- หน้าแรก
- ลงชื่อติดต่อกันนับล้านล้านปี จนระบบระเบิด
- บทที่ 6 ข้าทนไม่ไหวแล้ว
บทที่ 6 ข้าทนไม่ไหวแล้ว
บทที่ 6 ข้าทนไม่ไหวแล้ว
บทที่ 6 ข้าทนไม่ไหวแล้ว
หลี่หยวนเดินไปเบื้องหน้าเหล่าหญิงคณิกา สั่งให้พวกนางยื่นมือออกมา จากนั้นจึงมอบโอสถบันไดสวรรค์ให้คนละเม็ด
เหล่าหญิงคณิกาต่างมีความสุขกันยิ่งนัก ต่างพากันเรียกขานว่า "พี่ใหญ่เซียน" คำแล้วคำเล่า
เสี่ยวฮงขบเม้มริมฝีปากเบาๆ พลางส่งเสียงออดโอ้น "พี่ใหญ่เซียน ข้าต้องการอีกเจ้าค่ะ"
หญิงคณิกาคนอื่นๆ ต่างพากันส่งเสียงเรียกร้องตาม
"ข้าก็ต้องการ ข้าก็ต้องการเจ้าค่ะ"
"ได้ ได้ ได้ ข้าให้พวกเจ้าทุกคน"
หลี่หยวนหยิบขวดแก้วหลิวหลีห้าสีวิจิตรบรรจงออกมา ส่งมอบให้ถึงมือเสี่ยวฮง "สมบัติกึ่งวิญญาณชิ้นนี้ให้เจ้า"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ใหญ่เซียน" เสี่ยวฮงถือสมบัติกึ่งวิญญาณไว้ในมือ พลางชื่นชมด้วยความรักใคร่จนไม่อาจวางมือได้
คนอื่นๆ จ้องมองสมบัติกึ่งวิญญาณในมือเสี่ยวฮง แทบไม่อาจละสายตาไปได้
พลังปราณที่แผ่ออกมาจากสมบัติกึ่งวิญญาณชิ้นนั้น ทำให้พวกนางทราบดีว่าของสิ่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
"สมบัติกึ่งวิญญาณระดับห้า! เป็นถึงสมบัติกึ่งวิญญาณระดับห้า! สวรรค์ของข้า"
มีคนดูระดับขั้นของสมบัติกึ่งวิญญาณออก จึงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
ทุกคนต่างตกตะลึงอีกครั้ง
ในแคว้นไคหวง สมบัติกึ่งวิญญาณที่มีระดับสูงที่สุดก็เป็นเพียงระดับแปดเท่านั้น
สำหรับตัวเมืองอย่างเมืองอวิ๋นซาน รวมถึงตระกูลเย่และตระกูลหลี่ สมบัติกึ่งวิญญาณที่ล้ำค่าที่สุดในมือพวกเขาก็เป็นเพียงระดับสี่
ส่วนตระกูลใหญ่ระดับสูงในแคว้นไคหวง หรือนิกายบำเพ็ญเซียนเหล่านั้น สมบัติกึ่งวิญญาณที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถหยิบยกออกมาได้ ก็ไม่เกินระดับหกหรือระดับเจ็ด
สมบัติกึ่งวิญญาณระดับห้าเพียงชิ้นเดียว มากพอที่จะก่อให้เกิดนองเลือด สงครามระหว่างตระกูล หรือแม้แต่การต่อสู้ระหว่างนิกายเซียน
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึง ใจของหลี่จ้านกลับเจ็บปวดรวดร้าว
สมบัติกึ่งวิญญาณที่ล้ำค่าถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงมอบให้แก่สตรีที่ต่ำต้อยโสมมได้ลงคอ?
นี่เปรียบเสมือนการนำสมบัติกึ่งวิญญาณไปทิ้งไว้ในส้วม ทำให้ของนั้นต้องมัวหมองและแปดเปื้อน
จู่ๆ หลี่จ้านก็มีความรู้สึกอยากคุกเข่าขึ้นมา อยากให้หลี่หยวนมอบสมบัติกึ่งวิญญาณให้เขาบ้างสักชิ้น
ทว่าเบื้องหน้ามีผู้คนมากมายเฝ้าดูอยู่ เขาจะทำตัวหน้าหนาเช่นคนอื่นแล้วคุกเข่าลงไปได้อย่างไร?
เขาต่างจากคนรอบข้าง เขาคือยอดคนขอบเขตแกนทองคำ ทั้งยังเป็นเจ้าตระกูลหลี่ จะทำเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าเช่นนั้นได้อย่างไร
ในโอกาศนั้น หลี่หยวนหยิบสมบัติกึ่งวิญญาณชิ้นที่สองออกมา ส่งมอบให้หญิงคณิกาอีกคน
หลี่จ้านเห็นว่าเป็นสมบัติกึ่งวิญญาณระดับห้าอีกชิ้น หัวใจของเขาก็แทบหยดเป็นเลือด
เมื่อสมบัติกึ่งวิญญาณชิ้นที่สามถูกหลี่หยวนหยิบออกมา หลี่จ้านก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนฟันหักไปสามซี่
เมื่อชิ้นที่สี่ถูกหยิบออกมา หลี่จ้านก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป พลั่ก! เขาคุกเข่าลงกับพื้นทันที
"ท่านผู้อาวุโส... ข้า... มอบสมบัติกึ่งวิญญาณให้ข้าสักชิ้นได้หรือไม่?"
ทุกคนมองหลี่จ้านด้วยความประหลาดใจ เดิมคิดว่าคนผู้นี้จะไม่คุกเข่า ทว่าในท้ายที่สุดก็จำยอมจำนนจนได้
ศักดิ์ศรีหยดสุดท้ายของเมืองอวิ๋นซาน ถูกเขากระทำจนสูญสิ้นไปกับการคุกเข่าครั้งนี้แล้ว
คนอื่นๆ ไม่ยอมน้อยหน้า พากันคุกเข่าลงกับพื้น ร้องขอสมบัติกึ่งวิญญาณจากหลี่หยวน
หลี่หยวนปรายตามองหลี่จ้าน ในใจคิดว่า เจ้าอดทนได้ไม่นานเลย
หลี่หยวนมองดูผู้คนกระเสือกกระสนโขกศีรษะกันอย่างบ้าคลั่ง รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดควรจบลงเสียที
เขาแจกจ่ายของให้ไปพอสมควรแล้ว การเป็นคนต้องอย่าได้โลภจนไม่รู้จักพอ
"ลุกขึ้นกันเถิด ข้าไม่มีของจะมอบให้พวกเจ้าแล้ว"
กล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ หลี่หยวนก็หันตัวกลับไปแจกสมบัติกึ่งวิญญาณให้หญิงคณิกาคนอื่นๆ ต่อ
ในขณะที่เขากำลังแจกสมบัติกึ่งวิญญาณ คนที่คุกเข่าอยู่ก็พากันลุกขึ้น
แม้จะไม่ได้สมบัติกึ่งวิญญาณ แต่พวกเขาก็ได้รับโอสถวิญญาณไปแล้ว จึงรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
ทว่ามีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สิ่งใดเลย ซ้ำยังเสียเปล่าที่มาคุกเข่า คนผู้นั้นคือหลี่จ้าน
หลี่จ้านสงสัยว่าหลี่หยวนกำลังจงใจกลั่นล้อเล่นตน เหตุใดคนอื่นคุกเข่าแล้วได้ของ แต่ตนคุกเข่าแล้วกลับไม่ได้รับสิ่งใด?
เขาเม้มหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ
"ท่านผู้อาวุโส ได้โปรดมอบสมบัติกึ่งวิญญาณให้ข้าหนึ่งชิ้นด้วย"
น้ำเสียงของหลี่จ้านแฝงไปด้วยโทสะ
หลี่หยวนได้ยินท่าทีที่แข็งแกร่งดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อแจกสมบัติกึ่งวิญญาณจนหมด หลี่หยวนก็โบกมือลาเหล่าหญิงคณิกา "ข้าไปแล้ว ไว้พบกันใหม่"
หญิงคณิกาพากันโบกแขนเสื้อสีนวลอ่อนนุ่ม ส่งหลี่หยวน
"ว่างๆ มาบ่อยๆ นะเจ้าคะ..."
"พี่ใหญ่เซียนเดินทางปลอดภัย อย่าลืมคิดถึงข้าด้วยเจ้าคะ"
หลี่หยวนเดินหน้าไปอย่างร่าเริง เมื่อมาถึงฝูงชน ผู้คนต่างหลีกทางให้ ทว่าหลี่จ้านยังคงยืนอยู่ที่นั่นไม่ขยับ
เขายังคงคิดว่า หากตนยืนนิ่งอยู่เช่นนี้ อีกฝ่ายย่อมต้องถามว่าเหตุใดจึงไม่ขยับ?
ทว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นที่เขาคิด หลี่หยวนเดินอ้อมหลี่จ้านไปโดยไม่สนใจ
"เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!"
หลี่หยวนเกาศีรษะล้าน ทราบดีว่าปัญหามาถึงตัวแล้ว
"เจ้าจะทำอันใด?" หลี่หยวนหันกลับมาถาม
หลี่จ้านเลียริมฝีปาก กัดฟันกล่าวว่า "เมื่อครู่ข้าคุกเข่าให้ท่านผู้อาวุโสแล้ว โปรดมอบสมบัติกึ่งวิญญาณให้ข้าหนึ่งชิ้น"
"ไม่มี"
สีหน้าของหลี่จ้านดูน่ากลัว แววตาแฝงไปด้วยความบ้าคลั่ง
ไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับเด็ดขาดที่ตนไม่ได้สิ่งใดเลย
ในฐานะยอดคนขอบเขตแกนทองคำ ในฐานะตัวตนผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองอวิ๋นซาน การยอมคุกเข่าให้ผู้อื่นนับเป็นเรื่องอัปยศถึงเพียงนี้ นี่คือความจริงใจอันยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงไม่มอบสมบัติกึ่งวิญญาณให้เขา?
เหตุใดมดปลวกเหล่านั้นเพียงคุกเข่าก็ได้ของ?
เหตุใดสถานะอันสูงส่งเช่นเขาคุกเข่าแล้วกลับไม่ได้สิ่งใดเลย?
"เมื่อครู่ข้าคุกเข่าให้ท่านแล้ว!"
หลี่จ้านแทบจะตะโกนประโยคนี้ออกมา
หลี่หยวนเกาหัวโล้นๆ แล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ? การที่เจ้าคุกเข่าเกี่ยวข้องอันใดกับข้า? ข้าไม่เคยกล่าวสักคำว่าหากพวกเจ้าคุกเข่า ข้าจะมอบของให้"
"ข้าไม่สน ท่านต้องมอบสมบัติกึ่งวิญญาณให้ข้าหนึ่งชิ้น หากไม่มอบ ท่านก็ต้องคุกเข่าให้ข้า ถือว่าพวกเราหายกัน"
หลี่หยวนส่ายหน้าอย่างจนใจ บุรุษเบื้องหน้าคงได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก มารในใจเข้าครอบงำ ธาตุเพลิงคงเข้าแทรกจนสูญสิ้นสติสัมปชัญญะเสียแล้ว
เขาไม่อยากถือสาคนบ้า จึงหันตัวกลับเดินจากไป
หลี่จ้านก้าวยาวไล่ตามหลี่หยวน พลางยื่นมือหมายจะคว้าแขนของหลี่หยวน
ทว่ามือยังไม่ทันสัมผัสตัวหลี่หยวน ก็ถูกพลังอำนาจบางอย่างสะท้อนกลับไปตกยังขั้นบันไดหินของหอคณิกา
ศีรษะของเขาโชคร้ายกระแทกเข้ากับมุมขอบบันไดหิน บวกกับโทสะพุ่งพล่านจนมารในใจเข้าครอบงำ ทำให้เขาอกแตกตายในทันที
เหตุการณ์ทั้งหลายตกอยู่ในความเงียบงัน
ณ ขณะนั้นเอง ผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั้นถึงได้ระลึกขึ้นมาได้ว่า หลี่หยวนนั้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่น่าสะพรึงกลัวจนถึงขีดสุด
โชคดีที่เมื่อครู่พวกเขาเพียงแต่ขอของจากหลี่หยวน และหลี่หยวนไม่ได้ถือสาหาความ
หากหลี่หยวนถือสา จุดจบของพวกเขาคงไม่ต่างจากหลี่จ้านเป็นแน่
……
เมื่อกลับถึงตระกูลเย่ หลี่หยวนพึ่งเข้าห้องไป ก็พบเย่จื่อฉยงกำลังนั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วขมวดเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องกลัดกลุ้มอันใดอยู่
เมื่อเห็นหลี่หยวนกลับมา เย่จื่อฉยงก็เบิกบานใจทันที รีบวิ่งเหยาะๆ มาเบื้องหน้า แล้วถามอย่างงอนๆ ว่า "เงินของข้าถูกท่านขโมยไปใช่หรือไม่?"
"ข้าเอาไปใช้จ่ายจนหมดแล้ว" หลี่หยวนหอมแก้มของนางฟอดใหญ่ รวบเอวนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน แล้วพากันเดินไปยังม่านผ้าโปร่ง
"นี่ ท่านจะทำอันใด กลางวันเช่นนี้?"
……
หลังจากเมฆฝนผ่านพ้นไป เย่จื่อฉยงหอบหายใจแผ่วเบา
"ข้ามีเรื่องจะบอกท่าน ท่านอาสามของข้าวันนี้ไปที่ตระกูลหวัง จุดประสงค์ที่ไปก็เพื่อทำลายความสัมพันธ์ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นการบอกให้พวกเขาได้รับรู้ว่า ข้ามีท่านพี่แล้ว"
หลี่หยวนตะแคงกายช่วยเย่จื่อฉยงจัดระเบียบปอยข้าที่ยุ่งเหยิงข้างใบหู พลางยิ้มกล่าวว่า "ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรือ?"
"ก็เป็นเรื่องน่ายินดีเจ้าค่ะ ทว่าในใจข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก"
เย่จื่อฉยงกอดหลี่หยวนไว้แน่น ฝังศีรษะลงบนอกของเขา แล้วกล่าวด้วยความเอียงอายว่า "ทว่าเมื่อท่านกลับมา ข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นแล้ว"
ประโยคที่ว่า 'สบายใจขึ้นแล้ว' พึ่งจะกล่าวจบ ข้างนอกก็พลันมีเสียงกรีดร้องบาดแก้วหูดังขึ้น
"ท่านอาเย่ตายแล้ว! ท่านอาเย่ตายแล้ว!"
เมื่อหลี่หยวนและเย่จื่อฉยงจัดระเบียบเสื้อผ้าเรียบร้อยและเดินออกไป ข้างนอกก็เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ระงม
คนที่ตายไปก็คือเย่หลิงอวิ๋นผู้ที่เดินทางไปยังตระกูลหวังนั่นเอง ซึ่งก็คือท่านอาสามของเย่จื่อฉยงนั่นเอง