- หน้าแรก
- ลงชื่อติดต่อกันนับล้านล้านปี จนระบบระเบิด
- บทที่ 9 ล้านเซียนจื่อคอยเคียงข้าง
บทที่ 9 ล้านเซียนจื่อคอยเคียงข้าง
บทที่ 9 ล้านเซียนจื่อคอยเคียงข้าง
บทที่ 9 ล้านเซียนจื่อคอยเคียงข้าง
เป่าเจินสำนึกผิดแล้ว สำนึกผิดที่เหตุใดไม่คว้าหลี่หยวนต้นไม้ใหญ่ที่สามารถช่วยชีวิตนางเอาไว้ให้มั่น
เมื่อกลับถึงห้อง เป่าเจินฟุบหน้าลงกับเตียงสะอื้นไห้เบาๆ
ผ่านไปเนินนาน นางจึงลุกขึ้นจากเตียงแล้วผลักหน้าต่างออก
สายลมเย็นเยือกพัดผ่าน นางทอดสายตามองไปยังทิศทางของเมืองหลวง พึมพำกับตนเองว่า "หลี่หยวน ข้าจะแต่งงานกับท่าน"
"เมืองหลวง ข้าจะกลับไป"
......
ณ ลานเรือนตระกูลเย่ เย่เทียนไคและเย่หลิงซานมาคารวะหลี่หยวนแต่เช้าตรู่
สองพ่อลูกทำตัวลับๆ ล่อๆ เชิญหลี่หยวนออกไปนอกลานบ้าน ราวกับมีเรื่องสำคัญจะกล่าว
เย่เทียนไคยิ้มพลางกล่าว "ท่านบุตรเขยเซียน ข้าได้ยินว่าเมื่อคืนท่านไปที่ตรอกเยียนฮวามา"
หลี่หยวนฝืนยิ้มพลางมองเย่หลิงซานด้วยความไม่พอใจ คิดว่าเย่หลิงซานเป็นคนคาบข่าวไปบอก
ใบหน้าของเย่หลิงซานพลันปรากฏเหงื่อเย็นซึมออกมา "ไม่ใช่ข้าที่เป็นคนพูด!"
เย่เทียนไคจึงรีบอธิบายแก้ต่าง "ท่านบุตรเขยเซียน ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้ตำหนิที่ท่านไปตรอกเยียนฮวา เพียงแต่คิดว่าสตรีที่นั่นไม่คู่ควรกับท่าน"
"ด้วยสถานะของท่าน มีสตรีเป็นล้านคอยเคียงข้างนับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล"
"ที่ข้าต้องการสื่อคือ ท่านสามารถแต่งตั้งภรรยาอย่างถูกต้องตามประเพณี รับสตรีที่ดีมาเป็นภรรยา เหตุใดต้องไปสถานที่เช่นนั้นด้วยเล่า"
ดวงตาของหลี่หยวนเป็นประกายพลางลูบศีรษะล้านเลี่ยนของตน "เช่นนั้นจะดีหรือ?"
"ดีแน่นอน ท่านแต่งงานกับพวกนางไม่ใช่เพื่อตัวท่านเอง แต่เพื่อสืบทอดเชื้อสายให้ตระกูล"
"อีกทั้งท่านคือเซียน หลานสาวข้าเป็นเพียงคนธรรมดา จะครอบครองความเมตตาของท่านเพียงผู้เดียวได้อย่างไร?"
วาจาของเย่เทียนไคนั้นหนาหน้าเกินไปแล้ว ทว่าวาจาของเย่หลิงซานหลังจากนั้นกลับร้ายกาจยิ่งกว่า
"ท่านพ่อกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง หลานสาวข้านั้นมีวาสนาแห่งโชคลาภอันหนาแน่น การได้เคียงคู่กับเซียนคือบุญวาสนาที่นางสั่งสมมาหลายชาติภพ"
"ทว่าถึงแม้นางจะมีวาสนาแห่งโชคลาภอันหนาแน่น ก็ยากจะรับความโปรดปรานจากท่านเซียนได้ทั้งหมด หากท่านเซียนมอบความรักให้แก่นางเพียงผู้เดียว หลานสาวข้าเกรงว่าจะรับไม่ไหว และอาจถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เอาได้"
"อีกทั้งในใต้หล้ามีสตรีที่หลงรักท่านเซียนอยู่นับไม่ถ้วน ตระกูลเย่ของพวกข้าจะไร้ยางอาย น่าสะอิดสะเอียน แย่งชิงความรักของท่าน จนทำลายวาสนาของท่านกับเซียนจื่อท่านอื่นได้อย่างไร"
ดวงตาของหลี่หยวนเป็นประกายเจิดจ้า ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก
เพื่อตอบแทนผู้อาวุโสทั้งสอง เขาหยิบสมบัติกึ่งวิญญาณขั้นห้าออกมานับสิบชิ้นจากมหาโลกความโกลาหล วางลงตรงหน้าผู้อาวุโสทั้งสอง
"พวกเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?" หลี่หยวนสะบัดสมบัติกึ่งวิญญาณในมือไปมา
"ต่อไปพวกข้าตั้งใจจะจัดหาเซียนจื่อมาให้ท่าน หากท่านถูกใจผู้ใด สามารถบอกพวกข้าได้ทันที"
เย่หลิงซานจ้องมองสมบัติกึ่งวิญญาณตาไม่กะพริบพลางกล่าวกับหลี่หยวน
หลี่หยวนมอบสมบัติกึ่งวิญญาณที่ลอยอยู่กลางอากาศให้แก่ทั้งสอง "ข้ารอข่าวดีจากพวกเจ้า"
เย่เทียนไคและเย่หลิงซานรับสมบัติกึ่งวิญญาณมาด้วยความตื่นเต้นจนเกือบจะคุกเข่าลงโขกศีรษะให้หลี่หยวน
หลี่หยวนรีบยื่นมือประคองพวกเขาขึ้นมา "ล้วนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ต่อไปไม่ต้องมากพิธี"
ขณะที่เย่เทียนไคและเย่หลิงซานกำลังเดินกลับ เย่หลิงซานถามด้วยความกังวล "ท่านพ่อ หากสตรีข้างกายท่านเซียนมีมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อพวกเราหรือไม่?"
เย่เทียนไคฟาดฝ่ามือลงบนศีรษะบุตรชายด้วยความขัดใจ "เจ้า สายตาต้องมองให้ยาวไกลกว่านี้"
"เซียนระดับนี้ จะมีสตรีข้างกายเพียงคนเดียวได้อย่างไร ในเมื่อให้เซียนไปหาเอง สู้ให้พวกเราเป็นคนหาให้ยังจะดีเสียกว่า"
......
ไม่กี่วันต่อมา เย่เทียนไคมาหาหลี่หยวน บอกว่าประมุขตระกูลของตระกูลโจวและประมุขตระกูลของตระกูลจ้าว สองในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองอวิ๋นซาน ต้องการขอเข้าพบเขา
เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ หลี่หยวนมอบโอสถวิญญาณอันมหัศจรรย์ให้แก่แม่นางในหอจวินจื่อและตรอกเยียนฮวา เรื่องนี้เลื่องลือไปทั่วทั้งเมือง
บัดนี้ผู้คนทั่วทั้งเมืองอวิ๋นซานต่างทราบดีว่าตระกูลเย่มีเซียนผู้ยิ่งใหญ่มาเยือน เขาแจกจ่ายสมบัติอย่างไม่เสียดาย เพียงชั่วข้ามคืนก็ทำให้แม่นางในหอจวินจื่อและตรอกเยียนฮวากลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียร
เวลานี้ผู้คนในเมืองอวิ๋นซานต่างพากันสาปแช่งหลี่หยวน เพราะวาสนาของเขาทำให้แม่นางในหอคณิกากลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ซึ่งเมื่อกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว มูลค่าตัวของพวกนางก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนคนธรรมดาไม่อาจจ่ายไหว
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป ก็ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
ณ สวนดอกไม้ในตระกูลเย่ หลี่หยวนได้พบกับประมุขตระกูลโจวและประมุขตระกูลจ้าว
ประมุขตระกูลทั้งสองมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเย่เทียนไค ทั้งสามภายนอกนับว่าเป็นพี่น้อง ทว่าลับหลังกลับแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่มีใครยอมใคร
หลังจากประมุขตระกูลทั้งสองคารวะหลี่หยวนเสร็จสิ้น ก็แอบเฝ้าสังเกตหลี่หยวน
ข่าวลือภายนอกกล่าวว่าหลี่หยวนครอบครองสมบัติล้ำค่านับไม่ถ้วน และมีระดับพลังสูงส่งยิ่ง ทว่าทั้งสองก็ไม่ได้ปักใจเชื่อทั้งหมด
"ไม่ทราบว่าท่านเซียนมีระดับพลังอยู่ในขั้นใดหรือ?" ประมุขตระกูลโจวถาม
หลี่หยวนไม่ทราบจริงๆ ว่าตนมีระดับพลังอยู่ในขั้นใด เพราะระดับพลังของเขาไม่เคยมีผู้ใดไปถึงมาก่อน จึงไม่มีใครตั้งชื่อระดับพลังนี้
เขาแบมือออกพลางกล่าวว่า "พวกเจ้าลองดูเอาเองเถิดว่าข้าอยู่ในระดับพลังใด?"
ตาเฒ่าทั้งสามยื่นคอเข้าไปมองฝ่ามือของหลี่หยวน เห็นว่าบนฝ่ามือซ้ายของหลี่หยวนเต็มไปด้วยความลี้ลับที่ไม่มีจุดสิ้นสุด สามพันมหาเต๋าหลอมรวมอยู่ในนั้น
เพียงแค่มองแวบเดียว พลังปราณภายในร่างกายของทั้งสามก็พุ่งพล่าน
เพียงชั่วเค่อ พวกเขาก็ทะลวงจากขอบเขตสร้างรากฐานเข้าสู่ขอบเขตแกนทองคำ
คนทั่วไปที่ทะลวงจากขอบเขตสร้างรากฐานไปสู่ขอบเขตแกนทองคำ จำเป็นต้องผ่านการขัดเกลาอย่างหนักหน่วง
โดยเฉพาะในยามที่ต้องควบแน่นก่อเกิดแกนทองคำนั้นอันตรายถึงชีวิต ทว่าพวกเขาทั้งสามกลับทะลวงผ่านไปได้ในชั่วลมหายใจเดียว
"ข้าทะลวงผ่านแล้ว......" เย่เทียนไคตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น เขาทรุดเข่าลงต่อหน้าหลี่หยวน "ขอบคุณท่านบุตรเขยเซียนที่ช่วยให้ข้ากลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแกนทองคำ"
ตาเฒ่าอีกสองคนรีบคุกเข่าลงขอบคุณหลี่หยวนจากใจจริง
หลี่หยวนจิบชาพลางยิ้มกล่าว "พวกเจ้าว่าข้าอยู่ในระดับพลังใด?"
ประมุขตระกูลโจวประจบสอพลอ "ข้าไม่ทราบว่าท่านเซียนมีระดับพลังอยู่ในขั้นใด แต่ระดับพลังของท่านเซียน คือระดับพลังที่สูงส่งที่สุดในใต้หล้าอย่างไม่ต้องสงสัย"
หลี่หยวนหัวเราะลั่นพลางถาม "พวกเจ้ามาพบข้ามีเรื่องอันใดหรือ?"
ประมุขตระกูลโจวและประมุขตระกูลจ้าวมองหน้ากัน ความคิดแล่นพล่าน
ที่พวกเขามาที่นี่ก็เพราะตกลงกับประมุขตระกูลหลี่คนปัจจุบันเอาไว้ ว่าจะมาทดสอบขุมกำลังของหลี่หยวนและตระกูลเย่
ทว่าทั้งสองไม่ได้คาดคิดว่าหลี่หยวนจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ทำให้พวกเขาละทิ้งความคิดที่จะเป็นศัตรูกับหลี่หยวนทันที
เซียนผู้ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ควรคบหาเป็นมิตร ไม่ใช่เป็นศัตรู
หากใครคิดเป็นศัตรูกับเขา ก็เท่ากับขุดสุสานฝังตัวเอง
ประมุขตระกูลโจวเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากพลางก้มหน้ากล่าว "พวกข้ามาที่นี่เพื่อแจ้งความลับเรื่องหนึ่งแก่ท่านเซียน"
"เมื่อไม่กี่วันก่อน คนจากตระกูลหลี่มาหาพวกข้า ต้องการชักชวนให้ร่วมมือกันจัดการท่านและตระกูลเย่ พวกข้าตอบตกลงไปเพียงผิวเผิน แท้จริงแล้วทำไปเพื่อถ่วงเวลาพวกเขาเท่านั้น"
"วันนี้ที่มาคารวะท่าน ประการแรกต้องการแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านทราบ ประการที่สองอยากเรียนถามท่านและท่านเย่ว่า พวกเราควรจะร่วมมือกันกำจัดตระกูลหลี่อย่างไรดี?"
เย่เทียนไคเชิดหน้าลูบเคราด้วยความภาคภูมิใจ
"ตระกูลหลี่เพียงน้อยนิดไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ตระกูลเย่ของข้าสามารถจัดการพวกเขาได้ทุกเมื่อ"
ประมุขตระกูลโจวและประมุขตระกูลจ้าวต่างแสดงท่าทีพร้อมร่วมมือกับตระกูลเย่เพื่อกำจัดตระกูลหลี่
หลี่หยวนยิ้มรับ เขาทราบดีว่าที่พวกเขาอาสาช่วย เพราะต้องการหวังผลประโยชน์จากตน
เขาหยิบสมบัติกึ่งวิญญาณระดับสี่และโอสถชำระไขกระดูก โอสถบันไดสวรรค์ออกมาจำนวนหนึ่ง มอบให้แก่ประมุขตระกูลทั้งสอง
ประมุขตระกูลทั้งสองรับสมบัติล้ำค่ามาด้วยความซาบซึ้งใจ คุกเข่าลงสาบานต่อฟ้าดินว่าจะจงรักภักดีต่อหลี่หยวนจนตัวตาย
เย่เทียนไคที่อยู่ข้างๆ โกรธจนเคราสั่น ตาเฒ่าสองคนนี้ช่างหาลู่ทางแข็งแกร่งนัก เพียงไม่กี่คำก็ทำให้เซียนมอบสมบัติล้ำค่าให้มากมายเพียงนี้
หลี่หยวนกลับไปเป็นสหายเย่จื่อฉยง ส่วนตาเฒ่าทั้งสามยังคงวางแผนกำจัดตระกูลหลี่อยู่ในสวนดอกไม้
อย่าได้ดูถูกว่าเมื่อครู่พวกเขากล่าวว่าสามารถกำจัดตระกูลหลี่ได้ด้วยการพลิกฝ่ามือ แต่เมื่อถึงเวลาลงมือจริงๆ พวกเขาก็ยังคงระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่กล้าประมาทตระกูลหลี่โดยเด็ดขาด
ตระกูลหลี่หยั่งรากฝังลึกในเมืองอวิ๋นซานมาหลายร้อยปี ยังคงมีมรดกที่ล้ำค่า หากต้องสู้รบจนตัวตายไปข้างหนึ่ง สามตระกูลใหญ่เองก็ย่อมได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสเช่นกัน