี่ของพวกเรามีแม่นางหน้าใหม่พึ่งมาถึง น้องชายตัวน้อยต้องการจะดูหรือไม่?"
"หืม ขอดูหน่อย" หลี่หยวนหาม้านั่งหินแล้วทรุดตัวลงนั่ง
หยวนซินโหรวปรบมือเบาๆ ประตูลานเรือนก็เปิดออก แม่นางนางหนึ่งถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก
ตามด้วยเสียงประตูลานเรือนปิดลงดังปัง
หยวนซินโหรวพาแม่นางมาเบื้องหน้าหลี่หยวน พลางส่งสายตาเย้ายวนแนะนำให้หลี่หยวนรู้จัก ร่างกายของนางยังไม่วายบิดส่ายไปมา
"แม่นางผู้นี้มีนามว่าเป่าเจิน ความเป็นมาของนางไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
"หลายเดือนก่อนหน้านี้ นางคือองค์หญิงแห่งราชวงศ์แคว้นไคหวงของพวกเรา ภายหลังเนื่องจากสาเหตุบางประการ จึงได้ตกระกำลำบากมาอยู่ที่นี่"
"ทว่าน้องชายตัวน้อยจงวางใจเถิด ไม่ว่านางจะเป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์ หรือบุตรีของนิกายเซียน ในเมื่อมาถึงที่ของพวกเราแล้ว ย่อมไม่นำพาความยุ่งยากใดๆ มาสู่ท่านอย่างแน่นอน"
หลี่หยวนลูบศีรษะล้านเลี่ยนของตนเอง รู้สึกพึงพอใจกับรูปโฉมของเป่าเจินยิ่งนัก นางงดงามกว่าเย่จื่อฉยงอยู่หลายส่วน
"เรียกมาเพิ่มอีกสักสองสามคน"
หลี่หยวนกล่าวปนรอยยิ้ม นับตั้งแต่สนทนากับสตรีในหอคณิกาจบ เขาก็พบว่าสภาพจิตใจเกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าตัวเขาจะไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญเพียรแล้วก็ตาม
ทว่า การสามารถยกระดับสภาพจิตใจ ย่อมส่งผลดีต่อเขาอยู่บ้าง
ดังนั้น เขาจึงต้องการหาสนทนากับผู้ที่มีภูมิหลังอันน่าเวทนาให้มากขึ้น เพื่อใช้ความเจ็บปวดของสตรีเหล่านั้นเป็นพลังงาน ช่วยยกระดับสภาพจิตใจของตนเอง
แต่ทว่าในสายตาของผู้คนบนโลก เขากลับเป็นเพียงบุรุษมักมากในกามารมณ์ผู้หนึ่ง
หยวนซินโหรวทัดปอยข้าที่ปรกหน้าผากไว้หลังใบหู ถลึงตาใส่หลี่หยวนด้วยความอับอายและขัดเคืองใจ "ท่านนี่ ช้าเร็วย่อมต้องเหนื่อยตายเป็นแน่"
นางเดินไปที่หน้าประตูและกระซิบกระซาบกับคนด้านนอกสองสามประโยค จากนั้นก็เดินกลับมา
ผ่านไปไม่นาน ประตูลานเรือนก็เปิดออก แม่นางรูปโฉมงดงามนับสิบคนทยอยเดินเข้ามาจากด้านนอก
หลี่หยวนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ พลางเอ่ยถามว่า "ต้องการเงินเท่าใด?"
"เว้นแต่เป่าเจินแล้ว แม่นางที่เหลือสิบแปดคนคิดราคานางละหนึ่งพันตำลึง รวมเป็นหนึ่งหมื่นแปดพันตำลึง ส่วนเป่าเจินราคาลดหลั่นที่สามหมื่นแปดพันตำลึง เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ท่านมอบเงินให้ข้าทั้งหมดหนึ่งแสนตำลึงก็พอเจ้าค่ะ"
หนึ่งแสนตำลึงเงินขาว มีเพียงตระกูลอย่างตระกูลเย่เท่านั้นที่สามารถนำออกมาได้ อีกทั้งสำหรับตระกูลเย่แล้วก็นับเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลไม่ใช่น้อย
คนทั่วไปอย่าว่าแต่หนึ่งแสนตำลึงเงินขาวเลย แม้แต่สิบตำลึงเงินขาวก็ไม่อาจนำออกมาได้
หลี่หยวนไม่มีเงินตรา จึงทำได้เพียงนำโอสถชำระไขกระดูกออกมาใช้แทนเงิน
เขาคว้าโอสถชำระไขกระดูกออกมาหนึ่งกำมือวางตรงหน้าหยวนซินโหรว "เท่านี้พอหรือไม่?"
อันที่จริงโอสถชำระไขกระดูกเหล่านี้ย่อมเพียงพอแล้ว ทว่าหยวนซินโหรวทราบดีว่าในมือของหลี่หยวนยังมีโอสถบันไดสวรรค์อยู่อีก
"ตัวข้าไร้ค่าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ได้ยินมาว่าในมือท่านยังมีโอสถบันไดสวรรค์ ไม่ทราบว่าตัวข้ามีค่าคู่ควรกับราคานี้หรือไม่"
"คู่ควร คู่ควร คู่ควร" หลี่หยวนนำโอสถบันไดสวรรค์ออกมาอีกหนึ่งกำมือ จากนั้นก็ไล่หยวนซินโหรวออกไป
แม่นางภายในลานบ้านล้วนหูตากว้างไกล ทราบดีว่าสิ่งที่หลี่หยวนนำออกมาเมื่อครู่นี้คือโอสถวิญญาณ
ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่าหลี่หยวนคือผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง จึงไม่มีผู้ใดกล้าละเลย ต่างพากันเอาอกเอาใจห้อมล้อมหลี่หยวนอยู่ไม่ห่าง ทำเอาหลี่หยวนถึงกับตาลาย
ทว่าเป่าเจินกลับมีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าแม่นางเหล่านี้ นางเคยเป็นถึงองค์หญิงแห่งราชวงศ์ ย่อมเคยพบเห็นสมบัตล้ำค่ามาไม่น้อย
แม้นางจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร แต่นางก็ทราบดีว่าสิ่งที่หลี่หยวนมอบให้คือโอสถชำระไขกระดูกและโอสถบันไดสวรรค์
โอสถวิญญาณที่หายากเช่นนี้ใช่ว่าจะใช้เงินตราซื้อหามาได้ ยิ่งไปกว่านั้นหลี่หยวนยังล้วงออกมาทีละกำมือ ช่างแข็งแกร่งทรงพลังเกินไปแล้ว
ต่อให้เป็นราชวงศ์แคว้นไคหวง ก็ไม่กล้ามอบโอสถวิญญาณให้ผู้คนมากมายถึงเพียงนี้
หลี่หยวนผู้นี้แท้จริงแล้วมีสถานะอันใดกันแน่?
เป่าเจินมองดูหลี่หยวนกับกลุ่มสตรีกำลังเล่นเกมเหยี่ยวจับลูกไก่อย่างเหม่อลอย ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
บุรุษที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ กลับลุ่มหลงในอิสตรี ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
เดิมทีนางคิดจะอาศัยความแข็งแกร่งของบุรุษตรงหน้าเพื่อให้หลุดพ้นจากความยากลำบาก ถึงขั้นอยากให้บุรุษผู้นี้ช่วยนางล้างแค้น โดยสิ่งแลกเปลี่ยนที่นางต้องจ่ายคือการเคียงคู่กับบุรุษผู้นี้ไปชั่วชีวิต
ทว่าพอนางนึกถึงการที่ต้องอยู่กับบุรุษเช่นนี้ไปตลอดชีวิต ภายในใจก็เกิดความคับข้องใจและไม่ยินยอมพร้อมใจ
ร่างกายอันสูงส่งดั่งทองพันชั่งของนาง จะไปใช้ชีวิตร่วมกับคนบ้ากามเช่นนี้ไปชั่วชีวิตได้อย่างไร?
หลี่หยวนก็หาได้สนใจเป่าเจินไม่ เขาพากลุ่มสตรีเข้าไปในห้อง
เป่าเจินที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงอันไร้ยางอายของสตรีกลุ่มนั้น นางทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนพื้น ยกมือขึ้นปิดหู หยาดน้ำตาไหลรินลงมาจากหางตาอย่างเงียบงัน
ภายในบ้านอบอวลไปด้วยบรรยากาศวสันต์เบ่งบาน ภายนอกบ้านกลับมาพร้อมกับเสียงบ่นด้วยความไม่พอใจของหลี่หยวน บุปผาดอกหนึ่งกำลังจะร่วงโรย
"ข้าขอบอกกับองค์หญิงผู้นั้น เจ้ายังจะเข้ามาหรือไม่?"
เป่าเจินเช็ดน้ำตา มองดูเงาใต้ฝ่าเท้าของตนเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ที่เลือนราง ประหนึ่งตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยวบางประการ นางก้าวเดินด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง เข้าสู่ภายในห้อง
หลี่หยวนไล่แม่นางคนอื่นๆ ออกไปจนหมด เตรียมตัวดื่มด่ำกับค่ำคืนอันงดงามตามลำพังกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์
ยามที่แม่นางเหล่านั้นจากไป ในมือล้วนถือโอสถชำระไขกระดูกที่หลี่หยวนมอบให้ แต่ละคนต่างดีอกดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ ปากก็พร่ำเรียกท่านเซียนไม่ขาดปาก สายตาที่จับจ้องไปยังเป่าเจิน ต่างเผยให้เห็นถึงความอิจฉาริษยา
เป่าเจินก้มหน้าลง ทว่ายังคงมองเห็นสีหน้าของแม่นางกลุ่มนั้น
นางไม่เข้าใจเลย สตรีเหล่านั้นมีอันใดให้น่าดีใจกัน? มีอันใดให้น่าอิจฉากัน?
หรือว่าสตรีเหล่านั้นจะไม่รู้จักละอายใจบ้างเลยหรือ?
ภายใต้แสงเทียนสลัว ศีรษะล้านเลี่ยนของหลี่หยวนยังดูเรียบเนียนยิ่งกว่าผิวพรรณบนร่างกายของเขาเสียอีก เขาสามารถสัมผัสได้ถึงการต่อต้านขององค์หญิงผู้นี้ และก็ไม่คิดจะบีบบังคับ
"หากไม่ยินยอมก็ออกไป ข้าไม่บีบบังคับเจ้า"
เป่าเจินเงยหน้าขึ้นมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ เรือนร่างอันบอบบางตัวสั่นงันงก
"ข้า ข้าอยากแต่งงานกับท่าน ท่านช่วยพาข้าออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่?"
หลี่หยวนที่นอนตะแคงอยู่บนตั่งนุ่มลุกพรวดขึ้นมา จ้องมองหญิงงามผู้บอบบางน่าทนุถนอมตรงหน้าด้วยสายตาประหลาดใจ
เงินก็จ่ายไปแล้ว เหตุใดยังต้องมารับผิดชอบอีกด้วย?
ก็เพราะหอคณิกาไม่ต้องรับผิดชอบ เขาถึงได้มาที่นี่ หากยังต้องรับผิดชอบอีก เขาไปหาสาวบริสุทธิ์ไม่ดีมากกว่าหรือ
เขาสวมใส่เสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่ว กระโดดลงจากเตียงแล้วเดินออกไปด้านนอก
เมื่อผลักประตูออก เขาก็ตะโกนเสียงดังลั่นไปทางลานบ้าน
"สถานที่บัดซบของพวกเจ้าคือที่ใดกัน ข้าก็แค่มาหาความสำราญ เหตุใดจึงต้องให้ข้ารับผิดชอบด้วย?"
ยามที่หยวนซินโหรววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลานบ้าน หลี่หยวนก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว ภายในห้องเหลือเพียงเป่าเจินที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ประหนึ่งท่อนไม้ไม่สมบูรณ์ที่ไร้ซึ่งแสงแห่งชีวิตแม้แต่น้อย
หยวนซินโหรวยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเย็นชา "เจ้านี่ ช่างเป็นคนไร้ค่าเสียจริง ต่อให้เจ้าอยากไปกับเขา เจ้าจะรอให้เสร็จธุระก่อนแล้วค่อยเอ่ยปากไม่ได้หรือ?"
"ยังไม่ทันได้ปรนนิบัติก็กล้ายื่นข้อเรียกร้องกับเขาแล้ว เจ้าคิดว่าที่นี่คือพระราชวังหรืออย่างไร? ที่นี่ไม่ใช่พระราชวัง ที่นี่คือตรอกเยียนฮวา"
เป่าเจินเดินผ่านร่างหยวนซินโหรวไปด้วยความรู้สึกชาหนึบ เพื่อกลับไปยังห้องของตนเอง
ขณะที่เดินผ่านห้องของแม่นางคนอื่นๆ ก็ได้ยินเสียงคนด้านในกำลังวิพากษ์วิจารณ์หลี่หยวน
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าแขกที่พวกเราต้อนรับในวันนี้คือผู้ใด? เขาคือท่านเซียนที่สังหารประมุขตระกูลหลี่จนตกตายนั่นอย่างไรเล่า"
"ยังมีโอสถวิญญาณที่เขามอบให้พวกเราอีก โอสถวิญญาณชนิดนี้มีนามว่าโอสถชำระไขกระดูก เป็นโอสถวิญญาณระดับสาม"
"หลังจากกลืนกินโอสถนี้เข้าไป พวกเราก็สามารถผลัดเปลี่ยนกระดูก เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรได้แล้ว"
"จริงหรือเท็จกันแน่? เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"
"เรื่องนี้พวกเจ้าคงยังไม่รู้กระมัง ท่านเซียนผู้นี้ใจกว้างยิ่งนัก เมื่อคราวที่อยู่หอจวินจื่อ ไม่เพียงแต่มอบโอสถชำระไขกระดูกให้กับนังแพศยาพวกนั้น แต่ยังมอบโอสถบันไดสวรรค์ให้นางหญิงคณิกาเหล่านั้นอีกมากมายด้วย"
"รู้หรือไม่ว่าโอสถบันไดสวรรค์คือสิ่งใด? นั่นคือโอสถวิญญาณระดับหกเชียว"
"ไม่เพียงแต่มอบโอสถบันไดสวรรค์ให้หญิงเหล่านั้น แต่ยังมอบสมบัติกึ่งวิญญาณขั้นห้าให้พวกนางคนละชิ้นอีกด้วย"
แม่นางภายในห้องต่างอุทานด้วยความตื่นตะลึง ทอดถอนใจว่าได้พานพบผู้อุปถัมภ์แล้ว อีกทั้งยังบ่นตำหนิเป่าเจินที่ไม่รู้จักกาลเทศะ หากไม่ใช่เพราะเป่าเจินเอาแต่ยืนอยู่ด้านนอกไม่ยอมเข้าไป หญิงคณิกาอย่างพวกนางก็อาจจะได้ปรนนิบัติหลี่หยวนมากกว่านี้
หากหลี่หยวนเบิกบานใจ ก็อาจจะมอบของที่ล้ำค่ายิ่งกว่านี้ให้แก่พวกนาง
เป่าเจินที่อยู่ด้านนอกร่างกายโอนเอน หัวใจเต้นรัวอย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้ที่เห็นหลี่หยวนหยิบยื่นโอสถวิญญาณออกมาอย่างง่ายดาย ก็ทราบได้ทันทีว่าบุคคลผู้นี้ไม่ธรรมดา
ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าหลี่หยวนจะแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กว่าที่นางจินตนาการเอาไว้เสียอีก